คำกล่าวว่าสยามเมืองยิ้มน่าจะใช้กล่าวเมื่อ 50 ปี ก่อน ปัจจุบันถ้าขืนใช้ก็ไม่ว่า อาจจะยังเป็นความภูมิใจ ที่เราได้ชื่ออย่างนี้ ปัจจุบันคนไทยก็ยังเป็นคนที่มีอัธยาศัยอย่างนี้อยู่ นั่นอาจจะติดมาตามสายเลือด หากติดมาตามสายเลือดก็น่าจะถือว่าการยิ้มแบบนี้ น่าจะเรียกว่า "สยามเมืองยิ้มหลอก" แล้วมากกว่า
ที่ว่าสยามเมืองยิ้มหลอกก็เพราะไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจ แต่ยิ้มด้วยสายเลือด หรือไม่ก็ฝืนยิ้ม ทำไมที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะสังคมสังคมวัตถุเริ่มแก่ตัว สังคมวัตถุเริ่มอิ่มตัว การยิ้มหลอกจึงเกิดขึ้นง่าย ๆ พูดกันตรง ๆ ว่าเมื่อวัตถุมาอยู่ในหัวใจ ศีลธรรมประจำใจก็ถูกผลักออกไป เหมือนประหนึ่งว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ น่าจะเป็นการเปรียบเทียบเล่น ๆ มากกว่า ความจริงมันไม่น่าจะเปรียบเทียบกันได้เลย เพราะว่าวัตถุน่าจะเปรียบกับเสือ ส่วนศีลธรรมนั้นน่าจะคือแมวอะไรทำนองนี้ คิดว่าชาวตะวันตกเมื่อตอนแรก ๆ ที่วัตถุไม่อิ่มตัวนักก็น่าจะเป็นเมืองยิ้มเหมือนเรา "ตะวันตกเมืองยิ้ม" แล้วก็เริ่มกลายเป็น "ตะวันตกเมืองยิ้มหลอก" และพอวัตถุนิยมสุกงอม "ตะวันตกเมืองยิ้มไม่ออก" ด้วยความเป็นมา และความรู้สึกอย่างนี้เอง ที่เขายังยกย่องเราอยู่บ้างว่า "สยามเมืองยิ้ม" นั่นที่เขาเห็นภายนอก ส่วนภายในคิดว่า น่าจะเป็น "สยามเมืองยิ้มหลอก" เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีชาวตะวันตกที่เขามีคุณธรรมล้ำเลิศก็มีกล่าวอ้าง เช่นประเทศแถบ สแกนดิเนเวีย จำไม่ได้ประเทศอะไรบ้าง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เล่าเรื่องเหตุการณ์จริง ๆ ให้ฟัง ขอเอาเนื้อความก็แล้วกัน ชื่อบางอย่างจำไม่ค่อยแม่นยำนัก ขอเล่าถึงคุณธรรมอันสูงส่งของชาวสวีเดน ชาวสวีเดนจังหวัดไหนก็ไม่ทราบ ด้วยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2548 เพื่อนของผู้เขียนเองได้ไปหาคู่เขยที่สวีเดน บังเอิญเข้าช่วงที่พืชผลอย่างหนึ่งที่งอกตามธรรมชาติบนภูเขาถึงฤดูหน้าผลสุก ชาวบ้านต่างเก็บนำมาขาย มีพ่อค้าคนกลางรับซื้อ สมมุติว่ารับซื้อกิโลละ 5 บาท อยู่ไปสามวันพ่อค้าคนกลางคนนี้ก็จ่ายเงินเพิ่มจากราคาเดิม 5 บาทแก่ผู้เก็บ อีก 3 บาท รวมเป็น 8 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อค้าคนกลางไปจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น ถามว่าถ้าเป็นเมืองไทยผู้เก็บจะได้เงินเพิ่มหรือไม่ คิดว่าคำตอบ คงตอบว่าไม่เพิ่ม ด้วยหลักความจริงพ่อค้าคนกลางของไทยส่วนใหญ่มีแต่จะกดราคา เอาเปรียบผู้ผลิตผู้เป็นชาวไร่ชาวนาตลอดมา นั่นเพราะต้องการกำไรให้มาก ไม่ได้นึกถึงความเป็นธรรม ในผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็แปลกเช่นเดียวกันสิ่งของที่ผลิตจากโรงงานซึ่งเป็นของนายทุนทั้งหลายเขากำหนดราคาได้เอง เป็นเพราะเรื่องอะไรไม่ขอพูดในที่นี้ ปัญหาเหล่านี้มีมานาน แล้วยิ่งทวีความรุนแรง เพราะวัตถุนิยมเริ่มเต็มตัว เหตุผลนี้เองที่ว่า "สยามเมืองยิ้มหลอก" และจะขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เราเคยได้ยินคำว่าพ่อค้า "เอาล่ะขายให้ ไม่เอากำไร เอาเท่าทุน" หรือท่านเคยพบเหตุการณ์อย่างนี้หรือไม่ ผู้ซื้อต่อรองราคากับพ่อค้าในที่สุดพ่อค้าบอกว่าขายไม่ได้ เมื่อลูกค้าเดินออกจากร้าน ก็ตะโกนบอกว่า "เอาล่ะขายให้สักชิ้น ไม่ได้กำไรจริง" เหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไม่ได้ติดราคาซึ่งเดี๋ยวนี้มีน้อย แต่อย่างไรก็ดีที่ติดราคากันทั่วไปได้ควบคุมในความเป็นธรรมกันแค่ไหน ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่พูดสุ่มสี่สุ่มห้า ขอดูตัวอย่างราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลก็แล้วกัน นี่ขนาดพิมพ์ราคาอยู่ในเนื้อเดียวกับลวดลายต่างๆ ของตัวสลากก็ยังขายกันเกินราคา รัฐบาลเองก็คุมไม่ได้ (ที่ผ่านมา) สินค้าอื่น ๆ อยู่ในระบบนี้ด้วยหรือไม่ มากน้อยอย่างไรจึงเป็นเรื่องน่าคิดพิจารณาทั้งนั้น นี่เป็นตัวอย่างของคนเขาหลอกกัน เขายิ้มเขาหัวเราะกันได้ ไม่ตะขิดตะขวงใจ ทั้ง ๆ ที่ เป็นเรื่องหลอกลวง นี่มันเป็นสันดาน มันเป็นสายเลือดของคนรุ่นวัตถุนิยมกำลังเต็มอิ่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ใช้คำว่า "สยามเมืองยิ้มหลอก" ก็คงไม่เคอะเขิน นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ พอจุดประกายความคิดกันบ้าง เรื่องอื่น ๆ ในสังคมไทยอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่น่ากลัวที่สุดก็คือเรื่อง "สยามเมืองยิ้มหลอกทั้งในทั้งนอกสภา" รัฐสภาเป็นหัวใจหลักของการกำหนดทิศทางของประเทศ การอภิปรายในสภามีข้อมูลที่โกหก บิดเบือนกันมากมาย ทุกยุคทุกสมัยที่เห็นมา บางครั้งถกเถียงเรื่องโกหกกันหน้าดำคร่ำเครียด ลงจากสภาส่งยิ้ม แล้วกอดคอกัน เมื่อมันไม่ใช่ของจริง แล้วยังมายิ้มหลอกกันได้ มันเป็นเกมผลประโยชน์หรือ มันซ่อนเงื่อนไร้คุณธรรมหรือ อะไรก็แล้วแต่ถ้าเป็นเช่นนี้ "สายมเมืองยิ้มหลอกทั้งในทั้งนอกสภา" เมื่อมีสิ่งเหล่านี้อยู่ที่หัวใจของประเทศ ก็เหมือนเรามายิ้มหลอกกัน สรุปว่ามันเป็นเรื่องจอมปลอม แล้วจะมีประโยชน์อะไร นี่เพราะระบบหลงวัตถุเต็มอิ่ม ชนชั้นล่างจึงยังเป็นทาสระบบทุน ถามว่าชนนั้นล่าง ชนชั้นรากหญ้าเป็น "สยามเมืองยิ้ม" หรือ "สยามเมืองยิ้มหลอก" แล้วอีกไม่นาน ก็จะเป็น "สยามเมืองยิ้มไม่ออก" สภาพความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสังคมกำลังอิ่มวัตถุ เราเริ่มหายุทธวิธีหลอกลวง ด้วยกลวิธีอะไรก็แล้วแต่ จนเป็นเคยชิน ไม่เคอะไม่เขิน ทั้งนี้แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่านับถือ นักวิชาการ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วลุกลามมาถึงรากหญ้า เราส่งยิ้มให้กันเพียงเห็นว่าดีแต่เปลือกนอก ส่วนที่ซ่อนอยู่ภายในลึก ๆ มันน่ากลัว
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์อยู่เหนือกฎธรรมชาติ ล้วนขัดหลักคำสอนของพระพุทธศาสดาทั้งสิ้น ทุกฝ่ายจงยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ แล้วมาร่วมคิด ร่วมทำ ตามหลักสัจธรรม เพื่อความผาสุกที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ตามแนวของพระพุทธศาสดา คือ"ธัมมิกสังคมนิยม" "พระศรีอาริย์" และ "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก" เมื่อถึงวันนี้ก็พูดได้เต็มปาก "สยามเมืองยิ้ม"
หากท่านสนใจเรื่องอื่น ๆ คลิก http://www.nature-dhrama.com