มีคนเชิญให้ผมไปบรรยายพิเศษเรื่องการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นการเฉพาะ อย่างน้อยก็ 3 ครั้งในรอบสองปีที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มอาจารย์และนักวิจัย เครือข่ายการวิจัยแบบข้ามศาสตร์ และกลุ่มนักศึกษาบัณทิตศึกษา ทุกครั้งผมทำสื่อการสอนและเรียบเรียงเนื้อหาให้เป็นการจำเพาะกลุ่ม มานั่งนึกๆดูก็เกิดความเสียดายเหมือนกัน 

             มาระยะหลังนี้ ผมได้ลองใช้เว็บบล๊อกนี้บันทึกไว้ก่อนในเรื่องที่คิดอยู่หรือเรื่องที่เพิ่งผ่านการลงมือไปหมาดๆ  ผสมผสานกับการทำบันทึกสนามการวิจัย (Field note) โดยวิธีอื่นซึ่งมีทีมช่วยทำด้วย พออยากจะนำออกไปใช้  ก็ลองดึงออกมาเป็น Blog to Paper บ้าง Blog to Book บ้าง ช่วยลดความลำบากในการเตรียมเอกสารไปประกอบการบรรยายในโอกาสต่างๆได้มากเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณท่าน อาจารย์ ดร.จันทวรรน น้อยวัน และคณะจริงๆ

             คราวนี้เลยขอเก็บบันทึกเอาไว้ก่อนและนำมาแบ่งปันกันด้วย เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีโอกาสไปเล่าให้นักศึกษา ป.โท ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท ของมหาวิทยาลัยมหิดลฟัง ซึ่งส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องการคิด 10 แบบ ในกระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

           กระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เป็นการพิจารณาอย่างแยบคายเพื่อเลือกปฏิบัติทางการคิดให้ถูกต้องกับลักษณะของโจทย์ที่ต้องการเข้าถึงความจริง ผมศึกษาเอาจากหนังสือของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ แล้วใช้เป็นฐานพัฒนาวิธีคิด เพื่อเป็นเครื่องมือทำงานต่างๆ เช่น การพัฒนาประเด็นคำถามแบบมีโครงสร้าง การพัฒนาประเด็นการสนทนาแบบตารางไขว้ (Matrix Thinking System) เหมือนกับเรามีแบบสอบถามที่ไม่ตายตัวอยู่ในหัว

              การสร้างความรู้  โดยเฉพาะความรู้และปัญญาที่บูรณาการอยู่กับการปฏิบัติ หากขาดองค์ประกอบที่เป็นกระบวนการภายในของเรา ก็จะทำให้เป็นความรู้ที่แยกส่วนออกจากการปฏิบัติ และแยกส่วนออกจากความเป็นมนุษย์ ดังนั้น  การสร้างความรู้ที่ลุ่มลึก จึงควรประกอบด้วย หัวใจ + สติ + สมอง + และความเป็นจริงภายนอก ซึ่ง การทำความคิดให้แยบคาย หรือ กระบวนการโยนิโสมนสิการ เป็นกระบวนการทางความคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถพิจารณาให้พอเพียงแก่เหตุปัจจัย 10  แบบ

            1.คิดแบบสืบสาวปัจจัย เป็นวิธีคิดเพื่อมุ่งเข้าใจปรากฏการณ์และสภาวการณ์ต่างๆอย่างเป็นระบบโดยพิจาณาไปที่เหตุปัจจัย รวมทั้งวิธีคิดบนระบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ เช่น เราจะสามารถเข้าใจความจริงได้ดีขึ้นโดยศึกษาตัวแทนความเป็นจริงที่ปรากฏแล้วสืบสาวไปประมาณสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ ทว่าต้องเห็นด้วยตัวปัญญา เราสามารถนำมาปฏิบัติวิธีวิเคราะห์ในการวิจัยสมัยใหม่ได้ ๒ ลักษณะ คือ

              ลักษณะแบบ ปฏิโลม เป็นการเริ่มต้นจากการดูผลที่ปรากฏเพื่อย้อนไปเข้าใจสาเหตุ ศึกษาตัวแปรตามแบบถดถอยเข้าหาตัวแปรต้น (Regression Analysis) ในการวิจัยเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเส้น หรือในการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็ได้แก่การศึกษาย้อนหลังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผ่านไปแล้วอย่างเป็นระบบในลักษณะที่เป็นเหตุปัจจัยส่งผลสืบเนื่องมาสู่สภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น การศึกษาเชิงพัฒนาการ  ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ เป็นต้น

              อีกลักษณะหนึ่งคือการคิดแบบ อนุโลม เป็นการดูความเป็นปัจจุบันในฐานะที่เป็นพลวัตรปัจจัยในการก่อเกิดปรากฏการณ์ต่างๆอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันและกันเพื่อคาดประมาณว่าจะเกิดผลอย่างไรตามมา เป็นการคิดศึกษาแบบคาดอนาคต (Prediction) โดยดูจากสิ่งที่ปรากฏ ณ ปัจจุบันขณะ

           2. คิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ เป็นกระบวนการคิดแบบลดทอน เพื่อเข้าใจความเป็นจริงพื้นฐานของปรากฏการณ์หรือสิ่งที่ใหญ่โต หรือสิ่งที่แลดูแบบผิวเผินแล้ว ไม่สามารถแสดงความเป็นจริงได้อย่างครอบคลุมองค์ประกอบทั้งหมดของสิ่งนั้น มีลักษณะการสร้างความจริงแบบวิเคราะห์ (Analytical Thinking) แตกความเป็นจริงของสิ่งนั้นออกไปจนสุดเขตที่จะทอนต่อไปได้อีก ใช้เกณฑ์ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือทอนออกไป (Discrimination) แล้วจึงหาข้อสรุป

          3. คิดแบบสามัญลักษณะ  เป็นการคิดเพื่อเข้าถึงลักษณะร่วม หรือความเป็นธรรมดา ความเป็นคุณลักษณะทั่วไป (Normative and Commons) ที่อยู่ภายใต้สิ่งที่ดูเหมือนว่าแตกต่าง  หลากหลาย  โกลาหล มีลักษณะเป็นการสังเคราะห์ (Synthesis thinking) เป็นการคิดเพื่อสร้างปัญญาและความรู้อธิบายความเหมือนกันของสิ่งที่แตกต่างในระดับปรากฏการณ์  ใช้เกณฑ์ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงลักษณะร่วม (Assimilation) แล้วจึงหาข้อสรุป กระบวนการคิดแบบนี้เหมาะสำหรับการหาแบบแผนภายใต้ภาวะความไร้ระเบียบ  เช่น เห็นความประสานสอดคล้องของเพลงแจ๊ส เห็นความเป็นระบบภายใต้ความวุ่นวาย โกลาหล เป็นต้น

        4. คิดแบบอริยสัจจ เป็นการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่สืบเนื่องเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ทุกข์เป็นผล  สมุทัยเป็นเหตุ   นิโรธเป็นผล  มรรคเป็นเหตุ ตอนผมเรียนปริญญาโท เทคโนโลยีการศึกษา ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดร.มงคล  เอี่ยมสำอางค์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) อาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ท่านสอนการวิจัย ให้พวกผมใช้เทคนิคการคิดแบบนี้ เป็นตารางสี่เหลี่ยมอยู่ในหัว(Quadrant analysis) แล้วพัฒนาการตั้งคำถามและค้นคว้าคำตอบให้ตนเองบนหน้ากระดาษ ทำแล้วทำเล่า จนกลายเป็นเค้าโครงการวิจัย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมาก ผมใช้เทคนิคนี้มาจนกระทั่งบัดนี้  หลายท่านอาจเรียกระบบคิดนี้ว่า ธรรมวิจัย

       5. คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ ใครที่เก่งวิชาเรขาคณิต หรือนักใช้เหตุผล เช่นนักกฏหมาย หรือนักปรัชญา นักวางแผน นักบริหารแบบอิงวัตถุประสงค์ จะเข้าใจใจกระบวนการคิดแบบนี้ได้ดีกว่าเพื่อน เพราะเป็นการคิดแบบเชื่อมโยง อิงจุดหมายและหลักการ เพราะจุดหมายและเจตนาเป็นอย่างนี้ เหตุผลและความเป็นจริงทางการปฏิบัติควรเป็นอย่างไร เป็นต้น เครื่องมือการคิดที่เหมาะคือ ตารางที (T-square analysis) หรือตารางเปรียบเทียบ เป็นวิธีสร้างความรู้แบบสร้างเกณฑ์อ้างอิงขึ้นมาก่อน (คล้ายกับการต้องสร้าง Bench Mark หรือ Norm of Reference) แล้วจึงเปรียบต่างๆให้ได้ความจริงที่สัมพันธ์กันอีกด้าน (Comparative method) 

ยาวเกินไปเสียแล้ว ขอต่อใน บันทึกที่สองครับ Clickhere