ในภาคเรียนนี้คุณครูแคท – คัทลียา รัตนวงศ์ ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมว่าปีนี้จะไม่เปิดชมรมนิตติ้งแล้ว เพราะรู้สึกว่าอยากเปิดชมรมอื่นบ้าง แต่การได้ไปเข้าอบรมแนวทางการเรียนการสอนของวอลดอร์ฟ (Art as a Source of Life) เป็นเวลา ๕ วันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ครูแคทต้องเปลี่ยนความตั้งใจของตัวเองใหม่

 

ย้อนไปในช่วงเวลานั้น ครูแคทจะต้องไปเข้าชั้นเรียนของคุณครูนิตยา จันทะบูรณ์ ในตอนบ่ายของทุกวัน พวกเราที่เป็นนักเรียนตัวโตจะไปนั่งถักนิตติ้งรอคุณครูที่ศาลาธรรมริมสระน้ำก่อนถึงเวลาทุกครั้ง

 

เมื่อกล่าวทักทายกันแล้ว ครูก็จะให้งานทำ จากนั้นก็จะปล่อยให้เราทำงานไปพูดคุยกันไปเบาๆ โดยไม่มีบรรยากาศของสอน แต่ส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะนั่งทำงานกันเงียบๆ มากกว่า พอถึงในวันสุดท้ายของการเรียน เราก็เอางานที่ทำเสร็จแล้วมาจัดนิทรรศการกัน การได้เรียนรู้เรื่องราวของนิตติ้งจากคุณครูนิตยา ได้มาลบภาพเดิมของการทำงานนิตติ้งที่เคยมองว่าเป็นงานของเด็กเรียบร้อยที่ชอบอยู่กับตัวเอง ต้องใช้ความอดทนสูง ที่สุดท้ายแล้วเจ้าของงานจะได้ชื่นชมกับผลงานที่มาจากความอดทนอันยาวนานและสมาธิอันต่อเนื่องออกไปจนหมด

 

 ภาพความเข้าใจในงานนิตติ้งเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อครูบอกว่างานที่เรากำลังทำกันอยู่นี้ “เหมาะกับเด็กในช่วงวัยประมาณ ป. ๒ ที่เพิ่งเริ่มตื่นจากภาวะหลับๆ ฝันๆ ของวัยเด็กเล็ก เพราะงานนิตติ้งจะช่วยกระตุ้นให้เด็กรู้ตัว และค่อยๆ ตื่นขึ้นเรื่อยๆ และในวัยนี้เองที่เด็กๆ จะพัฒนาในเรื่อง Willing หรือเจตจำนงภายในของตนเองขึ้นมา”

 

ในฐานะที่ตัวเองเป็นคนที่ชอบและทำงานนิ้ตติ้งมานาน พอฟังครูจบก็รู้สึกว่า ‘มันใช่!!!!’ ประโยคของครูทำให้ย้อนไปเห็นภาพในชมรมนิตติ้งใหม่อีกครั้ง คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจคือ ขณะที่เด็กๆ กำลังนั่งถักนิตติ้งอยู่นั้นโลกภายในของเขาทำงานอย่างไร ?

 

หากมองในมุมนี้การทำงานนิตติ้งเป็นการเชื่อมโยงโลกภายในของเราเข้ากับโลกจิตวิญญาณ งานนิตติ้งจึงเป็นงานที่ทำให้เรามีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบันขณะ และเมื่อใดที่เรา “หลุด” หรือหลงเข้าไปอยู่ในความคิด งานของเราก็จะหลุด และผิดไปด้วยเช่นกัน ถ้าหลงนานๆ เข้า มือที่ถักไปแบบไร้สติก็จะทำให้เราต้องรื้องานที่ถักไว้ออกไป จนกระทั่งได้พบกับจุดที่เรามีสติกับการทำงานในครั้งล่าสุดนั่นเอง

 

พอเกิดความเข้าใจนี้ขึ้นกับตัวเองแล้ว จึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า(Will) ว่าไม่ว่าจะอย่างไรเทอมหน้าก็จะเปิดชมรมนิตติ้งอีกอย่างแน่นอน และไม่ว่าจะมีเด็กสนใจมาเข้าชมรมกี่คนก็จะสอน !

 

จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะรับนักเรียนในชมรมเพียง ๓๐ คน แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดจำนวนนักเรียนที่สนใจกลับมีมากถึง ๔๖ คน แต่ข้อจำกัดคือเรามีครูประจำชมรมเพียง ๔ ท่าน ซึ่งหากเป็นการสอนในวิชาปกติ ครูจำนวนนี้น่าจะเกินพอ แต่งานนิตติ้งเป็นงานที่ต้องสอนกันตัวต่อ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการ ครูแคทจึงตัดสินใจให้พี่ๆ ป. ๒ และ ป.๓ ที่ถักเป็นแล้วเป็นคนไปช่วยสอนน้อง ๆ ถัก และยังวางแผนให้เด็กที่ลืมนำอุปกรณ์มาไปช่วยสอนน้อง ๆ หรือเพื่อนที่ยังถักไม่เป็นด้วย

 

เมื่อภาระเบาลงแล้ว ครูจึงได้เห็นบรรยากาศในชมรมที่ในตอนแรกนั้นดูวุ่นวายมากๆ เพราะทุกคนอยากทำงาน แต่ทำไมเป็น!!! ดังนั้นจึงมีแต่เสียงเรียกของเด็กขอให้ครูเข้าไปช่วยดู ช่วยสอน

 

เหตุการณ์ผ่านมาจนครั้งที่ ๖ ภาพของชมรมก็เปลี่ยนไป เมื่อทุกคนลงชื่อแล้วก็ไปหามุมเหมาะๆ ของตัวเองนั่งทำงานเงียบๆ คนเดียว ส่วนคนที่ยังทำไม่เป็นก็จะไปหาคุณครู หรือไม่ก็ขอให้เพื่อนที่ทำเป็นแล้วช่วยสอน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ครูไม่ต้องบอกเด็กๆ อีกแล้วว่าเมื่อเข้ามาแล้วต้องทำอะไร ทุกคนรู้ว่าเมื่อมาถึงก็เพียงลงชื่อแล้วก็เริ่มลงมือทำงานได้เลย และเมื่อถึงเวลาเลิกชมรมก็มาลาคุณครูแล้วกลับบ้านได้

 

ส่วนคนที่รู้ตัวว่าจะติดพัน จะทำงานจนเย็นก็มักจะบอกผู้ปกครองไว้ว่า หากคุณพ่อคุณแม่มารับเมื่อไหร่ก็ให้ขึ้นมาตามได้ที่ลานไม้ ชั้น ๓ บนอาคารเรียนเลย