2 เดือนก่อน ได้รับพัสดุของฝากจากเวียตนามมาจากเพื่อนสมาชิกในเวบคนหนึ่ง  ซึ่งไปราชการอยู่ที่นั่น  หนึ่งในนั้นคือแผ่นปอเปี๊ยะแห้ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกระดาษแก้ว คุยกับเพื่อนคนนั้นทาง MSN ถามว่าทำกินยังไง เพราะมันกรอบมากๆ จับพับก็หักเลย

โฉมหน้าเจ้าตัวปัญหาที่ถูกนำมาเป็นโจทย์ในครั้งนี้

เพื่อนมันบอกไม่รู้ เห็นคนขายบอกว่า เอามาห่อๆไส้ก็กินได้เลย

เราก็เลยตอบอือๆไป ทั้งที่ข้างในยังงงๆ  นึกในใจว่า.. สงสัยได้เอามาเก็บไว้เฉยๆเป็นของที่ระลึกแน่ๆ

เกิดมายังไม่เคยทำปอเปี๊ยะทอด  ยังไม่เคยเข้าร้านเวียตนาม กินอาหารเวียตนามเลย  ปอเปี๊ยะเวียตนาม จะทำออกมาหน้าตารสชาติยังไงก็ไม่รู้  เคยเห็นแต่ปอเปี๊ยะทอดที่เขาขายกัน แต่นั่นแป้งมันหนา  เคยเห็นแผ่นปอเปี๊ยะสดที่ห่อขายในซุปเปอร์มาเก็ต  มันเป็นแผ่นสีขาวๆ  ไม่เหมือนแบบที่เพื่อนมันส่งมาเลย  อันนั้นคล้ายแผ่นกระดาษจริงๆ

โจทย์นี้ถูกตั้งทิ้งไว้ร่วม 2 เดือน เพราะไม่มีเวลาคิดตีโจทย์

จนกระทั่งเช้าวันนี้ ตื่นขึ้นมาหนังจากทำภารกิจส่วนตัวต่างๆเสร็จสิ้น ท้องก็เริ่มหิว  ปกติช่วงเช้า (ต้องบอกว่าสายแล้ว เพราะว่ามันสิบโมงกว่าแล้ว) จะทานกาแฟ แต่เช้านี้นึกไม่ออกว่าจะทานกาแฟกับอะไรดี เบื่อขนมปังปิ้ง เบื่อแซนวิชที่กินอยู่ประจำแล้ว

แล้วอยู่ๆก็นึกถึงแป้งปอเปี๊ยะขึ้นมา  จึงหยิบออกมานั่งมองแล้ววิเคราะห์ปัญหา ค้นหาสาเหตุ

ปัญหาที่ 1 ::: ไม่สามารถเอาแผ่นแป้งมาห่อไส้ได้

สาเหตุ ::  เพราะมันแห้งบาง กรอบ พอจับพับก็หักเลย ทำให้ห่ออะไรไม่ได้

วิธีคิด  ::   แผ่นแป้งอื่นมันใช้ห่อไส้ได้ เพราะมันนิ่ม ดังนั้นถ้าทำให้มันนิ่ม มันคงจะห่ออะไรได้นะ  แต่จะทำยังไงให้มันนิ่มได้ล่ะ  ชุบน้ำดูดีไหม ?

การทดลอง :: เอาแผ่นแป้งไปชุบน้ำดู  ผลก็คือ มันอ่อนตัวนิ่มลงทันที

สรุปผล ::: ต้องชุบน้ำก่อน เพื่อให้แผ่นแป้งนิ่ม จึงใช้ห่อไส้ได้

หลังจากผ่านอุปสรรคปัญหาข้อที่ 1 ก็มาถึงปัญหาข้อที่ 2  นั่นคือ จะทำไส้ปอเปี๊ยะยังไง

.........................................

ปัญหาที่ 2  ::: จะทำไส้ปอเปี๊ยะยังไง

สาเหตุ :: ไม่เคยกินอาหารเวียตนาม นึกหน้าตาปอเปี๊ยะเวียตนามไม่ออก เคยกินแต่ปอเปี๊ยะที่คนไทยทอดขาย ทำไส้ปอเปี๊ยะไม่เป็น ไม่รู้จะให้มันออกรสชาติแบบไหนดี

วิธีคิด :: ทำไมต้องไปยึดติดสิ่งที่เป็นของเดิม  รวมถึงสิ่งที่เราไม่ได้มีความรู้จริงในสิ่งนั้น  เราสามารถปรับประยุกต์ตามรสชาติความชอบของเราดีไหม  คิดไส้เองเลยดีกว่า

การทดลอง ::  เปิดดูในตู้เย็นมีอะไรบ้าง พบว่า มีหมูเนื้อแดง  มีกุ้ง มีบล็อคโคลี่  มีไข่ แล้วก็กุนเชียง   ดังนั้นจึงลงมือทำไส้ตามใจที่เราอยากจะทำเองก็แล้วกัน  ดังนี้

  1.  หมูเนื้อแดงเอามาสับหยาบๆ  กุ้งเอามาปอกเอาหางออกแล้วก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ กุนเชียงก็เอามาหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋าเล็กๆเหมือนกัน เครื่องปรุงทั้งหมด ใช้สัดส่วน  1:1:1   รวมขนาดทั้งหมดประมาณ 3 ออนซ์ จากนั้นเอาน้ำมันใส่กะทะสัก 1 ช้อนชา พอน้ำมันร้อน ก็เอาเนื้อทั้ง 3 อย่างลงผัด ใส่น้ำสัก 1 ช้อนโต๊ะ  ผัดจนเนื้อหมูกุ้งกุนเชียงสุก ก็ใส่ซอสผัดรสเทอริยากิ 1 ช้อนชา(มีประจำครัวอยู่แล้ว)  กับซอสพริกไทยดำ 1 ช้อนชา ลดไฟให้อ่อนๆผัดจนเครื่องปรุงแห้ง แล้วตักใส่ถ้วยวางพักไว้
  2.  ไข่ไก่ 1 ฟองตีให้ไข่ขาวไข่แดงเข้ากัน  เอาลงทอดในกะทะที่ใส่น้ำมันเล็กน้อย  ทอดให้ไข่แผ่ตัวเป็นแผ่นบาง จากนั้นก็ม้วนไข่เป็นท่อนกลมๆ ตักลงมาจากกะทะ ใช้มีดคมๆหั่นเป็นแว่นๆ ก็จะได้ไข่เป็นเส้นๆคล้ายบะหมี่ตักใส่ถ้วยอีกใบวางพักไว้
  3. บล็อคโคลี่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก้านของมันปอดเปลือกแล้วหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยมเล็กๆ สักประมาณ 2-3 ออนซ์ ใส่น้ำมันในกะทะนิดหน่อย แล้วเอาบล็อคโคลี่ลงผัด ใส่น้ำสัก 1 ช้อนชา เพื่อให้บล็อคโคลี่ดูเขียวสด พอริ่มสุกก็เหยาะซอสปรุงรสเทอริยากิ ใส่สักนิดหน่อย (แค่ปลายช้อนพอ)  จากนั้นก็ตักใส่ถ้วยอีกใบวางพักไว้

สรุปผล ทีนี้เราก็ได้ไส้แล้ว มี 3 อย่างคือเนื้อ ไข่ แล้วก็ผัก  เวลาห่อเดี๋ยวเราจะเอาทั้ง 3 อย่างผสมกัน

........................

ทีนี้พอจะห่อไส้ ก็เจอปัญหาอีก  คือวิธีการห่อ เราจะห่ออย่างไรดี แม้รู้ว่าน้ำทำให้แป้งนิ่ม  แต่แป้งจะนิ่มบางมาก  ถ้าเอาแป้งไปชุบน้ำ คงยากที่จะจับได้ เพราะแป้งจะขาดง่าย

ปัญหาที่ 3  แป้งนิ่มบางมาก ขาดง่าย จะห่อยังไงดี ?

วิธีคิด :: ถ้าหากไม่ถือแผ่นแป้ง แต่วางแป้งบนที่แบนๆกว้างๆ แล้วค่อยจับขอบแป้งห่อเข้ามา คงป้องกันการฉีกขาดของแป้งได้

การทดลอง :: ไปรื้อจานเปลแบนๆใบใหญ่ๆมาได้ใบหนึ่ง  เอามาวางแผ่นแป้งทีละแผ่น  แล้วก็เจอปัญหาต่อไปว่า งั้นจะเอาแป้งชุบน้ำอย่างไรดี สมองจึงต้องคิดอีก

วิธีคิด  ::  เอามือไปชุบน้ำมาแปะๆบนแป้ง มันก็ไม่สะดวก  คิดๆนี่ถ้าหากมีอะไรที่มันพอจะอมน้ำแล้วเอามาแปะชุบแผ่นแป้งก็คงจะดี แต่สิ่งนั้นต้องสะอาดด้วยนะ จึงหันไปแล้วผ้าก๊อสทำแผล ซึ่งแพ็คอยู่ในซองสเตอไรซ์ ซึ่งซื้อเก็บไว้ประจำห้อง จึงเอาก๊อสมาชิ้นหนึ่ง แผ่ออกแล้วเอาทิชชูสะอาดใส่เป็นไส้ใน ใช้ก๊อสห่อทิชชูไปชุบน้ำแล้วเอามาแปะๆบนแผ่นแป้งที่วางอยู่ในจานให้แป้งๆ

ผลการทดลอง ::  แผ่นแป้งนิ่ม คลี่วางอยู่ในจานพร้อมที่จะห่อได้เลย

ดังนั้นจึงตักไส้ในถ้วยทั้งสาม อย่างละปลายช้อน มาวางลงบนแผ่นแป้ง แล้วค่อยๆใช้ปลายนิ้ว จับแผ่นแป้งห่อไส้ม้วนกลมเข้ามาอย่างเบามือที่สุด  งานนี้ต้องใช้ความนิ่มนวลมากๆเลย ชิ้นแรกๆห่อออกมาบิดเบี้ยว แผ่นแป้งขาด ไส้แตกจึงห่อใหม่ แล้วก็เจอปัญหาอีก นั่นคือ แป้งมันบางมากๆ

ปัญหาที่ 4  ::  ปอเปียะที่ห่อออกมาแป้งบางมาก ถ้าเอาไปทอดมีหวังไส้แตกทะลักออกมาแน่ๆ

วิธีคิด :: ทำอย่างไรให้ไส้ไม่แตกทะลัก นั่นคือต้องให้แป้งหนากว่านี้....ห่อสองชั้นเลยดีไหม ?

วิธีทดลอง ::   ดังนั้นจึงเอาปอเปี๊ยะที่ห่อไปชั้นหนึ่งแล้ว  มันห่ออีกชั้น

ผลการทดลอง :: ใช้ผลแฮะ ดูแป้งหนาขึ้น หยิบจับได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกลัวไส้แตกอีก

ทีนี้ก็เอาปอเปี๊ยะไปทอด  โดยเอาน้ำมันใส่กะทะ  ต้องให้น้ำมันท่วมเล็กน้อย เพื่อจะทำให้อาหารที่ทอดออกมานั้นกรอบ  ใช้ไฟปานกลาง เอาลงทอดทีละ 5-6 ชิ้น ใช้ตะเกียบคอยพลิกปอเปี๊ยะไปมา  ปอเปี๊ยะที่ทอด สีจะไม่เหมือนที่ทอดขายในท้องตลาด มันจะขาวอมเหลืองนิดหน่อยใช้ตะเกียบจับดูก็รู้ว่ากรอบแล้ว จึงคีบขึ้นมาพักไว้บนตะแกรง  จากนั้นใช้ทิชชูแผ่นใหญ่ซึ่งใช้สำหรับซับน้ำมันรองจาน ค่อยคีบปอเปี๊ยะทอดวางเรียงในจาน

สีสันมันดูน่ากินมากๆ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้)

คราวนี้เจอปัญหาอีกล่ะ.. จะทำน้ำจิ้มอย่างไรดี

ปัญหาที่ 5 :: เอาอะไรมาทำน้ำจิ้มดีล่ะ

วิธีคิด ::  ทบทวนความทรงจำ ว่าน้ำจิ้มปอเปี๊ยะรสมันออกยังไง  เท่าที่จำได้ รู้สึกว่ามันจะออกหวานๆนะ  หันไปมองในห้องครัวอีกครั้ง เรามีน้ำจิ้มอะไรบ้าง มีซ๊อสมะเขือเทศ  ซ๊อสพริก  น้ำจิ้มไก่แม่ประนอม.... ฮ้า..นั่นไง  น้ำจิ้มไก่น่าจะใช้ได้นะ (แล้วสมองก็นึกถึงน้ำจิ้มรสบ๊วย น่าเสียดายที่วันก่อนเอาทิ้งไปยังไม่ได้ซื้อขวดใหม่ ถ้าจิ้มน้ำจิ้มบ๊วยน่าจะอร่อย)

การทดลอง ::  คีบปอเปียะมาจิ้มซ๊อส และน้ำจิ้มไก่ชิมดู 

ผลการทดลอง :: พบว่าจิ้มกินกับน้ำจิ้มไก่ อร่อยดีสุด รสชาติอร่อยดีมากๆเลย แป้งมันจะกรอบนอก นุ่มใน หอมด้วย  สมค่ากับที่ได้เพียรพยายามฟันฝ่าปัญหาต่างๆทำจนสำเร็จ

 

ปัญหาที่ 6  ::  เกิดจากกิเลสที่ไม่สิ้นสุด นั่นคือ..น่าจะมีผักแนมนะจะได้อร่อยยิ่งขึ้น  ว่าแต่เอาอะไรมาเป็นผักแนมดี 

วิธีคิด ::  ในตู้เย็นไม่มีแตงกวา มีแต่ถั่วฝักยาว ดูท่าเอาถั่วมากินเป็นผักแนมกับปอเปี๊ยะไม่ค่อยเวิร์คแฮะ  จึงคิดไปถึงตอนไปกินแต่เตี๊ยมโชคดี (ในหาดใหญ่) เขามีผักชีมาเป็นผักแนมให้  ในตู้เย็นก็มีผักชีนะ

การทดลอง :: จึงไปล้างใบผักชีมาลองกินคู่เป็นผักแนมของปอเปี๊ยะทอด

ผลการทดลอง ::  ได้ผล เข้ากั๊นเข้ากัน   อร่อยมากๆเล้ย 555

แล้วก็มาเจอปัญหาสุดท้าย  .....!

ปัญหาที่ 7 :: ปอเปี๊ยะทอดออกมาจานใหญ่ 11 ชิ้น เราจะกินคนเดียวหมดเรอะ อ้วนตายเลย

วิธีคิด :: ของกินแม้จะอร่อยแค่ไหน แต่การกินคนเดียวมันไม่อร่อยหรอก  มิหนำซ้ำพอของเหลือเก็บไว้กินมันก็ไม่กรอบ ความอร่อยก็จะสูญไป

การแก้ปัญหา :: ต้องหาเพื่อนมาช่วยกิน  ดังนั้นจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนซึ่งอยู่หอพักตรงข้าม

กริ๊ง  !!!!

"ฮัลโหล " 

โอ้..โชคดีจัง เจอตัวอยู่ห้องพอดี

" นั่นเวรไรน่ะ ? "  เราถาม

"  เวรเช้า.. แวะกลับมากินข้าวที่ห้อง มีอะไรเหรอ "

"  มากินปอเปี๊ยะกับพี่ไหม  พี่ทำปอเปี๊ยะทอด "

ไม่บอกก่อนหรอกว่าหัดทำครั้งแรกในชีวิต กลัวเพื่อนมันจะหาว่าเอาเค้ามาเป็นเหยื่อ

"  ได้ๆ เดี๋ยวไป "

เราจึงชงกาแฟ (ให้ตัวเอง เพราะรู้ว่าเพื่อนเพิ่งกินข้าว คงไม่กินกาแฟอีกแล้ว) รอสัก 5-6 นาที เพื่อนก็วิ่งขึ้นมาที่ห้อง แล้วเราสองคนก็กินปอเปี๊ยะทอดในจานหมดในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมเสียงยืนยันจากเพื่อน (ซึ่งทานข้าวมาอิ่มแล้ว)  ว่าปอเปี๊ยะเวียตนามทอดสูตรนี้อร่อยมากๆ

ฮิฮิ ดีใจ  ^_________^

......................

ผลจากปฏิบัติการครั้งนี้ ได้แง่คิดดีๆมาอีกเพียบ

1.  สมองมีเอาไว้คิดแก้ปัญหา ไม่ได้เอาไว้คิดท้อแท้ น้อยใจในโชคชะตาหรืออุปสรรค

2. ของดี ต่อให้ดีเลิศสักแค่ไหน ถ้าไม่ได้ใช้มันก็ไร้ค่าอยู่ดี  อย่างเช่นแผ่นปอเปี๊ยะนี้  แป้งทอดออกมา หอม นุ่มใน กรอบนอก อร่อยมากๆ  หากเราไม่พยายามค้นหาวิธีการทำให้มันใช้การได้ (ทำให้นิ่มห่อแป้งได้) มันก็คงไม่ต่างอะไรกับขยะรอทิ้งอยู่ในตู้กับข้าว

3. อาหารแม้เลิศรสแค่ไหน แต่กินคนเดียวมันไม่อร่อยหรอกนะ มิตรภาพเปรียบเสมือนซ๊อสปรุงรสอย่างดีให้กับกิจกรรม หลายอย่างในชีวิต  ดังนั้นมีอะไรให้แบ่งปัน คิดถึงเพื่อนไว้เสมอ แล้วความรู้สึกดีๆจะหวนกลับมาสู่ตัวเราเอง

4. ปัญหาบางทีก็ไม่ได้นำความทุกข์มาให้เราอย่างเดียว ถ้าเรารู้จักสนุกที่จะนำมันมาขบคิด มันก็เป็นเกมสนุกๆอย่างหนึ่งให้กับชีวิตของเราได้เหมือนกัน (นะ)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านอะไรยาวๆ (อีกแล้ว)  อีกครั้งค่ะ
ยังคงคิดถึงเพื่อนๆและมิตรภาพที่นี่อยู่เสมอ

^___________^

......................