ผมเองดูแลชุมชนนักปฏิบัติ (Cop) ชื่อ AI Thailand หรือ Thailand Appreciative Inquiry Network ด้วยเรื่องดีๆ และคนดีๆครับ..เนื่องจากพวกเราสนใจในศาสตร์ Appreciative Inquriy (AI) ที่เชื่อว่า..ทุกคน ทุกระบบ ทุกห้วงเวลา มีเรื่องราวดีๆ ที่รอการค้นพบอยู่ ซึ่งเรื่องเราวดังกล่าว ล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปขยายผล สู่การสร้างโอกาสและแก้ปัญหาได้..
......
เช่นวันหนึ่งขณะชาว AI เสวนากัน..มีคนหนึ่งพูดว่า...ที่องค์กรของเขามีปัญหาหนึ่งคือ คนบางกลุ่มชอบขาดลาเป็นประจำ..อีกหลายคนก็พูดเช่นกัน..ถามถึงวิธีการ ก็ทำมาแล้วทั้งหมด แต่ก็เหมือนเดิม...ดูเหมือนจะไม่มีทางออก
...
ผมเลยถามว่า..ในหมู่พวกเรากว่า 40 คนนี่ มีใครสักคนเคยจัดการปัญหานี้ได้ไหม..เอาสักนิดประเภทดีขึ้นก็ได้...
...แล้วก็มีครับ มีท่านหนึ่ง..เล่าว่า..เขามีอยู่สองคนผลัดกันลา..วันหนึ่งเลยขอคุยด้วย..โดย "ฟัง" มากๆ..ไม่ขัด..ปรากฏว่า..ลูกน้องก็พูด พูด พูด จนกระทั่งเจอว่าเขาเป็นห่วงลูกวัยรุ่น..ครับ..หลังจากลูกน้องได้พูด พูดเป็นชั่วโมง ลูกพี่ได้แสดงความเห็นใจ และเตือนสติ..ตั้งแต่นั้นมา..ทั้งสองคนก็เปลี่ยนพฤติกรรม...
....
ครับหัวหน้างานท่านนี้ได้ทำอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับสุนทรียสนทนา (Dialogue) โดยการรับฟัง แบบไม่ตัดสินครับ..
....
ผมสอนเรื่องนี้ควบคู่กับการทำ AI ให้ลูกศิษย์..พอดี
...
ผมก็เลยเล่าเรื่องแบบเดียวกัน ที่ผมมักใช้คุยกันคนที่ดูมีปัญหาทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น..ผมชอบจัดวง Dialouge แบบง่ายๆ ไม่ใช้ทฤษฎีอะไรมาก..ผลัดกันคุย ผลัดกันฟัง..แต่ห้ามขัด และต้องตั้งใจฟัง ง่ายๆนี่แหละั..บางครั้งก็ไม่เป็นทางการเช่นทำที่ร้านขายต้มเลือดหมูตอนเช้า
..ฟัง ฟัง ฟัง..อย่างตั้งใจมากๆ..กลัีบพบคุณค่า...ความน่ารัก ความเก่ง..ศักยภาพของคนที่ใครๆก็ดูว่ามีปัญหา..และเรากลับกลายเป็นศิษย์ อาจารย์ที่เคารพกัน..บางคนกลับกลายมามีแรงบันดาลใจ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ...เป็นลูกศิษย์ที่ผมรักมากๆ..
...
ครับ......นี่คือเรื่องราวดีๆ...ที่เราจะพูด เราจะค้นหากัน..
...
ผมเลยแนะนำชาว AI ว่า..ใครเจอปัญหานี้ปรึกษาคนนี้ เพื่อนของเราได้เลย...
...เชิญเขาไปช่วยก็ได้...
...
ผมเลยถามสุภาพสตรีหัวหน้าคนนั้นว่า..เหนื่อยไหม..เหนื่อยค่ะ...แต่คุ้มไหม..คุ้มค่ะ..
....
นี่ไงครับ เราบริหารชุมชน CoP ของเราด้วยการค้นหาเรื่องดีๆ..และคนดีๆครับ..
...
เรื่องราวดีๆ..คนดีๆ..จะกลายเป็นความรู้ และแรงบันดาลใจ จนถึงทางออก..และความงอกงามเติบโตในที่สุด..
...
คุณล่ะ คิดอย่างไร

A2A : Appreciation to action ;-)
ชอบและโดนใจมากครับ A2A
ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์ทำครับ อยากให้สังคมรับรู้ว่า การเป็นคนดี เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ และมีผลที่ดีตามมาอย่างแน่นอนครับ การแก้ปัญหา ส่วนตัวแล้ว จะให้คำถามในการแก้ปัญหาครับ ขอยกตัวอย่างที่ 1 ครับ ผมมีคลังเก็บสินค้า มีคนถือกุญแจ 3 คน ทุก4เดือนจะทำการเช็คสต๊อกสินค้า จะต้องมีของหายทุกครั้ง เวลาของหายก็จะทำการหักเงินทุกคน โดยเอาราคาทุนของสินค้าหารด้วย3 ครับ แน่นอนครับ บริษัทไม่เสียหายอะไร แต่คนที่โดนหักเงินที่ไม่ได้เอาของไป ก็ไม่อยากจะทำงานนี้ ผมเลยเรียกทุกคนมาถามว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี ทุกคนก็จะเสนอ วิธีการมากมาย ผมไม่คิดจะถามว่า "คุณคิดว่าใครเอาไป" เพื่อสร้างความแตกแยก สุดท้าย ผมก็ได้วิธีการที่ดีที่สุดที่ผมไม่ต้องคิดเอง คือ ถ้าของหายก็ให้หักทุกคนจารกราคาขายหน้าร้านเลยครับ เช่น ราคาทุน 100 บาท ราคาขายหน้าร้าน 200 บาท ก็จะหักเงินทุกคน คนละ 200 บาทครับ
ตัวอย่างที่ 2 ผู้จัดการหน้าร้านแจ้งว่ามีเด็กขายหน้าร้าน ที่เรียกว่า PC (Product Councelor) ที่เป็นผู้หญิง ชอบคุยโทรศํพท์และแต่งหน้าในเวลางาน พอมีการประชุมที่บริษัท ผมก็เล่าปัญหานี้ในที่ประชุมโดยไม่ได้แจ้งว่าที่ไหนและใครพูดรวมๆไป แล้วผมก็เจาะจงขอวิธีการกับเธอคนนั้นโดยตรง เธอก็บอกว่าควรจปิดโทรศัพท์ในเวลางาน และ ให้แต่งหน้าให้เรียบร้อยก่อนเวลาทำงาน ผมก็ขอให้คนอื่นๆแสดงความคิด ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับวิธีการของเธอครับ สรุปวันนั้นไม่ได้ว่าใครเลย ประชุมอย่างมีความสุข หลังจากทุกคนกลับไปทำงาน เธอคนนั้นก็มียอดขายสูงขึ้น ทำให้เธอได้รับค่าคอมมิวชั่นมากขึ้นอีกด้วยครับ
ตัวอย่างที่ 3 มีเหตุต้องเชิญพนักงานลาออกจากบริษัท เนื่องจากขโมยเงินพนักงานด้วยกัน วันหนึ่งมีเรื่องพนักงาน 2 คนทะเลาะกัน พอผมทราบเรื่องก็เลย เรียกเขามาคุยทีละคนครับ ผมขอคุยกับคนที่โดนขโมยเงินก่อน ผมขอให้เขาเล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ผมฟัง และดูหลักฐานจนผมแน่ใจว่าคนที่ขโมยเงิน ได้ทำการขโมยเงินเพื่อนไปแน่นอน และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย วิธีการขโมยเงินคือ เพื่อนที่โดนขโมยเงินได้ฝากเพื่อนที่ขโมยเงินไปกด ATM เช่น ฝากกด 5000 คนที่ขโมยจะกด 2 ครั้งครับ ครั้งแรกกด 1000(เงินขโมย) ครั้งที่ 2 กด 5000 (เงินที่เพื่อนเจ้าของบัตรฝากกด) แล้วเอาเงิน 5000 พร้อมสลิปและบัตรATM คืนเพื่อนไป ดูจากสมุดฝากเงิน จะเห็นได้ว่า จะมีการกดเงินในวันเดียวกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวนเงิน น้อยกว่า ครั้งที่ 2 มากกว่า เป็นแบบนี้หลายจุดครับ ผมก็ถามคนที่โดนขโมยเงินต้องการอย่างไร เขาต้องการให้คนนี้ออก เพราะเขาไม่สามารถที่จะทำงานด้วยได้อีกแล้ว ผมถามว่า แน่ใจนะ ทำงานกันมาก็หลายปี เขาบอกแน่ใจ ผมก็เรียกพวกเพื่อนๆร่วมแผนกมาถามความคิดเห็น ทุกคนขอให้ออกครับ เพราะทุกคนกลัว ครับ ผมก็ถามคนที่โดนขโมยเงินว่าถ้าเขาจะคืนเงินให้พอดอกเบี้ยจะยอมไม เขาตอบว่า "ให้ออกเถอะ เงินนู๋ไม่เอา เห็นหน้าแล้วมันโมโห" ผมเข้าใจความรู้สึกของน้องเขานะครับ เพราะ 2 คนนี้ สนิทกัน ไปไหนไปกันตลอด ก็ต้องเสียความรู้สึก สุดท้ายผมก็เรียกน้องคนที่ขโมยเงินเพื่อนเข้ามาคุยกับ เล่าถึงหลักฐานให้เขาฟัง เล่าึความรู้สึกเพื่อนๆที่มีต่อเขาในเวลานี้ และอธิบายผลดีผลเสียของการโดนไล่ออก กับ ลาออก เอง แล้วผมก็ถามเขาว่า ต้องการแบบไหน เขาก็ตัดสินใจลาออกครับ
ที่เล่ามา เพราะผมเชื่อพลังในการใช้คำถามครับ
ตอนเช้าผมจะถามตัวเองว่า วันนี้จะทำอะไรให้ตัวเองมีความสุข
ก่อนนอนก็จะถามว่า วันนี้ได้ทำอะไรดีดีให้กับตัวเองและคนอื่น
ปัญหาทุกปัญหามีคำตอบเสมอครับ อยู่ที่เราจะถามมันอย่างไง