เรียนโดยปฏิบัติ

ต่อจากบทความที่แล้วที่กล่าวถึงการที่ผมได้อยู่กับรูปแบบการเรียนการสอนสองประการ คือ แพทยศาสตรศึกษา และการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการ บทความนี้ขอขยายความจากจุดนั้น

Disclaimer: บทความนี้ กำลังจะพูดถึง workshop ที่เน้น reflection skill เป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ได้หมายถึง workshop สำหรับการทำหัตถการ หรือเพิ่ม psychomotor skill เช่น ผ่าตัด เย็บแผล ส่องกล้อง ฯลฯ ทั่วๆไป

ผมมีความตระหนักว่าการเรียนแบบ adult learning (andragogy) นั้นจะอย่างไรก็มีความต่างจากการเรียนของเด็ก (ไม่อยากใช้คำ pedagogy เพราะคำนี้กลายเป็นคำกลางๆ ว่าด้วยศาสตร์แห่งการสอนไปแล้ว) ส่วนที่สำคัญก็คือ adult นั้นมีเป้าหมายในชีวิตชัดขึ้น จะเป็นอะไร อยากทำอะไร เพื่ออะไร มี values of life set ออกมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้กระบวนการเรียนของ adult ถูกกระทบจากมิติเหล่านี้ค่อนข้างชัดเจน (ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเอา andragogy ไปใช้กับคนที่ไม่ใช่ adult ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเพราะเราดูแต่อายุกาย ไม่ได้ดูที่ maturity ผลลัพธ์ของการศึกษาก็จะไม่ได้อย่างที่เราอยากจะพยากรณ์ไว้)

สมัยก่อนตอนผมได้อบรม medical education ใหม่ๆ ก็รู้จักเทอมปัญญาพิสัย จลนพิสัย และเจตนคติพิสัย หรือ cognitive, psychomotor & attitude domains ของการศึกษา ต่อมารุ่นน้องที่เขาเรียนต่อและ update เรื่องการศึกษามาตลอดก็มากระซิบว่าตอนนี้เขาผสมกลมกลืนเหลือเป็น competencies กับ values ไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร เราก็คอยๆติดตามกันไป

ผมค่อนข้างเห็นด้วยว่าเราไม่ควรแยกความรู้ทฤษฎีออกจากปฏิบัติราวกับเป็นคนละหมวดหมู่ เพราะหากเรากลับไปที่ปรัชญาความรู้ หากเราเชื่อว่าความรู้ต้องใช้ประโยชน์ได้ และถูกนำไปใช้จริงๆ ทั้งสองเรื่องมันเกี่ยวกันแนบแน่นขนาดที่เรียกว่าไม่น่าจะมี "ผ่านทฤษฎี ตกปฏิบัติ" ซึ่งแต่เดิมเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ที่นี้มีคนถามว่า อ้าว ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ควรแยก "เจตคติ" ออกไปสิ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ผมกลับมองว่าแยกออกมา "เพื่อชัด" ก็ดีเหมือนกัน เพราะการสร้างเจตคตินั้น มี "ทิศทาง" กำกับพอสมควร ที่เราควรจะมี "สติ" ว่าเราต้องมี domain นี้ด้วย และไปด้วยกันกับ competency ส่วนการประเมินจะชัดได้แค่ไหนนั้นก็อีกเรื่องนึง

ถึงแม้ในทางการแพทย์ มีหลายๆสาระที่เป็นการลงมือกระทำ อาทิ พวกหัตถการ การผ่าตัด ทำแผล ฯลฯ แต่ผมแยกกระบวนการเรียนภาคปฏิบัติ ที่เรามักจะเรียกว่า workshop (แปลไทยว่า "การอบรมเชิงปฏิบัติ") ออกจากการเรียนหัตถการทั่วไป แม้จะมีคำว่า "ปฏิบัติ" อยู่ก็ตาม และนี่จะเป็นประเด็นหลักของบทความนี้

WORKSHOP (การอบรมภาคปฏิบัติ)

มีคนจัดทำ workshop เพื่อการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ผมคงจะไม่พยายามที่จะ generalize ไปหมดว่า workshop "ต้อง" ทำอย่างไร แต่จะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของตนเองว่า ผมได้ "สังเกต และเห็น" อะไรบ้างในการเรียนรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติหรือ workshop

  1. Objectives (วัตถุประสงค์) ผมเคยเห็น workshop ทั้งแบบที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และอีกแบบหนึ่ง (ที่ผมว่าน่าสนใจ) คือวัตถุประสงค์จงใจให้ไม่ชัดเจน แบบแรกนั้นเราคุ้นชิน เพราะคนที่มาเข้าร่วม ก็มักจะมีอะไรที่ต้องการเข้า "ชัด" อยู่แล้ว จะว่าไป การเขียนหลักสูตรต่างๆ ก็เขียนขึ้นหลังจากที่คนเขียน "ชัด" ใน end-products ว่าต้องการอะไร จึงสามารถทำให้ชัดได้หลังจาก learning objectives ชัด กระบวนการเรียนรู้ก็พลอยชัด และหวังว่ากระบวนการประเมินก็ชัดด้วย

    • ผมเห็นด้วยหากเรา "ชัด" ใน product จริงๆก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่แล้วผมพบว่า หาก product หรือ "คุณภาพ" ที่เราต้องการเป็นในแง่คุณภาพทางสังคม ปรัชญา หรือมานุษยศาสตร์บางอย่าง เราทำให้ชัดเกินไปกลับไม่ดี กลายเป็นข้อจำกัดไป

    • มนุษย์มี selective perception หรือการรับรู้ที่คัดเลือกโดยที่เราเองไม่รู้ตัว เราไม่ได้รับรู้ "ทุกสิ่งทุกอย่าง" เบื้องหน้า แต่ด้วยความเร็วสูงมาก เราคัดเลือกสิ่งที่เรารับรู้เองเกือบจะอัตโนมัติ เช่น เราเดินไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางเราแทบจะจำไม่ได้ หรือไม่ได้รับรู้เลยว่ามีอะไรบ้าง ตกแต่งอย่างไร สวยงามแค่ไหน เพราะเรามองหาแต่ป้ายห้องน้ำอย่างเดียว แม้สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในลานสายตา เราก็แทบจะมองไม่เห็น (แต่เรายังหลบหลีก ไม่ชน และเลี้ยวไปตามทางได้อย่างถูกต้อง) เวลาที่มนุษย์รับรู้ชีวิตก็เช่นเดียวกัน เรารับรู้จาก "สิ่งที่เราสนใจ" มาจากประสบการณ์ในอดีต มาจากความต้องการในปัจจุบัน มาจากสิ่งที่เราใฝ่ฝันในอนาคต เราก็เลยรับชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละจุดของประสบการณ์

    • เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมพบว่าการจัด "ประสบการณ์ชีวิต" ใน workshop นั้น ผมเจอความหลากหลายของการคัดเลือกเช่นนี้เยอะมาก และเมื่อมาได้ยิน ได้ฟัง ว่าแต่ละคนได้อะไรไปบ้าง ผมและพรรคพวกที่ทำ workshop กันมา ก็ได้ข้อสรุปว่า "เพชร พลอย ทับทิม ทอง ข้าวสาร ผลไม้ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้เข้าร่วมสังเคราะห์ และตกผลึกมานั้น งดงามทั้งสิ้น"

    • ซึ่งบางทีอาจจะมีคนหงุดหงิด เพราะประเด็นที่เขาสนใจและคิดว่าสำคัญนั้น กลุ่มไม่ได้ให้ความสำคัญมากอย่างที่เขาคิด แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หรือเสียหายอะไร เพราะสุดท้าย หากเราไว้วางใจกระบวนการกลุ่มจริงๆ "ทรัพย์สมบัติล้ำค่า" (หรือความรู้) ทุกแง่มุม สามารถถูกวางแผ่ และซึมซับ ต่อยอด โดยสมาชิกหลายๆคนได้ในที่สุด

    • ในมุมมองของ andragogy ที่ว่าผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีในเรื่องที่เขาสนใจ หรือว่าเรื่องที่จะมี impact ต่อสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตจริงๆมากที่สุด ในด้านนี้เราจะพบว่า life skill หรือ life knowledge นั้นเราแทบจะไม่สามารถกำหนดตีตะปูตายตัวเลยว่า "วันนี้เราควรจะเรียนอะไร" เพราะเราไม่แน่ใจว่าวาระไหนที่มัน "สุกงอม" เต็มที่ เหมือนผีเสื้อที่พร้อมจะโผบินออกจากดักแด้ facilitator เห็นเฉพาะก้อนดักแด้ใน stage ต่างๆกัน ใน micro-environment + external environment ที่เหมาะสม วาระที่สุกงอมก็จะออกมาเอง และข้อสำคัญก็คือ "วาระเหล่านี้งดงาม และมีประโยชน์ทั้งสิ้น" อาจจะไม่ใช่ต่อ facilitator แต่ต่อตัวคนๆนั้นเอง
  2. Facilitating  ความน่าสนใจ (หรือความท้าทาย) ต่อการจัดบทเรียนแบบนี้ มีหลากหลาย ผมจะขอลองเรียบเรียงในแง่อปสรรคก่อน และอาจจะมี comment วิธีการจัดการที่เคยทำ แล้วถ้ายังไง จะลองพูดถึงแนวทางที่ใช้บ่อยๆ (เพราะชอบบ้าง เพราะมันสำเร็จบ้าง)

    • Participants are sources of knowledge ลักษณะที่สำคัญที่คนจัดทำกระบวนการเรียนรู้แบบนี้พึงทราบคือ ตัวผู้เข้าร่วมมีส่วนอย่างมากต่อการทำให้เกิดองค์ความรู้ขึ้นมา ฉะนั้น ถ้าเราเกิดมีบทเรียนอะไรสักอย่าง ที่เราเป็น content expert และบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่จบในตัวเอง ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ตรง ไม่ต้องมีความรู้สึกอะไรมาก อาทิ สอน vocabulary ศัพท์ภาษาอังกฤษ สอนนิยาม สอน criteria อะไรต่างๆ ก็ไม่ต้องใช้วิธีนี้ และถ้าใช้อาจจะยิ่งหงุดหงิด เพราะมันจะใช้เวลานาน (ประมาณเท่าๆกับที่คนสอนเคยใช้ก่อนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ) โดยใช่เหตุ แต่ถ้าเป็นบทเรียนที่ต้องการเรื่องทัศนคติ เรื่องจริยธรรม เรื่องความสัมพันธ์ของคน เรื่องสังคม ฯลฯ เวทีนี้จะทรงพลังมาก เพราะนักเรียนทุกคนจะนำมาซึ่งขุมทรัพย์แห่งปัญญามาด้วย สอนเราได้ด้วย และเพื่อนสอนเพื่อนซึ่งกันและกัน

    • The higher Maslow's level achieved the better ความรู้ฝังลึกหรือ tacit knowledge เหล่านี้จะมีแนวโน้มออกมามาก แปรตามระดับแห่งความพึงพอใจของชีวิตที่ผู้เข้าร่วมจะได้ มีหลายทฤษฎี ที่เราคุ้นๆก็เช่น Maslow 

      • ตัวอย่าง ถ้าเราทำให้ safe ปลอดภัย ไร้อันตราย อันนีเป็น need ต่ำสุด (จะเห็นว่า หลายๆเวที แค่ minimal need นี่ก็ fail ไม่เป็นท่าเสียแล้ว) ที่คนจะกล้า contribute ร่วมกระทำ ร่วมแสดงออก

      • ถ้าเราทำให้ปลอดภัย และตรงกับความต้องการพื้นฐาน เช่น การกินอยู่ เศรษฐานะ ก็ยิ่งดีขึ้น

      • ในระดับสูงๆ ถ้าร่วมมือแล้วเกิดความสุข มี sense of being a giver มีความรู้สึกว่าได้เป็นผู้ให้ เป็นผู้มอบ เป็นคนแจกของส่องตะเกียง ยิ่งมีพลัง

      • จนสุดท้ายก็คือ ถ้าการเข้าร่วมนั้นเกิด self actualization ก็แทบจะไม่ต้องทำอะไร facilitator อาจจะแค่นั่งอมยิ้ม เคาะระฆังหมดเวลา​ (เตรียมตัวรับการถูกค้อนจากผู้เข้าร่วม หรือร้ายกว่านั้นก็คือ ถูก completely ignore!!) กระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มจะหมุนไปเองโดยมีพลวัตรของกลุ่มหล่อเลี้ยงให้พลังงานไปเอง

    • ดังนั้นในทำนองกลับกัน The lower Maslow's needs are suppressed the worse ถ้าบรรยากาศมันไม่อวย ทั้งจากภายใน ภายนอก จากองค์ประกอบใด องค์ประกอบหนึ่ง ทุกๆอย่าง เหล่านี้กระบวนกร หรือ facilitators ที่มีประสบการณ์จะต้องไวพอที่จะ detect แก้ไข หรือป้องกัน common mistakes ได้แก่

      • กลุ่มใหญ่เกินไป อันนี้ตรงไป ตรงมา โดยโอกาสแล้ว กระบวนกรจะ "ดูแล" คนได้จำนวนหนึ่ง ขึ้นกับประสบการณ์ และเกินกว่าจำนวนนี้แล้ว จะเริ่ม "หลุด" ได้ พอหลุด มีคนไม่ได้ถูกดูแล มีอะไรหลายๆประการที่จะคุกคาม Maslow's need ได้ อาทิ มีผู้เข้าร่วมบางคนยึดครองกลุ่มย่อยไป มีคนบางคนบาดเจ็บ (ทางจิตใจ) ระหว่างกระบวนการและไม่ได้รับการดูแลทันท่วงที ถ้าต้องเพิ่มคนร่วมจริงๆ ก็ต้องหา facilitator เพิ่มเท่านั้น ไม่ค่อยจะมีทางเลือกอื่น ถ้าถามว่าทู่ซี้ทำไปทั้งๆที่คนไม่พอได้ไหม คำตอบคือ ได้เหมือนกัน แต่เตรียมตัวผลกระทบต่อคนที่ควรจะได้แต่จะไม่ได้ด้วย ซึ่งอันนี้ในความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ค่อยเป็นอะไรที่ผมยอมรับได้นัก เพราะมันไม่ใช่ความผิดของคนที่ควรจะได้เลย เราน่าจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

      • facilitator จิตตก อันนี้สำคัญมากพอสมควร เพราะจริงๆแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้เข้าร่วมเป็นเช่นไร ไม่มีใครเห็น เราไม่เห็น "เนื้อหาความคิด" แต่เรา "พอจะ" sense ถึงพลังงานได้บ้าง โดยการเปิดหัวใจรับรู้อารมณ์ของคน แต่ทักษะเรื่องนี้ใช้พลังงานเยอะ ใช้สมาธิเยอะ กระบวนกรควรจะมีสุขภาพที่ดี ทั้งกาย และจิตใจ งานหนักไม่แพ้การเล่นหมากรุก เล่นหมากล้อม (ที่บางคนกระอักโลหิตตายคากระดานก็มีมาแล้ว) วิธีที่ผมชอบถือปฏิบัติคือ "ไม่ทำคนเดียว" เพราะเราการันตีชีวิตเราไม่ได้ว่าจิตมันจะตกตอนไหน ถ้าหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็ค่อนข้างจะเสี่ยงแบบทุ่มทุนไปหน่อย กระนั้นมีสองคนก็เช่นกัน เกิดคนนึงเรียบร้อยไป ก็เหลือคนเดียวที่อาจจะหนักหนาเกินไป เพราะผู้มาเข้าร่วมเยอะเกินกว่าที่คนๆเดียวจะ handle ได้ ผมคิดว่าตัวเลขที่สวยงามกำลังดีคือสามคน

    • ความรู้มาจากการปฎิบัติ อันนี้เป็นอะไรที่อาจจะสวนทางกับความคุ้นชินเดิมๆของบางคน เพราะว่าเราไม่เน้นที่ learning objectives ที่มี structure แข็งเกินไป สิ่งที่เราต้องการสำหรับการจัดบทเรียนแบบนี้ มักจะเป็นบทเรียนที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริง กับความสัมพันธ์จริงๆ กับความสำคัญจริงๆ รุปแบบก็จะเป็นการจำลองเหตุการณ์ หรือประสบการณ์นั้นๆ มาเป็น model ขนาดเล็ก กะทัดรัด ทั้งในพื้นที่และเวลาที่มี 

      • ผู้เข้าร่วมยิ่งร่วมมือทำมากเท่าไหร่ยิ่งดี คุณค่าของบทเรียนเหล่านี้ มักจะอธิบายไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจอเอง ยกตัวอย่าง "เหนื่อยแทบขาดใจ" อันนี้จินตนาการไม่ได้เลย ถ้าคนๆนี้ไม่เคยออกกำลังกายถึงจุดนั้นมาก่อน หรือ "ละอายแก่ใจ" อันนี้ก็ fake ยากมาก จะเห็นว่าโดยรวมๆ บทเรียนเหล่านี้ได้แก่ "อารมณ์ความรู้สึก คุณค่า ปัญญา ความสัมพันธ์ ความดี ความงาม" ที่เป็นนามธรรมนั่นเอง การ sense ถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองจึงสำคัญมากๆ สอนไม่ได้ ให้นิยามไม่ได้

      • มีการฝึกทักษะของสติ (awareness) และการรับรู้ความรู้สึก (feeling) ของตนเองให้เกิดความชำนาญ ต่อจากข้อที่แล้วมาสำคัญมากอีกเช่นกัน ก็คือ ถ้าทำๆไป แต่ไม่มีสติ ไม่เห็น ไม่รู้สึก มันก็ยังไม่เกิดการเรียนรู้ ดังนั้นการเสริมทักษะ awareness และ feeling ด้วยวิธีต่างๆ (มีมากมายจริงๆ แล้วแต่ความถนัดของคน พื้นฐาน อาชีพ และมุมมอง ถ้ามีโอกาสอาจจะนำมาแลกเปลี่ยนกัน)

      • มี session เวลาที่เหมาะสมในการสะท้อน (reflection) หลังกิจกรรม การเรียนรู้หมู่สำคัญมากในความคิดของผม สำหรับการทำ workshop เป็น "พิธีกรรม" ชนิดหนึ่ง ที่เราอาจจะมองไม่เพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งของ process กระบวนการเรียนรู้เท่านั้น หากเป็นอะไรที่ อีม.... อยากจะใช้คำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" จะได้ไหมหนอ ที่ทุกๆคนมานั่งรวมใน circle ที่ทุกๆคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชั้น วรรณะ ไม่มีครู ไม่มีศิษย์ มีแค่กัลยาณมิตรที่ได้ร่วมกิจกรรมกัน และเรากำลังมา "มอบ-และ-รับ" สิ่งที่มีค่ามีความหมายต่อกัน เรื่องนี้ยาว อาจจะต้องกลับมา revisit กันอีกครั้งหนึ่งต่างหาก

ผมคิดว่านี้เป็น outline แบบหยาบๆของการทำ workshop ที่ได้จากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมา อ่านดูรอบหนึ่ง ยังรู้สึกว่าเขียนได้ไม่ดีนัก แต่อยากจะให้กัลยณมิตรแถวนี้ช่วยกันแลกเปลี่ยน ซักถาม ขัดเกลาให้หน่อยนะครับ ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ