พุทธิปัญญานิยมกับการสอนภาษาไทย: จากความขัดแย้งสู่การเรียนรู้


การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการแก้ไขความขัดแย้งทางปัญญา
เฉลิมลาภ  ทองอาจ 
คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

 

 

                        “การเกิดต้องเจ็บปวด                              ต้องร้าวรวดและทรมา
            ในสายฝนมีสายฟ้า                                              ในผาทึบมีถ้ำทอง”

                                                                                   (เพียงความเคลื่อนไหว: เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )

 

            แนวคิดสำคัญของกวีนิพนธ์ข้างต้นก็คือ การเร้าให้เราครุ่นคิดว่า  การเกิดขึ้นใหม่ของสิ่งต่างๆ  นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่สะดวกดายอย่างที่ใครหลายคนคิด  เพราะการจะได้มาซึ่งสิ่งใหม่  ย่อมต้องอาศัยการฝ่าฝัน  และการแก้ไขปัญหาของสิ่งเดิม   ดังเช่น  นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคน กว่าที่พวกเขาจะค้นพบทฤษฎีหรือองค์ความรู้ใหม่ได้  ก็อาจะต้องใช้เวลาในการศึกษาและทดลองนานนับปี    หากเรานำแนวคิดนี้มาเทียบกับแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ก็อาจกล่าวได้ว่า ความรู้  ปัญญาหรือความสามารถใหม่ๆ  ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในบุคคลได้โดยง่าย  หรือใช้วิธีการถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง  แต่ความรู้ ปัญญาหรือความสามารถเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการที่บุคคลเผชิญสภาพอันเป็นปัญหา  หรือสภาพที่ทำให้เกิดความขัดแย้งบางอย่างเสียก่อน  นักจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ดังกล่าว ซึ่งมีอิทธิพลมากในการจัดการรียนการสอนปัจจุบันคือ  Piaget

 

            Jean  Piaget (1896-1980)  นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้เสนอทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญา (cognitive  development)  จากการปฏิเสธทฤษฎีเดิมที่อธิบายถึงที่มาของความรู้ว่า  ความรู้เป็นสิ่งที่บุคคลรับมาจากสิ่งแวดล้อมและจิตใจของเราจะทำหน้าที่คัดลอก (copy) ความรู้จากภายนอกและเก็บสะสมไว้      เขาไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้และเสนอความคิดว่า  ความรู้ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกสิ่งต่างๆ ในโลก  แต่เป็นสิ่งอันเป็นผลมาจากการประดิษฐ์หรือสร้างขึ้นมาภายในตัวของบุคคล  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  “ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่จะสอนกันได้  แต่จะต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง”  ดังนั้นการที่เด็กรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ  ก็เป็นเพราะเขาได้สัมผัสและปรับเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้น  ทั้งในด้านการเชื่อมโยง  ผสมผสาน  จำแนกแยะแยะ เปรียบเทียบความเหมือนต่างเป็นต้น  ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า เด็กแต่ละคนสามารถสร้างความรู้หรือ  “เรียนรู้”  เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการซึมซับ (assimilation)  หรือการเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่กับโครงสร้างปัญญาหรือความคิดเดิมที่ตนเองมีอยู่  และกระบวนการปรับเปลี่ยน (accommodation)  โครงสร้างปัญญาให้ประสบการณ์ใหม่นั้นเกิดความหมายหรือเกิดความเข้าใจ  การซึมซับและการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากภาวะอสมดุล (disequilibrium) หรือความขัดแย้งระหว่างประสบการณ์/ข้อมูลใหม่ กับประสบการณ์หรือความรู้เดิมของเด็ก ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน หน้าที่สำคัญของครูก็คือการทำให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดภาวะอสมดุลขึ้น  ภายหลังนักการศึกษาได้เรียนแนวคิดการสอนเช่นนี้ว่า แนวคิดการสอนแบบสร้างความรู้  (constructivist teaching approach)

 

            การสอนให้ผู้เรียนสร้างความรู้หรือการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการที่จะสร้างภาวะอสมดุลจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการใช้คำถาม  การสนทนาที่กระตุ้นให้เกิดความคิด  (provoke  discourse)  และการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติ ศึกษาและทดลองด้วยตนเอง  ปัจจุบัน   การสอนให้ผู้เรียนสร้างความรู้ได้รับการพัฒนาให้มีเป้าหมายและรูปแบบ            การดำเนินการที่ชัดเจนขึ้น เช่น พัฒนาเป็นการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน  (project-based instruction)  แนวคิดการสอนแบบสืบสอบ (inquiry approach)  การสอนเพื่อสร้างความเข้าใจ (teaching for understanding) อย่างไรก็ตาม แนวคิดและรูปแบบการสอนต่างๆ ดังที่กล่าวมา มีลักษณะร่วมอันแสดงให้เห็นพื้นฐานแนวคิดการสอนให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ได้แก่ 

 

                        1.  ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติจริงโดยใช้สื่อหรือวัสดุจริง 

 

                        2.  ผู้เรียนเชื่อมโยงข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่กับประสบการณ์หรือความรู้เดิมของตนเอง

 

                        3.  ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้

 

                        4.  ผู้สอนให้ความสำคัญกับความต้องการและเคารพในการแสดงบทบาทของผู้เรียน         ให้ความสำคัญกับคำถามของผู้เรียน  ลดการบอกความรู้และฟังผู้เรียนให้มากขึ้น  (talking less  and  listening  more)

 

                        5.  ผู้สอนถามคำถามจำนวนมาก และเป็นคำถามปลายเปิดที่ให้ผู้เรียนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งมากกว่าที่จะใช้คำถามที่ต้องการคำตอบเพียงใช่หรือไม่ใช่ หรือคำถามที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว   

 

                        6.  ผู้สอนนำเสนอประสบการณ์ในลักษณะของสถานการณ์ที่เป็นปัญหา  สร้างความสับสนและความสงสัยใคร่รู้แก่ผู้เรียน เพื่อให้พวกเขาเกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างปัญญา (accommodation) ซึ่งนำไปสู่การสืบสอบและการสร้างความรู้ใหม่

 

                        7.  ผู้เรียนจะต้องวินิฉัยคำตอบของตนเองทุกครั้ง ไม่ว่าคำตอบนั้นจะถูกหรือผิด ด้วยการอธิบายเหตุผลประกอบการตอบด้วยว่าเหตุใดจึงตอบเช่นนั้น  นอกจากนี้ ยังจะต้องให้ผู้เรียนอธิบายวิธีการหรือกระบวนการคิดของตนเอง ว่าในการให้ได้คำตอบมานั้น ผู้เรียนใช้วิธีการหรือกระบวนการคิดอย่างไรบ้าง 

 

                        8.  ผู้สอนไม่พึงมีหน้าที่ในการที่จะให้คำตอบแก่ผู้เรียนโดยตรงว่าถูกหรือผิด แต่จะต้องใช้คำถามและให้ประสบการณ์อื่นๆ แก่ผู้เรียนจนกว่าพวกเขาจะสามารถที่จะค้นพบคำตอบ หรือแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง   

 

            จากลักษณะพื้นฐานของการสร้างเพื่อสร้างความรู้ข้างต้น  จะเห็นได้ว่าลักษณะที่สำคัญก็คือการให้ผู้เรียนนั้นเผชิญกับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้นด้วยตนเอง  ปัญหาที่ผู้เรียนเผชิญ ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้จัด   มาให้ ก็คือการสร้างสภาวะอสมดุลหรือความขัดแย้งทางปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย ตั้งสมมติฐาน สืบสอบและสื่อสารการสร้างความรู้ของตนเอง  ด้วยเหตุนี้  ความขัดแย้ง (ทางปัญญา)    จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ  การสร้างความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ ความสามารถใหม่ ย่อมเกิดขึ้นจาการให้ผู้เรียนเผชิญกับปัญหาหรือความขัดแย้ง ที่เขาจะต้องลงมือปฎิบัติและแก้ไขมันด้วยตนเอง เท่าที่ได้กล่าว มานี้ ก็อาจทำให้ใครหลายคนอาจฉุกคิดได้บ้างกระมังว่า  การจัดการศึกษาในทุกวันนี้  “กระตุกต่อมเอ๊ะ!” หรือความขัดแย้งอันจะนำไปสู่ความสงสัยใคร่รู้ให้เยาวชนของเรามากเพียงใด หรือเป็นการศึกษาที่เพียงแค่ให้พวกเขาฟังเพลินๆ  อ่านคร่าวๆ  เล่นเกมขำๆ    ขีดๆ เขียนๆ และนั่งเทียนทำแบบฝึกหัดให้ผ่านๆ ไปวันหนึ่งเท่านั้น 

________________________________________

หมายเลขบันทึก: 451634เขียนเมื่อ 30 กรกฎาคม 2011 17:11 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:50 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี