การเป็นคนดีคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

หลานกะทิเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมากค่ะ  ทุกครั้งที่ผู้เขียนในฐานะป้าไปเยี่ยมหลานกะทิ หนูน้อยก็จะหัวเราะร่าเริง น้อยครั้งที่จะเห็นร้องไห้งอแง ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุของการงอแงก็มาจากอาการหิว ง่วง และไม่สบายค่ะ

  ตอนหนึ่งขวบ เพิ่งตื่นนอน

เคล็ดลับของการเลี้ยงเด็กให้อารมณ์ดี ผู้เขียนสอบถามน้องสะใภ้ เธอก็ไม่ตอบได้แต่หัวเราะร่วน เพราะความเขิน และก็เกรงว่าพูดไปก็จะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เนื่องจากปัจจุบันคู่มือ และข่าวสารการเลี้ยงดูเด็กเผยแพร่กันกว้างขวาง หาอ่านและศึกษาด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดาย ประสบการณ์คุณแม่แต่ละท่านก็หลากหลาย ล้วนแต่เป็นกูรูกันทั้งนั้น พูดไปก็ออกจะดูเหมือนเป็นแบบฉบับ (pattern) ตามหลักจิตวิทยาที่หลาย ๆ ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

 หนึ่งขวบกับอาการขี้เล่นบนโต๊ะอาหาร ณ ร้านอาหารระหว่างไปสวนสามพราน

 

สรุปว่าแม้คุณแม่กะทิจะไม่บอก แต่ผู้เขียนก็ขออนุญาตถ่ายทอดจากประสบการณ์ที่เห็นพัฒนาการของหลานกะทิมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึง ๓ ขวบ  การเล่าเรื่องจากสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์สัมผัสอาจจะไม่เท่าคุณแม่ตัวจริงเสียงจริง แต่ก็มาจากความชื่นชมส่วนตัวที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการเลี้ยงดูที่ดีที่น่าจะเล่าสู่กันฟัง แทนที่จะเก็บไว้ชื่นชมคนเดียวค่ะ

 

ผู้เขียนเคยได้ยินว่า "เด็กคือแบบจำลองย่อส่วนของพ่อแม่"  เคยเห็นเด็กวัยขวบกว่าร้องไห้งอแง จนรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ฝังใจว่าเด็กเล็กต้องร้องไห้เป็นเรื่องปกติ  แต่ปรากฎว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้เขียนมาเล่นกับหลานกะทิที่บ้าน กลับพบแต่ความสดใสร่าเริงสนุกสนาน มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ  และความพยายามที่จะลุก จะเดิน จะหยิบจับ และทำความคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว จนกระทั่งเข้าสู่วัยสองขวบกว่า เข้าโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า

 

แอบหยิบหนังสือประมวลกฎหมายเล่มเล็กของผู้เขียน ไปทำท่าอ่านหนังสือ

 

หลานกะทิเห็นอะไรใกล้ตัวก็จะหยิบมาจับเรียง ทดลองมาประกอบกันค่ะ และเขาก็ขี้เล่น

ทำตัวเป็นเครื่องบินค่ะ

ทำหน้าลิงหลอกเจ้า ทุกครั้งที่เห็นกล้อง ความอารมณ์ดีของเขามาจากคุณแม่เป็นคนอารมณ์ดี พูดแต่เรื่องสนุกสนาน สบายใจ และชอบชวนลูกคุย โดยกระตุ้นให้ใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา เช่น "วันนี้ เราไปไหนกันมาบ้าง เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิ เจออะไรกันมาบ้าง" ถ้าไปสวนสัตว์ ก็จะค่อย ๆ กระตุ้นให้หลานกะทิคิดทบทวนว่าไปเจอสัตว์อะไรมาบ้าง สัตว์แต่ละชนิดมีลักษณะเด่นอย่างไร รู้สึกอย่างไรกับสัตว์ชนิดนั้น ๆ

 

 

ผู้เขียนเคยแซวคุณแม่ของหลานกะทิว่าเป็นเด็กที่เหมือนกดปุ่มสั่งได้ หมายถึงว่ามีความจำเป็นเลิศ และสอนอะไรก็ทำตามที่สอนได้เหมือนกดปุ่มสั่งได้ โดยเขาไม่รู้สึกว่าเป็นการบังคับ เห็นใครทำอะไรก็ทำตาม เช่น เห็นพี่เลี้ยงเอาผ้ามาเช็ดพื้นทำความสะอาด ก็จะเช็ดพื้นด้วย 

 พาหลานกะทิไปทำบุญไหว้พระ

ทำบุญบริจาค

ปล่อยปลา

หลานกะทิชอบสวดมนต์ เวลางอแง (ง่วง) เมื่อต้องเดินทาง นั่งในรถนาน ๆ เปิดเทปธรรมะให้ฟัง หยุดร้องไห้งอแง นั่งเงียบ

 

สิ่งที่ผู้เขียนเห็นวิธีการเลี้ยงลูกที่เป็นลักษณะโดดเด่นของครอบครัวหลานกะทิก็คือ "การเน้นการอบรบสั่งสอนทางจริยธรรม" ซึ่งเป็นการปลูกฝังความฉลาดทางจริยธรรมศีลธรรมที่เรียกว่า Moral Quotient

(http://www.moralquotient.com/)

 

คุณแม่กะทิมักจะพาหลานกะทิไปวัดในช่วงวันหยุด และถ้าวันหยุดติดกันหลายวันก็พาไปปฏิบัติธรรมในสถานปฏิบัติธรรมที่อนุญาตให้ไปเป็นแบบครอบครัวได้ หลานกะทิจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่และผู้คนจำนวนมาก ผู้เขียนแทบจะไม่ค่อยได้เห็นใบหน้าที่บึ้งตึง ฉุนเฉียวของหลานกะทิ 

 

หากหลานกะทิได้ยินใครพูดจาดูเหมือนว่าจะไม่สุภาพก็จะตักเตือนทันที

"คุณแม่คะ อย่าพูด "เออ" ซิคะ" 

"คำว่า "มัน" ไม่เพราะค่ะ"

 

เวลาที่หลานกะทิปล่อยลมก็จะรีบพูดว่า "ขอโทษค่ะ" จนผู้เขียนขำบ่อย ๆ และยิ่งหากได้ยินหลานกะทิกล่าวคำ "ขอโทษค่ะ" หลาย  ๆ ครั้ง นั่นหมายความว่าจำนวนครั้งมากโขทีเดียว  เพราะเธอจะกล่าวคำขอโทษตามจำนวนครั้งของการปล่อยลม  จนผู้เขียนต้องถามว่า "ท้องเสียหรือลูก วันนี้ทานอะไรมา" หลานกะทิก็จะเขินอาย

 

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนเพิ่งได้ฟังเรื่องไม่สบายใจ เมื่อคุณแม่กะทิมาเล่าให้ฟังว่ามีคุณแม่ที่เป็นเพื่อนบ้านพาลูกสาวมาที่บ้านทุกเช้า เพราะไม่ยอมทานอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน ก็เลยใช้วิธีมาทานอาหารบ้านหลานกะทิ โดยคิดว่ามีเพื่อนทานอาหารด้วยกันก็จะได้ทานได้ ซึ่งก็ทานได้จริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้หลานกะทิจดจำเลียนแบบไปด้วยก็คือ เด็กน้อยที่เป็นลูกสาวเพื่อนบ้านคนนั้นเอาแต่ใจตนเอง งอแงในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ให้คุณแม่ป้อนข้าว ให้คุณแม่อุ้มตลอดตั้งแต่ขึ้นรถ และเมื่อมาถึงโรงเรียน ก็จะร้องให้อุ้มขึ้นบันไดไปส่งที่ห้องเรียน ในขณะที่หลานกะทิช่วยเหลือตัวเองเท่าที่จะทำได้มาตั้งแต่ขวบกว่า ทานอาหารเอง เดินขึ้นบันไดเข้าห้องเรียนเอง แต่เมื่อมีเพื่อนที่คุณแม่ทำทุกอย่างให้ ก็เริ่มงอแงเรียกร้องให้คุณแม่ทำให้หรือช่วยเหลือ

           

                      กะทิทานอาหารเองได้ตั้งแต่ขวบกว่า 

ผู้เขียนไม่มีประสบการณ์การเป็นคุณแม่ แต่ก็เรียนจิตวิทยาและเป็นวิทยากรที่ใช้แนวคิดจิตวิทยามาปรับใช้กับเนื้อหาที่บรรยายอยู่บ้าง จึงแนะนำให้สอนหลานกะทิให้เป็นผู้นำ โดยแทนที่เราจะเป็นฝ่ายเลียนแบบพฤติกรรมของเพื่อน ทำไมเราไม่รู้สึกภาคภูมิใจที่เราทำอะไรได้เอง  ปลูกฝังให้หลานกะทิภูมิใจที่ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง และให้เป็นฝ่ายบอกเพื่อนว่าสิ่งที่เธอทำมันไม่ถูก ทำไมต้องทำให้คุณแม่เหนื่อย

 คุณแม่กะทิอบรมบ่มเพาะหลานกะทิใหม่ "ได้ผลค่ะ" เมื่อผู้เขียนไปเยี่ยมหลานกะทิ เธอก็คุยจ้อเลยว่า "กิ๊ว ๆ เพื่อนกะทิไปแล้วว่าทำไมไม่ทำอะไรเอง"

 

การสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจให้แก่เด็กในสิ่งที่เขาทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วยตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เขาไม่เลียนแบบพฤติกรรมเพื่อน ๆ ที่ไม่เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตนเอง เรื่องแบบนี้พูดยากมากค่ะ เราไม่อาจจะไปบอกคุณแม่ท่านอื่นที่มักตามใจลูกได้ หากเขาไม่ตระหนักรู้ด้วยตนเองว่าวันข้างหน้าลูก ๆ อาจจะพูดได้ว่า "พ่อแม่รังแกฉัน"

 

การสอนให้ลูก ๆ เอาชนะความยากลำบาก ยอมรับความผิดพลาดและพัฒนาตนเองก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนผู้เขียนและน้องชายมาเหมือน ๆ กัน และคุณพ่อคุณแม่กะทิก็นำสิ่งนี้มาปลูกฝังหลานกะทิด้วย

              

                              เด็กเหมือนผ้าขาวจริง ๆ ค่ะ

                         

                               ขอบพระคุณที่แวะมาเยี่ยม

                การเป็นคนดีคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ