ในการเรียนของลูก ยิ่งในโรงเรียนที่มีระดับการแข่งขันสูง ท่านผู้ปกครองก็จะต้องร่วมเรียนรู้ร่วมทำทุกอย่างเพื่อเสริมศักยภาพคุณลูกกันตลอดเวลา
ในวันที่พวกเราผู้ปกครองไปรับผลการสอบของลูกช่วงกลางภาคเรียนที่หนึ่ง ผลการสอบของเด็กหลายคนไม่ผ่าน หลายคนเอ็ดเมื่อเห็นลูกทำคะแนนได้ 4 คะแนน 6 คะแนน จากคะแนนเต็มยี่สิบ จริงๆ ก็สมควรโมโหหรอกหากเราใช้มาตรฐานการเรียนที่เรียนเคยเรียนในสมัยเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่ถ้าคุณได้มองไปที่ลูกกระตาของคุณลูก และได้ฟังเค้าระบายความเหนื่อยยากออกมา ฟังถ้อยคำที่เค้าพูด “แม่ก็ลองมาสอบเองซิ ”
มันเป็นคำพูดที่ไม่ใช่ประชดประชันนะ สิ่งที่เค้าได้บอกนั้นคือ ข้อสอบที่เค้าทำนั้น ยากมากๆ ครับ
หากสังเกตว่าเจ้าเพื่อนๆ หลายคนในห้องที่สอบได้นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ก็จะทราบว่า พวกเค้าไม่ได้เรียนกันเฉพาะในห้องเรียนหรอก และเค้าก็ไม่ได้เรียนเพียงลำพัง ยังมีคนที่เก่งๆ มีครูอาจารย์ที่เชี่ยวชาญอีกหลายท่านให้การแนะนำ ให้การสอน และก็ทำกันมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ปอสาม ปอสี่ ปอห้า จนกระทั่งปัจจุบันอยู่มอหนึ่ง ก็ยังมีความสม่ำเสมอในการเติมความรู้ มีความต่อเนื่อง สะสมประสบการณ์เรื่อยๆไป ตรงนี้แหละที่ต่างกันกับผู้ปกครองหลายคน ที่เมื่อลูกสอบเข้าหลักสูตรโอลิมปิกแล้ว ท่านวางใจว่า เออ..นี่มันไม่ใช่การแข่งขันเข้ากันแล้ว เรียนสบายสบาย รอผลการสอบก่อนก็แล้วกัน เมื่อผลออกเราก็จะได้รู้ว่า ต้องเติมวิชาไหน อย่างไร
จริงๆ การทำเช่นนี้ ก็น่าจะถูกต้องนะ เพราะเรายังไม่รู้ปัญหา หรือยังไม่มีปัญหาเลย จะแก้จะทำอะไร ก็ไม่น่าจะถูกต้องนะ
แต่มีผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่งเขาคิดว่า เรื่องการเรียนนี่มันรอไม่ได้ การเรียนรู้นี่จะต้องทำกันในทุกๆโสตสัมผัสเลย น่าจะรอบคอบกว่านะถ้าจะทำเชิงรุกคือ ป้องกันปัญหาการเรียนอ่อนกันไว้แต่เนิ่นๆ และเมื่อผลการสอบออกมาแล้วไม่ค่อยดี การบริหารจัดการทางการส่งเสริมของผู้ปกครองไม่ควรถูกต้องอย่างไร ก็ค้นหาจากลูกจากทุกๆ อย่าง แล้วก็ปรับให้การเรียนการช่วยเป็นไปตามแต่ละตัวเด็กคนๆ นั้นเลย เช่น อาจจะอ่อนภาษาไปหน่อยเราก็ให้เวลากับการเรียนเพิ่มเรื่องภาษาไป ส่วนตัวของคณิตศาสตร์ดีอยู่แล้ว ทำท่าว่าจะเห็นเกินไปก็ปรับลดเพื่อจะได้เวลามาให้ทางภาษา อะไรทำนองนี้
ที่พูดมานี่ ก็คือการล้อมรัวก่อนวัวหาย หรือไม่กินแกงร้อน นั่นเอง
จากเรื่องราวเหล่านี้ ก็เลยทำให้ละครในวันรับผลการสอบของแต่ละครอบครัวต่างอรรถรสกันไปนะครับ

เบื่อผู้ปกครองที่สุดเลย เด็กคงบ่นนะ ถ้าทำไม่ถูกวิธี อย่าให้บ่น ขอให้เค้ายิ้มได้แล้วผลลัพธ์จะยอดเยี่ยมที่สุด
เห็นด้วยค่ะว่าเด็กๆนั่นเราต้องไม่บ่น
ต้องเสริมแรงให้ค่ะ
และขึ้นอยู่กับสมองของแต่ละคนด้วยที่มีไม่เท่ากัน
แต่ควรดูความสามารถด้านอื่นของเค้ามาทดแทนกัน
เพราะคนนั้นเก่งไม่เท่ากัน