เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ทีม QAU ได้มีโอกาสไปทำ KM Workshop ให้กับบุคลากรของกองกลาง  ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัย  กองกลางเป็นหน่วยงานย่อย  (แต่ค่อนข้างใหญ่) ที่อยู่ในสำนักงานอธิการบดี  มีบุคลากรทั้งหมด 68   คน (ไม่รวมลูกจ้างรายวัน)  ประกอบด้วย 7 งาน ได้แก่
     1.งานการเจ้าหน้าที่
     2.งานอาคารสถานที่
     3.งานสารบรรณ
     4.งานประสานงาน
     5.งานประชาสัมพันธ์
     6.งานประชุมและพิธีการ
     7.งานสภาอาจารย์

     วันนั้นกองกลางยอมปิดกองครึ่งวัน (ทั้งๆ ที่มีงานค่อนข้างมาก) เพื่อเข้าร่วม Workshop กับเรา  ที่ดิฉันประทับใจ คือ  ดิฉันเจอพี่สาวคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันบ่อยนัก  พี่ปรานี ประทุมทอง  ศูนย์ประสานงาน มน. ที่กทม. เราได้พูดคุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับ KM ของ มน.  ดิฉันสัมผัสได้ถึงความสนใจและมุ่งมั่นใน Workshop  ในครั้งนี้ของผู้ประสานงานจึงทำให้ค่อนข้างมั่นใจ (คิดแบบเข้าข้างตัวเอง) ว่าผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้คงสนใจใคร่อยากรู้จักกับ KM อย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงเช้าวันนั้นดิฉันต้องไปเข้าร่วมประชุมกพร. กับกองแผนงาน  ส่วนท่านอาจารย์วิบูลย์ติดภารกิจในแปลงนา ที่ตำบลบ้านกร่าง กับท่าน รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ รองผอ.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา สกว.

     เราไปถึงห้องประชุมกันเกือบบ่ายโมง  ซึ่งกำหนดการเริ่มเวลาบ่ายโมงครึ่ง (จริงๆ แล้วเราจำเวลากันผิดจึงรีบกระหืดกระหอบไปกัน) พอถึงเวลาตามกำหนดการก็เริ่มมีพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ จากกองกลางทยอยกันเข้ามาที่ห้องประชุม  เราค่อนข้างสนิทสนมกันเนื่องจากสมัยก่อนเราเคยทำงานอยู่ตึกเดียวกัน  “ตึกมิ่งขวัญ”  (ความทรงจำแรกในการทำงานของดิฉัน)  หลังจากเกริ่นนำ (ในช่วงเบรค) เราก็มีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับการจัดกลุ่มซึ่งได้ตกลงกันไว้ว่าเราจะคละงานกันใน 1 กลุ่ม  (ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องจากการประสานงานก่อให้เกิดความเข้าใจผิด)  จึงต้องจัดกลุ่มกันใหม่ทำให้เสียเวลาเล็กน้อย  แต่ดิฉันค่อนข้างลังเลในความรู้สึกมั่นใจเมื่อตอนต้นเมื่อสัมผัสได้ถึงม่านบางๆ ที่กั้นความรู้สึกต่อกันของบุคลากรบางท่านในกองกลาง และความรู้สึกในการเข้าร่วม Workshop ที่มีพี่บางคนถึงกับพูดว่า “มันจะได้อะไรกับแค่ครึ่งวัน” รวมถึงใจที่ยังไม่เปิดรับหรืออาจจะยังไม่พร้อมจะรับ  ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยภายนอกที่ดิฉันไม่สามารถควบคุมได้  แต่ก็ทำให้ดิฉันใจฝ่อไปได้ไม่น้อย “แต่ด้วยความมั่นใจและความศรัทธาที่ดิฉันมีต่อ KM ค่อนข้างสูง”  กำหนดการเริ่มดำเนินไปอย่างที่ดิฉันเคยเล่าให้ทุกท่านฟังว่าทุกครั้งก่อน Workshop เราจะส่งเอกสารที่คิดว่าสำคัญเกี่ยวกับ KM ให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมได้อ่านก่อนเล็กน้อยพอเป็นพื้น  และครั้งนี้จากการสำรวจจากท่านอาจารย์วิบูลย์ด้วยการถามและยกมือ  (“ไม่ใช่จับผิด” แต่อาจารย์อยากรู้พื้นฐานของผู้เข้าร่วมเพื่อจะได้เกริ่นนำได้ถูกต้องและเหมาะสมค่ะ)  มีผู้ที่อ่านเอกสารที่เราเตรียมให้มาก่อนค่อนข้างน้อย  และ Workshop ก็ดำเนินต่อไป  มีการ ลปรร. ของแต่ละกลุ่มตามกำหนดการที่เราวางไว้  โดยหัวปลา คือ “ความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ของกองกลาง” ครั้งนี้เราไม่มีวิทยากรประจำกลุ่ม  แต่เราใช้การเดินสังเกตการณ์เพื่อแนะนำหากมีปัญหา  แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดีจนมาถึงช่วงเวลาที่ดิฉันคิดว่ามีค่าที่สุดในการทำ Workshop ในครั้งนี้  ช่วงที่แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมาเล่าเรื่องเล่าเร้าพลังที่เป็น Best Practice เพราะดิฉันคิดว่าทุกเรื่องเล่ามีคุณค่าต่องานและบุคลากรของกองกลาง 

     เรื่องที่เด็กสามารถเล่าแล้วทำให้ผู้ใหญ่ยอมรับและพูดว่า “จะนำเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้กับงานของตัวเองบ้าง” 

     ความสำเร็จที่บุคลากรเล่าแล้วเราเชื่อว่าผู้บริหารและเพื่อนๆ ในกองที่อยู่คนละงานอาจไม่เคยรู้  แล้วได้รู้และร่วมชื่นชมและอีกหลายๆ เรื่องที่น่าประทับใจและเป็นความรู้ฝังลึกที่เพิ่งถูกถ่ายทอด

     อีกช่วงเวลาหนึ่งน่าจะเป็นช่วง AAR เนื่องจากเราค่อนข้างคุ้นเคยกันเราจึงแอบมองคนที่จะทำ AAR ได้หลายๆ แบบ  ทั้งคนที่มาไกลที่สุด (จาก กทม.) คนที่พูดน้อยที่สุด  คนที่เป็นน้องใหม่ที่สุด  คนที่สูงวัยที่สุด ฯลฯ  มีท่านหนึ่งซึ่งดิฉันไม่ขอเอ่ยชื่อในที่นี้ได้รับเชิญให้ AAR พูดว่า  “ตั้งแต่ฟังอาจารย์วิบูลย์บรรยายมา  มีวันนี้ที่เค้ารู้เรื่องและชอบมากที่สุด”  แต่ดิฉันเชื่อว่านั่นเป็นเพราะทุกครั้งที่ผ่านมาเค้าได้ฟังอาจารย์วิบูลย์พูดในเรื่อง QA ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ง่ายเลยสำหรับคนบางคน  แต่ KM นั้นตรงกันข้าม
    
     ดิฉันขอสรุปภาพรวม Workshop ในครั้งนี้ในมุมมองของตัวเองว่าสำเร็จไปได้ด้วยดี  แต่เพื่อความหนักแน่นและไม่เข้าข้างตัวเองดิฉันจึงสุ่มโทรไปให้พี่เฮียง หนึ่งในหัวหน้างานของกองกลางเพื่อขอทราบความรู้สึก  พี่เฮียงเพิ่มความมั่นใจให้กับดิฉันว่าชอบมากกกกก  พี่เฮียงยังเล่าว่าป้าจู (ที่น่ารักของดิฉัน) ซึ่งมีวัยวุฒิค่อนข้างมากยังบอกว่าชอบ  และได้พูดคุยกับท่านผอ.ไพโรจน์ท่านตั้งใจว่าจะทำ Workshop ทำนองนี้อีกในกองกลาง  (ดิฉันมั่นใจว่า มน. ได้ตัวคูณอีก 1 หน่วยงานที่จะช่วยกันปล่อยเชื้อ KM ไปให้ทั่วมหาวิทยาลัยของเราเพื่อสร้างบุคคลเรียนรู้ต่อไป)  

    
ดิฉันขอขอบพระคุณท่านผอ.ไพโรจน์ที่ให้การสนับสนุนบุคลากรในกองให้ได้เข้ามา ลปรร. ร่วมกันอย่างมีความสุข  และท่านเองก็ได้เข้าร่วม Workshop กับเราตั้งแต่ต้นจนจบทุกกระบวนการ  ขอบคุณพี่อ้อยผู้ประสานงานที่แข็งขัน  ขอบคุณน้องเอสำหรับกล้องถ่ายรูปที่ทำให้ได้ภาพสวยๆ  และบุคลากรกองกลางทุกท่านที่ร่วมกันเติมเต็มซึ่งกันและกัน  และทำให้ KM ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง