การวิจัยเพื่อขับเคลื่อนพลังปัจเจกและการวิจัยเพื่อร่วมกันปฏิบัติการเชิงสังคม (Social Research and Socail Action) เป็นทั้งการสร้างปัญญาจากการปฏิบัติ สร้างองค์ความรู้ และใช้เครื่องมือทางปัญญา มาเป็นเครื่องมือจัดการความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปในตัว
ทำให้การรวมกลุ่ม และนำเอาการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา มีลักษณะเป็นองค์กรแบบพลวัตร (Dynamic Management Organization) ไม่ตายตัวและไม่เบ็ดเสร็จ ลดความเป็นทางการลงไป และยกระดับการทำแต่กิจกรรมของกลุ่มประชาชนที่มีศักยภาพจัดการตนเองเป็นกลุ่ม ให้มีมิติผสมผสานวิธีเรียนรู้ที่ดีกับวิธีการของนักวิชาการภายนอก
ก่อเกิดการทวีคูณพลังทางปัญญาและจัดการภารกิจจำเพาะด้วยกันของกลุ่มคน ซึ่งต่างก็ยังคงมีระยะห่าง มีความแปลกต่าง แปลกหน้า คงอิสรภาพในการเป็นตัวของตัวเองของปัจเจก พอเสร็จก็เปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งอื่นๆได้
คนทำงานประชาสังคมอาจเรียกว่าเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และประชาสังคม หรือวิจัยแบบเสริมพลังให้กับกลุ่มปัจเจกที่มีธาตุของการเป็นผู้นำทางการปฏิบัติอยู่แล้ว
การวิจัยแบบนี้ กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ปัจเจก กลุ่มประชาคม ความมีจิตสาธารณะของปัจเจก ความเอื้ออาทร ความไว้วางใจสังคมและเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งตัวกระบวนการเพื่อเรียนรู้จากการลงมือ (Process of Learning through Action) การถ่ายทอดและสื่อสารให้เกิดการเรียนรู้ จะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า องค์ความรู้จากการวิจัย
ผมมีโอกาสจัดกระบวนการเรียนรู้ วิธีสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่นขึ้นจากประสบการณ์ตนเองของชุมชน ในโครงการวิจัยและพัฒนาประชาคมพุทธมณฑล ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อหลังวิกฤติเศรษฐกิจ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดลบ้าง สภาวิจัยแห่งชาติบ้าง ทำกันเองบ้าง
ส่วนหนึ่งในโครงการนี้ ผมทำเรื่อง สร้างองค์ความรู้วิถีสังคมชาวนาบัว ดูในเรื่องต่างๆ คือ องค์ความรู้พื้นฐานทางด้านต่างๆ กระบวนการเรียนรู้และการถ่ายทอดสื่อสารทางสังคม (Social Learning-Social Communication) หรือปัญญาและแนวปฏิบัติที่เกิดจากการดำเนินชีวิตและอยู่ด้วยกันของชุมชน ซึ่งสกัดเป็นบทเรียนให้เห็นจังหวะก้าวในช่วง 30-40 ปี ของชุมชน ในการฟันฝ่าวิกฤติต่างๆของตนเอง เพื่อนำมาเป็นหลักจัดการความรู้ใหม่ และสร้างเสริมศักยภาพให้กับปัจเจก-ชุมชนได้ โดยวิธีจัดการที่ไม่ต้องรอ 30-40 ปีเหมือนเดิมอีก
กลุ่มคนที่เป็นนักวิจัยในทีมของผม มีทั้งเกษตรอำเภอ ชาวนาบัว ลูกชาวนาบัว อบต เครื่องมือและอุปกรณ์ ก็มีกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ มอเตอร์ไซค์ การนั่งคุยและการเดินในชุมชนด้วยกัน
ผลการวิจัย ทำให้ได้หลายอย่างที่ไม่เคยรู้และไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน ด้วยว่าตอนเริ่มต้นนั้น เราทำเพื่อที่จะหาข้อยืนยันจากการปฏิบัติชุมชนให้ได้ว่า ความรู้และการสร้างปัญญาเกี่ยวกับตนเองของท้องถิ่นนั้น เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าและสร้างทุนทางสังคมได้
ดังนั้น เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าว เราจึงเลือกเรื่องที่ดูไม่มีคุณค่า และไม่อยู่ในความสนใจของทั่วไปเลย ซึ่งก็คือเริ่มจากเห็นกอบัวอยู่ข้างถนน..แล้วก็เริ่มเปิดโลกเข้าหาความเป็นจริงจากตรงนั้นเลย (Exploratory Method)
ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็แสดงให้เห็นได้จริงว่า ปัญญาและความรู้ในการปฏิบัติของสังคมตนเอง เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าและให้ความหมายเกี่ยวกับตนเอง เพื่อพัฒนาอนาคตของชุมชนได้จริง เพราะตอนนี้ กลายเป็นว่า เราเพิ่งรู้ว่าพุทธมณฑลเป็นแหล่งทำนาบัวหนาแน่นที่สุดในประเทศ เศรษฐกิจหมุนเวียนแต่ละปีมากกว่า 100 ล้านบาท ขับเคลื่อนการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิจของกลุ่มสังคมถึง 11 กลุ่มสังคม ส่งผลผลิตออกไปทั่วโลก เหล่านี้เป็นต้น
ที่สำคัญ เกือบทั้งหมดไม่เป็นหนี้เหมือนชาวนาหรือเกษตรกรสาขาอื่น เช่น นาข้าว ซึ่งพบว่าเป็นหนี้อย่างถาวรร้อยเปอร์เซ็น รวมทั้งเกษตรกรสวนผัก นาผักกระเฉด บ่อเลี้ยงปลา เหล่านี้เป็นต้น
ตอนหลังมานี้ นาบัวเกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของพุทธมณฑลและจังหวัดนครปฐมไปแล้ว โครงการของชุมชนโครงการหนึ่งคือล่องเรือชมสวนเกษตร ขาดไม่ได้ที่จะต้องล่องเรือชมนาบัว ซึ่งก็เป็นเวทีเรียนรู้และโอกาสในการรณรงค์ในเรื่องต่างๆ ของคนที่มีความริเริ่มใหม่ๆในชุมชน เกิดขึ้นตามมากมายพอสมควร เป็นจุดเชื่อมโยงหนึ่ง ที่ทำให้เรื่องสุขภาพ กับการพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นลำดับ
วิธีการอย่างหนึ่งที่ประมวลขึ้นจากการวิจัยดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการจัดการความรู้เพื่อปฏิบัติบนกระบวนการการวิจัย และการจัดการผลการวิจัย คือ องค์ความรู้ซึ่งเป็นการสื่อสารเรียนรู้ทางสังคมอยู่ในตัวเอง ซึ่งเกิดจากการประยุกต์ใช้วิธีของ ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) คือ ต้องพยายามสร้างความรู้ให้เห็นภาพครอบคลุมอย่างน้อย 4 องค์ประกอบ
- การแสดงท้องเรื่องของปรากฏการณ์หรือบริบท (Contextuality) ซึ่งมิใช่เพียงการพรรณาแบบทั่วไป (General descriptive) แต่เป็นการประมวลภาพของท้องเรื่อง ให้เห็นความน่าตื่นเต้นเร้าพลังใจต่อการอยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ ใช้ประกอบในการชั่งน้ำหนัก หรือเห็นความหมาย ตลอดจนเข้าใจสถานการณ์ของผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยวิจารณญาณตนเองของผู้ศึกษางานวิจัยในภายหลังได้ว่าทำไมเขาจึงเป็นอย่างนั้น ปฏิบัติอย่างนั้น หรือถ้าหากเราไม่สามารถแสดงรายละเอียดได้ ก็สามารถเห็นเงื่อนไชชีวิตสำหรับคาดการณ์ได้ เดาเหตุการณ์ได้ว่ามันควรจะเป็นไปได้ในทิศทางใด หากเป็นไปได้ ควรจะแสดงท้องเรื่องสักสองระดับ คือระดับท้องถิ่น และระดับสังคม
- การเลือกผู้กระทำทางสังคม หรือผู้เดินเรื่องปรากฏการณ์ ที่มีความหมายเชิงทฤษฎี หรือจุดยืนร่วมกันที่เราศึกษา ถ้าเป็นการสร้างความรู้เพื่อหนุนพลังปัจเจก ก็ต้องเลือกตัวแทนทางสังคมที่เป็นปัจเจกให้เป็นตัวเอกในการร้อยเรียงเรื่องราว ถ้าเลือกให้เป็นเหยื่อ และให้ตัวกระทำทางสังคม (Social Actor) ซึ่งเห็นดาดดื่นทั่วไปในสังคมเป็นตัวหลักในการสร้างปรากฏการณ์ ซ้ำซากอยู่กับรอยเดิม เราทำได้ครับ แต่ความรู้อย่างนี้ มันทำให้ปัจเจก ชุมชน และชาวบ้าน แพ้ตั้งแต่คิดเกี่ยวกับตนเอง อาจจะดีและจำเป็นสำหรับการวิจัยอย่างอื่น แต่ถ้าหากทำวิจัยเพื่อเสริมพลังชุมชนและหนุนพลังทวีคูณของปัจเจก ต้องเลือกแง่มุมที่เสริมการเริ่มต้นเดินจากจุดที่เป็นศักยภาพและทุนทางสังคมของเขา ประมาณนั้น...ในกรณีนี้ ผมเลือกเอาชาวนาบัวเป็นตัวเอกในการสร้างปรากฏการณ์ พาเราไปสัมผัสโลกอีกแง่มุมหนึ่งที่เขาร่วมสร้างอย่างเข้มข้น ซึ่งแต่เดิมนั้น พวกเขาไม่มีตัวตนอยู่ในสารบบต่างๆเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น จะไปกู้เงิน ธกส ก็กู้มาทำนาบัวไม่ได้ เพราะไม่มีหัวข้อให้เลือก ต้องบอกว่าทำนา หรือเลี้ยงปลา แต่เดี่ยวนี้ ชาวนาบัวหลายคนเป็นวิทยากรของจังหวัดไปเลย เครือข่ายเรียนรู้ของเราบางคน เป็นครูตัวอย่างของจังหวัด แต่ก่อนนี้คนไม่รู้เลยว่ามีชาวนาบัวอยู่ในโลกของคนพุทธมณฑล
- เพื่อให้เห็นพลังชีวิตและพลังนำการเปลี่ยนแปลงตนเองของพระเอก หรือ ตัวเอกตามท้องเรื่องในปรากฏการณ์ที่เราศึกษา เราจำเป็นต้องสร้างปมการก่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงมาแสดงให้เห็นรายละเอียดแบบเป็นเรื่องเป็นราว คือ (1) ปัจจัยบวก และ (2) ปัจจัยลบ
ปัจจัยบวก เป็นการศึกษาลงไปว่า การที่กลุ่มคน สามารถสร้างให้เกิดปรากฏการณ์ที่เราสนใจ หรือปรากฏการณ์ที่กำลังศึกษา รวมทั้งมีพัฒนาการและความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังที่แสดงออกมาให้ปรากฏแล้วนั้น มีอะไรเป็นปัจจัยเงื่อนไขที่มีนัยสำคัญต่อเรื่องราวต่างๆ
ส่วนปัจจัยลบ ก็เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์และพัฒนาการต่างๆ ของกลุ่มคนที่เราศึกษา ต้องประสบกับอุปสรรคปัญหา และสิ่งกีดขวางในการก่อเกิด พัฒนาการ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถดำเนินไปในในทิศทางที่ต้องการ หรือที่ควรจะเป็น อย่างไรบ้าง
ในแง่ของการสรุปเป็นบทเรียนและนำเอาไปใช้เป็นความรู้จากการปฏิบัติ สิ่งที่เป็นปัจจัยบวก ก็จะบอกแก่เราว่า การเห็นสิ่งดังกล่าวจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการทำงาน และควรให้ความสำคัญ ส่วนปัจจัยลบ ก็จะบอกแก่เราว่า สิ่งใดที่เราควรหลีกเลี่ยงหรือให้ความระมัดระวัง รวมทั้งจะทำให้สามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งดังกล่าวเป็นธรรมชาติของปรากฏการณ์นั้นๆ ซึ่งจะทำให้สามารถจัดวางการปฏิบัติได้ดีขึ้นในการปฏิบัติการต่างๆ ในครั้งต่อๆไป
ลองดูนะครับ ประวัติศาสตร์ชุมชนและความเปลี่ยนแปลงของสังคม มาจากทุกคนและทุกสรรพสิ่ง การทำให้พลเมืองมีความตื่นตัวและทำให้ปัจเจกมีความผูกพันต่อการสร้างสังคมดีด้วยกัน บางที่อาจจะเกื้อหนุนให้เกิดได้ตั้งแต่การออกแบบทางญาณวิทยาอย่างนี้ เพราะมันทำให้เห็นว่าคนตัวเล็กๆ ก็มีส่วนร่วมในการริเริ่มและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้.
ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ เป็นเรื่องและประเด็นการวิจัยที่น่าสนใจ และได้ทั้งองค์ความรู้คู่ไปกับการพัฒนา…ครับ
ดีค่ะ น่าสนใจมาก ๆ ทำให้ได้องค์ความรู้คู่กับการพัฒนาจะหาเล่มฉบับเต็มมาอ่านค่ะ สนใจ
ขอบคุณครับคุณชายขอบและคุณจริยาภรณ์
ในส่วนของคุณชายขอบนั้น ผมได้เคยติดต่อท่านไปแล้วที่ไหนสักแห่ง เมื่อก่อนที่ที่ทำงานผมจะจัดสัมมนาประจำปี 2549 แล้วผมก็ติดตามอ่านงานและความเคลื่อนไหวของท่านอยู่ ซึ่งก็ชื่นชมมากนะครับ
ในส่วนคุณจริยาภรณ์นั้น ก็ขอบคุณมากด้วยเช่นกันครับ เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้ลองปรับกระบวนการและเครื่องมือที่อยู่ในชุดการทำงานเดียวกัน ไปจัดถอดบทเรียนและสร้างพลังเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเชิงพื้นที่ให้กับ สสจ สุราษฏรธานี แล้วก็ใช้วิธีการถอดบทเรียนและเขียนความรู้ออกมา ด้วยวิธีการของปรากฏการร์วิทยานี้แหละครับ
ก็ทำให้ผู้ร่วมเวทีมีกำลังใจกันดีที่ถอดบทเรียนและเขียนงานออกมาเป็นเอกสารความรู้ได้อย่างง่ายๆ แต่ไม่รู้ว่าหลังจากเวทีแล้วจะเดินไปได้เองหรือเปล่า แต่หลายแห่งก็พอช่วยได้ โดยเฉพาะช่วยประมวลเนื้อหาประสบการร์ออกมาเป็นเนื้อหาความรู้ ซึ่งนำไปใช้งานต่อได้อีกเยอะ
โดยเฉพาะการใช้วิเคราะห์ทางการวิจัย การใช้ทำเนื้อหาสื่อ เพื่อสื่อสารเรียนรู้กับสังคม ตอนนี้ก็เลยกำลังรวบรวม-เรียบเรียงบทเรียนเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ทำงานกับชาวบ้านและกลุ่มประชาคม ในลักษณะนี้ ออกมา แต่ถ่าคุณจริยาภรณ์จะหาอ่านเองจากงานวิจัยชาวนาบัวที่พวกเราได้ทำเมื่อตอนขับเคลื่อนเครือข่ายประชาคมอำเภอพุทธมณฑล ในนั้นก็จะมีเครื่องมือพวกนี้ครบหมดครับ เพียงแต่ต้องแยกดูออกจากเนื้อหาเอาเองสักหน่อย
เรียน อาจารย์วิรัตน์ ขณะนี้อาจารย์คงเรียบเรียงบทเรียนเกี่ยวกับเครื่องมือฯ เสร็จแล้ว ดิฉันจะขอเอกสารได้ไหมคะ ปัจจุบันดิฉันเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ทุกสัปดาห์ ไม่ทราบว่าเป็นเส้นทางผ่านหน่วยงานของอาจารย์หรือไม่ ดิฉันสนใจงานวิจัยโดยวิธีการของปรากฏการณ์วิทยาค่ะ ถ้าอาจารย์แจกหรืออนุญาตให้ยืม ขอบพระคุณค่ะ
ยินดีด้วยในความก้าวหน้าทางการศึกษาครับ
ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจและติดตาม ดีเหมือนกันที่มีคนช่วยสะกิดเตือน
ตอนนี้ ผมเพียงดึงเอาจากในบล๊อกนี้ไปเรียบเรียงเป็นเอกสาร
แล้วก็ใช้แจกจ่ายเวลาไปเป็นวิทยากรหรือฝึกให้คนทำงานถอดบทเรียน
แล้วนำเอาความรู้จากประสบการณ์เดิมของตน วางแผนยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ช่วยให้คนทำงานภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะงานพัฒนาสุขภาพ
และการพัฒนาสาขาอื่นๆในชุมชน มีโอกาสตกผลึกการทำงานของตัวเอง
โดยไม่ต้องมีเทคนิควิธีการที่มากไปจนทำให้ต้องหลุดออกจากฐานการปฏิบัติ
เคยไปช่วยพาเครือข่ายจัดการสุขภาพชุมชน ของ สสจ สุราษฎร์ธานี
กับเครือข่ายสุขภาพชุมชน ของโรงพยาบาลสมุทรสาคร และกระทุ่มแบน
ก็พอใช้ได้ครับ วิธีการนี้จะเหมาะสำหรับการทำงานที่ต่อเนื่องนานๆ
หากทำเป็นครั้งคราว เพื่อให้ได้ออกมาอย่างต้องการนั้น พบว่ามีข้อจำกัดมากทีเดียว
คนที่เชี่ยวชาญทางวิชาการและคุ้นกับการวิจัยแบบดั้งเดิม
จะรู้สึกว่ามันอ่อนวิชาการไป ผู้นำชุมชน ภาคประชาคม
และคนทำงานในชุมชน ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นวิชาการมากไป
แต่โดยรวมแล้ว ก็ทำให้คนที่มีช่องว่างทางวิชาการ และแตกต่างกันทางประสบการณ์
หรือบางที อาจจะเป็นกลุ่มชนชั้นกลางและคนทำมาหากิน ที่ต่างภาคสังคม
สามารถจะอยู่ในกระบวนการปรึกษาหารือ เรียนรู้เป็นกลุ่ม และปรึกษาหารือกัน
โดยใช้ความรู้ เรียนรู้ ค่อยคิดด้วยเหตุด้วยผล และมีวิถีแห่งการสร้างภูมิปัญญา
ได้ดีพอสมควรครับ
ผมลิ๊งค์ให้ไปตามนี้นะครับ
http://www.pohchang.org/webboard/index.php?topic=1126.0
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นการสื่อด้วยภาพให้เข้าใจเรื่องภาววิทยา ญาณวิทยา และการจัดการความรู้ ในบางสังกัปที่ง่ายๆ แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญ
http://www.pohchang.org/webboard/index.php?topic=2111.0
สามารถโหลดออกมาได้ครับ แต่เป็นเรื่องนี้เรื่องเดียว
ส่วนการทำเป็นหนังสือนั้น ยังคงรวบรวมและทำอยู่ครับ หนังสื่อเรื่องการวิจัยนาบัวนั้น
หมดแล้วครับ แต่ผมมักถ่ายเอกสารและเข้าเล่มให้ดูดีไว้แจกจ่ายคนที่สนใจ
หากมีโอกาสแวะไปมหิดล ศาลายา ก็จะแบ่งปันให้กันได้ครับ
ผมมีกิจกรรมไปล่องเรือดูชุมชนสองฝั่งคลองทวีวัฒนา-บางกอกน้อย
กับทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย ประทับใจมากเลย
อาจารย์สองท่าน ดูเหมือนว่าจะอยู่สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่นี่ครับ
http://www.pohchang.org/webboard/index.php?topic=1812.0
เรียน อาจารย์วิรัตน์ เทอมนี้เรียนหนักเหมือนกัน แต่ก็สนุกค่ะ ขอบคุณค่ะสำหรับเอกสาร ถ้าคลี่คลายเรื่องเรียน จะเข้าไปขอรับเอกสารนะคะ อาจารย์ไปล่องเรือชมสองฝั่งคลอง ทำให้นึกถึงภาคเรียนที่แล้ว ๒/๒๕๕๐ อาจารย์ให้พวกเราลงไปทำวิจัยที่บางหลวง อ.บางเลน เป็นชุมชนจีนโบราณเก่าแก่ ๑๐๐ ปี อาหารโบราณอร่อยมาก เป็นที่มาของความสนใจปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology)อาจารย์อาจจะเคยไปมาแล้ว ไปทางศาลายาได้ ตลาดนี้ค่อนข้างที่จะยังเป็นธรรมชาติค่ะ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเอกสารค่ะ
แนวทางการวิจัยและศึกษาทางปรากฏการณ์วิทยา ผมเคยศึกษาเอาจากการวิจัยเชิงคุณภาพ และงานเขียนที่เกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม โดยปรกติก็ได้ใช้ในการวิเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อและการสื่อสารเรียนรู้ แล้วก็แนวทางนี้ เหมาะมากสำหรับการทำเค้าโครงเรื่องเล่าเชิงสารคดี หรือการถ่ายทอดเรื่องราว เลยก็เหมาะสำหรับงานแบบคนทำสื่อ และการสื่อสารเพื่อพัฒนาการศึกษาเรียนรู้
แต่ถ้าหากสนใจ และศึกษาให้ลึกลงไปอีกก็จะสามารถประยุกต์ใช้ได้ยืดหยุ่นดีขึ้นครับ และบางทีก็อาจจะจำเป็นมากเหมือนกัน เพราะแนวคิดพื้นฐานของปรากฏการณ์วิทยานั้น เป็นทรรศนะที่อยู่ชุดความคิดที่เน้นความเป็นวัตถุและสิ่งที่ปรากฏแบบจับต้อง ชั่ง ตวงวัด ได้ คล้ายกับคำพูดที่ว่า ปรากฏการณ์และสิ่งที่สามารถเห็นและจับต้องได้คือความจริง ซึ่งก็สร้างความเป็นจริงในมุมกลับและเป็น Anti-Thesis ได้อีกชุดหนึ่งว่า ปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถเห็นและไม่รู้จึงไม่มีอยู่จริง
จะเห็นว่า มีพื้นฐานในการปฏิเสธและไม่ยอมรับสิ่งที่อยู่นอกความรู้และการรับรู้ของเราอยู่ในที มันจึงมีข้อจำกัดสำหรับการวิจัยและศึกษาเรื่องที่อิงอยู่กับความเป็นมนุษย์และสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น การสื่อสาร การศึกษาเรียนรู้ การพูดการแสดงออก กระบวนการเชิงพฤติกรรม วิถีวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคม พัฒนาการของชุมชน สุนทรียภาพ และเรื่องที่มาจากมิติจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด
สวัสดีค่ะ อาจารย์
รูปสวยมากๆ อาจารย์ถ่ายเองในงานวิจัยใช่ไหมค่ะ
ภาพพวกนี้จะถ่ายเก็บไว้เสมอๆแบบสะสมครับไม่ใช่จากงานวิจัยโดยตรง แต่เป็นการเก็บข้อมูลต่อเนื่องจากการวิจัยเรื่องชุมชนชาวนาบัวและเรื่องบัวที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทางสังคมครับ ตอนนี้เลยปลูกสระบัวไว้หน้าบ้านเสียเลย แล้วก็สะสมรูปถ่าย งานศิลปะ ข้อมูล และเรื่องราวต่างๆไปอย่างไม่เป็นเรื่องเป็นราว ทำไปอย่างสบายๆน่ะครับ
รูปนี้เลยถ่ายจากสระบัวที่บ้านครับ แต่กว่าจะได้ออกมา ๒ รูปนี้ก็ยืนรอจังหวะถ่ายแล้วถ่ายอีกเกือบชั่วโมงมั๊งครับ ถ่ายเองก็ชอบเองจนเก็บไว้ดูคนเดียวไม่ไหวเลยนำมาอวดกันดูครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
รูปสวยมากจริง ๆ สมกับที่อาจารย์รอถ่ายนะคะ ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีหัวศิลปะหรือเปล่า แต่ดูภาพนี้แล้ว ความคิดแว๊บแรกรำพึงกับตัวเองว่า มีศิลปะมากๆ ค่ะ สมควรที่จะนำมาอวดชวนกันชมเป็นอย่างยิ่งค่ะ
อันที่จริงในเรื่องการถ่ายรูป วาดรูป วิจัย-เรียนรู้ชุมชนการผลิต กรณีชุมชนชาวนาบัว เหล่านี้ ก็คงเป็นเรื่องความสนใจอย่างสาขาที่คุณจริยาภรณ์ศึกษาด้วยเหมือนกันนะครับ เลยพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณจริยาภรณ์คุยกันในแนวนี้ได้
ผมศึกษาและทำวิจัยในเรื่องประชาสังคม แล้วก็เน้นในเรื่องการเรียนรู้เป็นกลุ่มและชุมชนแห่งการเรียนรู้ในวิถีชาวบ้านหรือวิถีประชา เลยก็มักสนใจวิธีมองโลก เรียนรู้สังคม สิ่งแวดล้อม และปรากฏการณ์ต่างๆของคนเราที่ไปไกลกว่าผ่านภาษาถ้อยคำและวิชาความรู้ที่เป็นหนังสือ เพราะคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยนั้นนอกจากไม่ค่อยจะมีโอกาสทางการศึกษามากนักแล้ว การทำมาหากินและการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมหนังสือและวงจรการศึกษาเรียนรู้ที่เป็นทางการอีกด้วย
แต่ธรรมชาติของชีวิตและความเป็นสังคมนั้นย่อมมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาแน่นอน ผมเลยสนใจวิธีอ่านธรรมชาติ การอ่านสังคมและการเรียนรู้สังคม การถอดรหัสและเข้าถึงบทเรียนของธรรมชาติ ซึ่งผู้คนเขาเรียนรู้(ตลอดชีวิต)อยู่โดยวิถีธรรมชาติ
อย่างรูปถ่ายสองรูปที่คุณจริยาภรณ์บอกว่าสวยและชอบนี้ก็เช่นกันครับ ผมก็ดูไปก็เห็นบทเรียนและความรู้ที่สังคมมีอยู่และสืบทอดกันอยู่ มากมาย หากเขียนออกมาก็คงได้หนังสือหลายเรื่อง แต่ชาวบ้านและคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับวิถีสังคมคงเข้าไม่ถึงความรู้และวิชาในหนังสือ เพราะเขามีการเรียนรู้ การอ่าน ที่ธรรมชาติสร้างและเก็บไว้ในความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง....คุยเหมือนเพ้อไข้เลยเนาะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
อาจารย์ล้ำลึกทั้งการเขียนและการคิด ดิฉันได้เรียนรู้หลายอย่างจากการติดตามอ่านงานของอาจารย์ค่ะ ความรู้ที่ได้จากงานที่อาจารย์เขียน สำนวนการเขียน ปกตินอกเหนือจากงานสอนดิฉันก็จะทำงานกับชุมชนค่ะ เรียนรู้กับชุมชน พาเด็กมาเรียนในห้องเรียนธรรมชาติ ส่งเสริมพหุปัญญาเด็กทุก ๆ ด้านเท่าที่มองเห็นในตัวเด็ก อาจารย์มีพหุปัญญาหลายด้านนะคะ เคยอ่านประวัติที่อาจารย์เล่า ผ่านการเขียนด้วยค่ะ สนุกดี ดิฉันมีความฝันว่าอยากเป็นนักเขียนค่ะไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า ไม่รู้เพ้อไหมนะคะอาจารย์
อาจารย์ครับ
มีงานวิจัยที่น่าสนใจเช่นนี้อีก อยากขอเป็นลูกมือร่วมเรียนรู้เป็นลูกศิษย์อาจารย์สักคนครับ
สวัสดีครับคุณจริยาภรณ์ การส่งเสริมให้เด็กๆได้พัฒนาการเรียนรู้แบบพหุปัญญาโดยให้มีโอกาสกลับไปหาวิถีการเรียนรู้จากห้องเรียนธรรมชาติ รวมทั้งเรียนรู้กับชุมชนนี่น่าสนใจนะครับ อันที่จริงทำงานแนวนี้ก็จะทำให้มีวัตถุดิบสำหรับเขียนหนังสือได้เยอะนะครับ ขอให้กำลังใจครับ ไม่เพ้อหรอก
อาจารย์ให้เกียรติผมขนาดนั้น บาปตายเลยครับ...
ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ อยากเรียนรู้ อยากเป็นศิษย์อาจารย์จริง ๆ ครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ขอบคุณค่ะอาจารย์ วัตถุดิบก็คิดว่าพอมีบ้างนะคะ ความเพ้อเจ้อก็พอมี แต่ไม่ได้เริ่มเขียนซักที หรือว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกซักหน่อย ตามอ่านงานอาจารย์ไปเรื่อย ๆ ก่อนดีกว่านะคะ ตอนนี้ต้องร้องเพลงก๊อต จักรพันธ์ ไปก่อนค่ะ (ต้องมีสักวัน)