“เมืองไชยา” อดีตเคยเป็น อู่ข้าว อู่น้ำ ของอาณาจักรศรีวิชัย ทุ่งไชยา ซึ่งเคยเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ บัดนี้ เหลือพื้นที่ไม่กี่พันไร่ เพราะถูกรุกรานด้วยสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถนน หนทาง บ้านเรือน จน มนต์เสน่ห์ของทุ่งรวงทองแห่งนี้ เปลี่ยนสภาพไปเกือบไม่หลงเหลือ ภาพในอดีตให้รำลึกถึงได้อีก
เช้าวันนี้ คุณใจทิพย์ ด่านปรีดานันท์ เพื่อร่วมงาน ได้ชวนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับ เครือข่าย GAP ข้าวหอมไชยา ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ สมาชิกทั้งหมด 24 คน ที่รวมกลุ่มกัน เพื่ออนุรักษ์ข้าวหอมไชยา แต่วันนี้ มีสมาชิกมาร่วมพบปะสนทนาแลกเปลี่ยนกัน 20 คน เพราะติดภารกิจกันบ้าง
เมื่อไปถึง พบปะทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ประสาคนรู้จักกัน คุณใจทิพย์ ก็ทำความเข้าใจและตกลงกัน เรื่องหลักการจัดทำ GAP ข้าว ตั้งแต่ต้น จนจบกระบวนการ และได้คณะกรรมการกลุ่มมา 1 ชุด เพื่อขับเคลื่อนงาน จนถึงเที่ยง ก็ทานอาหารร่วมกัน แต่ไม่มีข้าวหอมไชยาให้ได้ลิ้มชิมรสชาติ เพราะหมดไปตั้งแต่ต้นฤดูแล้ว ที่เหลือก็เป็นเมล็ดพันธุ์ ที่เก็บไว้เพาะปลูกในฤดูต่อไปเท่านั้น
ภาคบ่าย ก็เป็นหน้าที่ของผม เป็นการ ถอดองค์ความรู้ เรื่องข้าวหอมไชยา จากสมาชิกกลุ่ม ทุกคนก็ช่วยกันให้ข้อมูล เท่าที่จำความได้ จากประสบการณ์ที่ทำนามายาวนาน ใช้เวลาพูดคุย แลกเปลี่ยน เล่าความหลัง กันประมาณ 1.30 ชั่วโมง ก็ได้ข้อมูลเกือบครบถ้วน (สำหรับข้อมูลส่วนใหญ่ที่เก็บเป็นเอกสารนั้น อยู่ที่คุณลิขิต ซึ่งเป็นคนเก็บข้อมูล วันนี้ติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมแลกเปลี่ยนได้ แต่ข้อมูลที่ได้ก็สมบูรณ์พอสมควรขาดเพียงข้อมูลที่เป็นตัวเลขเจาะลึกบางตัวเท่านั้น)

จากนั้น ก็ลงไปดูของจริงในแปลงนา พื้นที่ปลูกข้าวหอมไชยา ซึ่งต้นข้าว มีอายุประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง แปลงนาเขียวขจี สวยงาม โดยมีสวนปาล์มน้ำมันเป็นแนวประดับฉากหลัง พบปัญหา หอยเชอร์รี่ ทำลายต้นข้าว ให้ได้รับความเสียหายมากพอสมควร ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวนาต้องปวดหัวไม่น้อยเลย บางแปลงถูกหอยเชอร์รี่ทำลาย จนต้องปลูกใหม่ก็มี
และจากการพบกันวันนี้ ก็มีกำหนดนัดหมาย กับชาวนาว่า จะพบกันอีกครั้งในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพื่อดำเนินการเรื่อง GAP ข้าวหอมไชยา ตามกระบวนการและช่วงเวลาการเจริญเติบโตของข้าว ต่อไป

สวัสดีครับท่านสิงห์ ป่าสัก