อยู่ที่วิจารณญาณ.....นะครับ

              สังคมในแต่ละท้องถิ่นของไทย มักมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติมาแต่เดิม ความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการชุมนุมของคนในชุมชนที่ร่วมกันประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันจากการถ่ายทอดความทรงจำร่วมกันระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ การประกอบพิธีกรรมร่วมกัน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันและเชื่อมโยงอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่มีความศักดิ์สิทธิเข้ากับความเชื่อ และพิธีกรรมของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ[1]ซึ่งความเชื่อที่ยึดถือสืบทอดปฏิบัติต่อกันมาของชุมชนในภาคใต้คือการนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ จึงมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษของท้องถิ่นตนเองที่อพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐาน ที่เป็นชุมชนในปัจจุบัน

             ชุมชนบ้านควนหมาก หมู่ที่3 ตำบลวังใหญ่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เริ่มมีผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในปี พ.ศ.2414ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากกลุ่มคนที่อพยพมาจากบ้านคอหงส์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำโดยนายทุ่ม เกื้อก่ออ่อน ,นายอ้น เกื้อก่ออ่อน , นางนวล เกื้อก่ออ่อน , นายคุก จันทร์ต้น และ นายทองอุ่น ไม่ทราบนามสกุล ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แนวภูเขาซึ่งพื้นที่ส่วนมากมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่เป็นป่าดงดิบ มีไม้ยืนต้นส่วนใหญ่เป็นไม้ต้นหมาก กลุ่มคนที่อพยพมาจากเดิมนั้นประกอบอาชีพเลี้ยงโค กระบือขาย ต่อมาทีการขโมยโค กระบือเกิดขึ้นชุกชมในท้องถิ่นเดิม จึงเกิดภาวะที่ไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย ประกอบกับไม่มีที่ดินทำกินที่เป็นหลักเป็นแหล่ง  จึงอพยพมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณเชิงเขา ต่อมาก็มีกลุ่มคนที่ได้อพยพมาสมทบ ซึ่งอพยพมาจาก จะนะ นำโดย นายหวาน นางคำ คงแก้วดวง สองสามีภรรยา จากนั้นยังมี นายปลอด , นางคง ไม่ทราบนามสกุลมาร่วมด้วย ก็นับว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่มาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนบ้านควนหมาก จากนั้นก็มีคนจากที่ต่างๆอพยพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั้งปัจจุบันมีจำนวนประชาการ 1,800 คนโดยประมาณ

             ชาวบ้านในชุมชนบ้านควนหมาก มีความเชื่อพื้นฐานเช่นเดียวกับที่มนุษย์ทั่วไปมีต่ออำนาจนอกเหนือธรรมชาติจึงทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นเป็นความเชื่อท้องถิ่นมีวิธีการ กลไกอันซับซ้อนปรากฏอยู่ในรูปแบบ “พิธีกรรม” เฉพาะกลุ่มในบางพื้นที่มักมีนัยสำคัญที่แอบแฝงอยู่เสมอ “พิธีกรรม” ที่ปรากฏในชุมชนบ้านควนหมากปัจจุบันคือพิธีกรรมการนับถือผีบรรพบุรุษของชาวชุมชนบ้านควนหมาก จะปรากฏอยู่เฉพาะบางพื้นที่ของชุมชนที่มีกลุ่มคนที่มีการนับถือผีบรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้วที่เคยเป็น “โนรา”  ลูกหลานในสายเลือดของตนต้องรักษาสืบทอดพิธีการ “ลงครู” ต่อไปเรื่อยๆ กล่าวได้ว่าบ้านเรือนใดที่ที่บรรพบุรุษเป็น “โนรา”  มาตั้งแต่รุ่นทวด ต่อมาก็ต้องตกมาสู่ ปู่ย่า ตายาย จากนั้นก็ ลุงป้า พ่อแม่ น้า อา และพี่น้องตามลำดับขึ้นอยู่กับว่าบรรพบุรุษที่เป็น “โนรา”  จะเป็นของฝั่งพ่อ หรือ ฝั่งแม่ ซึ่งจะต้องมีลูกหลานในแต่ละรุ่นคนใด คนหนึ่งของวงศ์ตระกูลต้องรับผิดชอบหน้าที่ “ร่างทรง” เพื่อประกอบพิธีกรรม “โต๊ะครึม” แต่จารีต พิธีกรรม การนับถือผีบรรพบุรุษของชุมชนบ้านควนหมากในปัจจุบันเลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างช้าๆ ซึ่งยังมีพิธีกรรมนี้ปรากฏให้เห็นจากกลุ่มคนบางกลุ่มของชุมชน

 

             จึงกล่าวได้ว่าพิธีกรรม “โต๊ะครึม” เป็นระบบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบพิธีการ “ลงผีครูหมอ” ส่วนมากมีการทำพิธีตามแต่ที่ “ผีครูหมอ” ระบุว่าจะต้องการอะไร เพราในปีหนึ่งๆ ลูกหลานในตระกูลอาจมีการบนบานศาลกล่าวไว้หรือ ถูกครูหมอทักเมื่อทำผิดต่อผีบรรพบุรุษ จึงต้องแก้บนด้วย “โต๊ะครึม”  หรือพิธีการลงผีครูหมอ ในเวลาการประกอบพิธีกรรม ญาติพี่น้องต่างต้องมาร่วมในการประกอบพิธีกรรมทั้งญาติที่เกี่ยวกันโดยสายเลือดที่มีปู่ย่า ตายายคนเดียวกันและญาติที่เกี่ยวกันโดยที่มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน แม้นว่าจะผ่านมากี่ชั้นกี่รุ่นก็ตาม จะเป็นสายพ่อ สายแม่ จะต้องเข้าร่วมในพิธีกรรมการแก้บน เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ ลูกหลานที่มาร่วมในพิธีกรรมจะไม่รู้จักหน้า รู้จักตากันมาก่อนเนื่องจาก ผู้ที่เข้าร่วมพิธีไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนในพื้นที่ชุมชนบ้านควนหมากทั้งหมดแต่ “สายพ่อ” ที่มี “ครูหมอ” ที่ได้รับมาจากบ้านวังใหญ่ลูกหลานที่บ้านวังใหญ่ ก็ต้องเข้าร่วมพิธีด้วยเนื่องจากในอดีต “คนทรง” ของ “ครูหมอ” สายพ่อนั้นอยู่บ้านวังใหญ่ต่อมาเมื่อคนทรงเดิมนั้นได้บวชเป็นพระ ก่อนหน้าจะบวชเป็นพระก็ได้เชิญให้ครูหมอมาลงที่ อ้น ศรีเจริญ ร่างทรงในปัจจุบัน จึงเกิดการนับญาติโดยการสมมติ เมื่อมีการแก้บนต้องประกอบพิธีที่ “ครูหมอ” อยู่ในปัจจุบันคือบ้านควนหมาก ซึ่งเป็นที่อยู่ของร่างทรงในปัจจุบัน หากว่าลูกหลานคนใดคนหนึ่งที่อยู่ บ้านวังใหญ่ ถูกครูหมอทัก หรือถูกครูหมอทำให้ป่วยหรือ แสดงพฤติกรรมประหลาดประหลาดๆ จึงต้องมา “บนครูหมอ” ที่บ้านควนหมาก เมื่อได้สิ่งที่ตนได้บนบานไปตามดังที่ประสงค์ ก็ต้องจัดพิธี “ลงผีครูหมอ” ที่บ้านของตนที่วังใหญ่ แต่จะต้องมาประกอบพิธีการอัญเชิญบอกกล่าวต่อ “ครูหมอ” ที่ตนได้บนบานศาลกล่าวไว้ให้ไปร่วมพิธีตามที่ตนได้สัญญาไว้ ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนบ้านควนหมาก กับชุมชนบ้านวังใหญ่ ที่มีการสร้างสายสัมพันธ์ในลักษณะสังคมชนบทที่มี “ความสัมพันธ์แบบกลุ่มปฐมภูมิ” ทำให้ญาติพี่น้องที่มาร่วมในพิธีมีความสนิทสนม และเป็นกันเองถือเป็นการขายเครือญาติไปสู่เพื่อนบ้านในชุมชนใกล้เคียงทำให้มีการไปมาหาสู่กันเสมอ

(ผู้เขียนเสื้อดำ)

          หากว่าลูกหลานคนใดคนหนึ่งที่อยู่ บ้านวังใหญ่ ถูกครูหมอทัก หรือถูกครูหมอทำให้ป่วยหรือ แสดงพฤติกรรมประหลาดประหลาดๆ จึงต้องมา “บนครูหมอ” ที่บ้านควนหมาก เมื่อได้สิ่งที่ตนได้บนบานไปตามดังที่ประสงค์ ก็ต้องจัดพิธี “ลงผีครูหมอ” ที่บ้านของตนที่วังใหญ่ แต่จะต้องมาประกอบพิธีการอัญเชิญบอกกล่าวต่อ “ครูหมอ” ที่ตนได้บนบานศาลกล่าวไว้ให้ไปร่วมพิธีตามที่ตนได้สัญญาไว้

 

        “โต๊ครึม” เป็นการถ่ายทอดจากคนรุ่นก่อนๆ มาสู่คนในรุ่นปัจจุบัน เป็นการตระหนักถึงการสืบทอด พิธีกรรม ไม่ให้สูญหาย เรียกได้ว่าเป็นพิธีกรรมที่สร้าง “เครือข่าย” ระหว่างเครือญาติชุมชนที่มีการติดต่อสื่อสารกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจากการที่นับญาติกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักนามสกุล แต่จะนับญาติจาก “สายครูหมอเดี่ยวกัน” เป็นการเชื่อมโยงเครือญาติที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ให้มีการพบปะกันบริเวณพื้นที่ทางวัฒนธรรม อาจนำไปสู่การแต่งงานระหว่างคนต่างชุมชนในท้องที่เดียวกัน จึงเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน บ้านควนหมาก บ้านวังใหญ่ และบ้านสะพานไม้แก่น ที่ไปมาหาสู่ พึงพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่ได้รับจากการประกอบพิธี “โต๊ะครึม”



  [1]ศรีศักร วัลลิโภดม.(2554). “สรุป: ท้องถิ่นวัฒนา,” ใน พัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรมไทย, หน้า 191 – 197.