ผมพยายามสร้างความเข้าใจว่าให้มองผมเป็นวิทยากร หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุด อย่ายึดติดว่าผมเป็นพี่และเป็นอดีตหัวหน้ามากจนเกินเหตุ

๑ สิงหาคม ๒๕๕๔  ผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรกระบวนการเรื่อง “การเขียนเรื่องเล่า”  เนื่องในโครงการ “ประกวดเรื่องเล่าชาวหอพัก” (ฉบับฮาในหอ)  ของงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กองกิจการนิสิต

โครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากปีที่แล้ว  ซึ่งต่างฝ่ายต่างช่วยกันกระตุ้นเร้าให้เกิดกระบวนการของการสร้าง “จดหมายเหตุชีวิตและองค์กร” ร่วมกันระหว่างงานบริการหอพักนิสิตและงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ  โดยครั้งนั้นมีกิจกรรมหลักๆ ๒ กิจกรรมคือ (๑)  ประกวดเรื่องเล่าเร้าพลังชาวหอพักและ (๒) ประกวดภาพถ่ายความสุขเล็กๆ ของชาวหอพัก

 

จากการประเมินปีที่แล้ว  เราต่างเห็นพ้องกันว่านิสิตยังขาดทักษะในการเขียน”เรื่องเล่าเร้าพลัง” อยู่มาก  จึงฝากหลักคิดเป็นพันธกิจทางใจร่วมกันว่า “...หากปีหน้าได้จัดขึ้นอีก อย่าลืมอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเขียนเรื่องเล่าให้นิสิตและบุคลากรด้วย..”

 

ครับ,นั่นคือสิ่งที่ยืนยันได้ว่า การจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง เรามีการ “ถอดบทเรียน” ค้นหา “ปัจจัยความสำเร็จ”  ไปพร้อมๆ กับการค้นหา “อุปสรรคปัญหา” เพื่อนำมาปรับแก้ !  ซึ่งถือเป็นกระบวนทัศน์ง่ายๆ ในสไลต์การจัดการความรู้ของผมและทีมงานภายใต้แนวคิด “ปัญหาเก่าห้ามเกิด ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน”

 

 

 

ถามทักตัวตนของ "เรา" ในมุมของ "เขา"   

 

ภายหลังกิจกรรม BAR ของคณะทำงานสิ้นสุดลง  ผมก็ก้าวขึ้นเวทีสวมบทบาทวิทยากรกระบวนการอย่างไม่รีรอ  ด้วยว่าก่อนหน้านั้น เราต่างสูญเสียเวลาไปนานร่วมชั่วโมงเศษๆ  เพราะคนเข้าร่วมโครงการยังมาไม่พร้อม  อีกทั้งเฝ้ารอกระบวนการที่เป็นพิธีการไปในตัว  จึงพลอยให้กำหนดการเลื่อนไหลออกไป ผู้คนจำนวนไม่น้อย ก็ออกอาการ “สายลมแสงแดด” ไปตามๆ กัน

 

อาการแบบนี้ทำให้ผมต้องปรับกระบวนยุทธไม่น้อย  เพราะใช้ต้องพลังมากเป็นพิเศษในการสู้รบกับอาการ “สายลมแสงแดด” เพื่อกระตุ้นเร้าและดึงความสนใจของผู้คนกลับมาให้ได้เร็วในสุด

 

ผมเริ่มต้นกิจกรรมง่ายๆ ในแบบฉบับของตัวเอง  โยนคำถามเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การ “ทบทวนตัวเอง” และ “เรียกสติ”  ให้กลับเข้าสู่ตัวตนของผู้เข้าร่วมกระบวนการ

คำถามที่ว่านั้นไม่มีอะไรซับซ้อนมาก แต่ก็ถือได้ว่า “ตรงและหนักแน่น” ไม่ใช่ย่อย

 

ผมถามแบบไม่ต้องการคำตอบ  ประมาณว่า “ลองถามตัวเองดูสิครับว่า  ผมเป็นใคร ?

  • เป็นพี่ชาย 

  • เป็นอดีตหัวหน้า

  • เป็นวิทยากร

  •  หรืออื่นๆ...”

 

คำถามเช่นนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้เรียนรู้เรื่อง “บทบาทและสถานะ” ที่เราต่างมีให้กันบนพื้นฐานของ “มิตรภาพ”  ซึ่งผมคิดว่าคนเราต่างมี “บท” ที่ต้องเล่น

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น หากใครๆ ยังมองไม่ทะลุว่าการยืนอยู่หน้าห้อง หรือบนเวทีของผมวันนี้  ผมยังเป็นเพียงพี่ชาย หรืออดีตหัวหน้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยไม่ “เปิดใจและเปิดโลกทัศน์” ว่าผมเป็น “วิทยากร”  อะไรๆ ก็คงขับเคลื่อนได้ยากเหมือนกัน



ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมาอบรมเชิงปฏิบัติการแบบนี้หรอก  จัดแบบประชุมในองค์กรเลยก็ได้  เชิญผมไปร่วมประชุมแล้วให้ผมเล่าเรื่องราวให้ฟังเลยก็ได้ 

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต้องถามกันตรงๆ ว่า "เวิร์ค" แค่ไหน !

 

ผมถามเช่นนั้น มิได้หมายความว่าผมติดยึดกับลาภยศตำแหน่งเดิมๆ มิได้หมายถึงการถามทวงถึงความสัมพันธ์เก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มผู้เข้าร่วมกระบวนการ  หากแต่กำลังบอกย้ำและร่วมแลกเปลี่ยนว่า “เราต้องมองคนตามกาลเทศะและสถานะ”

 

ครับ,วิธีคิดเช่นนั้น  ผมส่งสัญญาณไปยัง “ลูกน้องเก่า” ให้พยายามรับรู้และเข้าใจกับวิธีคิดในทำนองนี้  ยิ่งหากวันหนึ่งมีคนในองค์กรที่เป็นทั้งเพื่อน และพี่ หรือแม้แต่รุ่นน้องเติบโตมาเป็น “หัวหน้า”  แต่ใครๆ ก็ยังไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะทำงานและให้เกียรติต่อหัวหน้าคนใหม่  โดยยังมองว่าเขาเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องอยู่เช่นนั้น  ก็ย่อมส่งผลต่อระบบการบริหารจัดการองค์กรไปโดยปริยายเหมือนกัน

 

 

กรณีการเป็นวิทยากรในครั้งนี้ก็เช่นกัน  ผมพยายามสร้างความเข้าใจว่าให้มองผมเป็นวิทยากร หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุด อย่ายึดติดว่าผมเป็นพี่และเป็นอดีตหัวหน้ามากจนเกินเหตุ 
       -มากจนอาจผลักให้ตัวเองตกอยู่ในวังวนนั้นอย่างเงียบๆ  โดยไม่รู้ตัว  กระทั่งไม่อาจเรียนรู้ร่วมกับผม หรือแม้แต่คนอื่นๆ ได้เลย

 

แน่นอนครับ  ผมว่าเรื่องเหล่านี้ละเอียดอ่อนมาก ผมเชื่อว่าหากพวกเขาเข้าใจในคำถามและคำตอบที่ผมพยายามกระตุ้นให้เกิดการทบทวนตัวเองนั้น  ย่อมส่งผลในมุมบวกต่อการพัฒนาตัวตนของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

 

เพราะมันหมายถึงการปล่อยวางอัตตาเฉพาะตน  เรียนรู้บทบาทและกาลเทศะที่อยู่ตรงหน้า และเปิดใจที่จะรับสิ่งใหม่ๆ จากคนที่ผ่านพบและผูกพันในห้วงต่างๆ ของการงานและชีวิต

 

ถ้าไม่ทำความเข้าใจกับประเด็นเหล่านั้น  บางทีก็เหมือนการปิดกั้น และ “ลองวิชา” กันไปในตัว

บางทีก็เหมือนแก้วที่เต็มล้นไปด้วยน้ำ  หรือไม่ก็ไม่ต่างอะไรจากแก้วน้ำที่นอนตะแคงโดยไม่สนใจใยดีต่อสิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง

เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าพวกเขาคงเข้าใจในสิ่งที่ผมถามทัก และเติบโตในลู่แห่งการเรียนรู้ของสังคมได้  มิใช่มองอะไรๆ  ก็ซ้ำอยู่กับกรอบเดิมๆ ตลอดเวลา  โดยไม่สนใจ หรือยอมที่จะทำความเข้าใจกับความเป็น “พลวัตร” ของคน.. งาน.. และองค์กร...

และนี่ก็คือองค์ประกอบเล็กๆ ของการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในมุมคิดและวิธีการของผม -