คนเรามักจะมองว่างานของตัวเองเข้าข่ายหนึ่งในสามลักษณะต่อไปนี้ ได้แก่ ภาระหน้าที่ อาชีพ หรือ สิ่งที่ใจเราเรียกร้อง
เปิดห้องเรียนวิชาความสุขตอนที่ ๔ ว่าด้วยความสุขกับการทำงาน

เอมี วอร์เชสนิวสกี และ เพื่อนนักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า คนเรามักจะมองว่างานของตัวเองเข้าข่ายหนึ่งในสามลักษณะต่อไปนี้ ได้แก่ ภาระหน้าที่ อาชีพ หรือ สิ่งที่ใจเรียกร้อง

ภาระหน้าที่ มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่ิองซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ เราจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงินมากกว่าผลตอบแทนทางใจ ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่ทำให้เราเดินทางไปทำงานตอนเช้า จะมาจากความรู้สึกว่าต้องทำมากกว่าอยากทำ เราไม่คาดหวังสิ่งใดจากการทำงานนอกจากเงินเดือน และมักจะเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ จะถึงวันศุกร์หรือวันหยุดยาวเสียที
![]()

ส่วนคนที่มองว่างานที่ตัวเองทำอยู่ คือ อาชีพ ส่วนใหญ่แล้วจะถูกปลุกเร้าจากปัจจัยภายนอก เช่น เงินและความก้าวหน้า ตลอดจนชื่อเสียงและอำนาจ เขาจะเฝ้ารอการปรับเงินเดือน รวมถึงการเลื่อนตำแหน่งครั้งต่อไป

ส่วนคนที่พบว่างานของตัวเองเป็นสิ่งที่ใจเรียกร้อง งานจะเป็นจุดหมายในตัวมันเอง ถึงแม้ว่าเงินค่าจางและความก้าวหน้าจะมีความสำคัญ แต่เขาก็ทำงานนั้นๆ เพราะอยากจะทำ เขาถูกปลุกเร้าจากปัจจัยภายในและสัมผัสได้ถึงความสมปรารถนาของตัวเอง นั่นเป็นเพราะเป้าหมายของเขา สอดคล้องกับตัวตนของเขา เขาหลงใหลในสิ่งที่เขาทำ และได้รับความสมปรารถนาจากงานของตนเอง เขามองงานของตัวเองเป็นสิทธิพิเศษ มากกว่าจะเป็นเรื่องจำเจ น่าเบื่อ

ครับ ทั้งหมด ก็ขอสรุปแบบชาวพุทธครับว่า คนเราก็จะทำงานด้วยความต้องการใน ๒ ลักษณะ ครับ คือ ความต้องการแบบ ตัณหา หรือ หรือความต้องการแบบฉันทะ
๒ แบบแรก เป็นความต้องการแบบ ตัณหา แบบที่สาม เป็นความต้องการแบบ ฉันทะ
แบบใหน เป็นการพัฒนาทั้งคน และ พัฒนาทั้งงาน คำตอบอยู่ในสาระสำคัญจากเรื่องนี้

อยากเรียนวิชานี้ครับ
สวัสดีค่ะ
ครูอ้อย มาเป็นกำลังใจ ค่ะ
แวะมาทักทายค่ะ ท่านรองฯ
มีความสุขในทุกๆวัน นะคะ
คุณสายธาร หายไปนานเลยนะครับ ขอบคุณครับเข้ามาเยี่ยมเยือน