สถานีความคิด :
ที่รัก......อย่าร้องไห้
(๑)
“ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ...ที่รัก? เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ผมถามภรรยาด้วยความห่วงใย ขณะเธอกลับมาจากทำงานที่มหาวิทยาลัยด้วยอาการอิดโรยและสีหน้าดูเหมือนมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เปล่าค่ะ! สบายดีทุกอย่าง เพียงแต่มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น เลยทำให้รู้สึกเครียดนิดหน่อย” เธอตอบผม
“มีปัญหาจากที่ทำงานหรือเปล่า?” ผมถามเธอด้วยความห่วงใย เนื่องจากไม่เคยเห็นเธอมีอาการแบบนี้มาก่อนเลย ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา
เธอบอกว่า “ไม่ใช่ปัญหาจากที่ทำงานหรอกค่ะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นนอกเวลางาน”
“ไหนลองเล่าให้ฟังซิจ๊ะ ว่าปัญหามันเป็นยังไง? จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้” ผมขอให้เธอเล่าสาเหตุของปัญหาให้ฟัง เพื่อจะได้ช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหาให้อีกทางหนึ่ง
เธอเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเดือนก่อนเธอนำเอาผลิตภัณฑ์เคลือบเงารถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง(ซึ่งเป็นสินค้าขายตรงที่เธอเป็นตัวแทนจำหน่าย)ไปขายให้กับลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่งในหมู่บ้าน ต่อมาลูกค้ารายนั้นได้สั่งให้ลูกน้องล้างรถและนำเอาผลิตภัณฑ์เคลือบเงารถยนต์ชุดดังกล่าวไปใช้ แต่พอเคลือบเงารถยนต์เสร็จแล้ว เมื่อเช็ดน้ำยาออก ปรากฏว่ามีคราบเล็กๆ สีขาวๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด ทำอย่างไรก็ไม่สามารถเอาออกได้ และลูกค้าเชื่อว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากน้ำยาเคลือบรถยนต์ชุดนั้นแน่นอน ก็เลยโทรศัพท์ไปสอบถามเธอและบ่นพอสมควร
หลังเลิกงาน เธอก็รีบขับรถกลับมาที่หมู่บ้านและเข้าไปดูรถยนต์ที่มีปัญหาคันดังกล่าว เธอโทรบอก upline ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นเลย ในขณะที่ฝ่ายลูกค้าเองก็เร่งรัดให้เธอรีบแก้ไขปัญหาให้เสร็จ ก่อนที่สามีจะทราบเรื่อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ เธอก็เลยบอกว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาให้อย่างสุดความสามารถ แต่ขอเวลาปรึกษาและสอบถามวิธีแก้ไขปัญหาจากหลายๆ คนก่อน
เมื่อผมทราบที่มาของปัญหาอย่างนี้แล้ว ก็เลยบอกให้เธอทำใจดีๆ เอาไว้ และขอให้เธอใจเย็นๆ ผมบอกเธอว่าหากเราค่อยๆ คิดก็จะทำให้พบทางออกได้ แต่ถ้าหากเรารีบร้อนเกินไป เราก็จะเป็นเหมือนคนตาบอดที่ไม่มีวันจะค้นพบทางสว่างหรือทางออกได้เลย
“มานี่ซิ! จะกอดให้หายเหน็บหนาว” ผมกล่าวขึ้น เมื่อเธอเดินมาถึง ผมก็รีบโอบกอดเธอไว้ ส่วนเธอก็เอาใบหน้าซบที่ไหล่ซ้ายของผมประดุจดั่งเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังขวัญเสียและต้องการการปลอบโยนจากบิดาของเธอ
ผมเอามือขวาลูบที่ศีรษะของเธอไปมาเบาๆ พร้อมกับพูดกับเธอว่า “ที่รัก.....อย่างร้องไห้น่ะ เข้มแข็ง และอดทนเอาไว้ ผมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดเวลา เรายังมีกันและกันน่ะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และเราจะต้องฟันฝ่าปัญหาไปด้วยกันให้ได้”
“ไม่ร้องไห้หรอกค่ะ มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง ผ่านเข้ามาแล้วไม่นานก็คงจะผ่านไป ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ขนาดที่จะทำให้ถึงกับร้องไห้ได้หรอกค่ะ อย่าห่วงเลยค่ะ ” เธอบอก
“น้องแพรวๆ! ดูซิ พ่อกับแม่กำลังกอดกัน” น้องเพียงพอลูกสาวคนโตของผม รีบบอกน้องแพรวพราวให้ดู เมื่อเห็นผมกับภรรยากำลังยืนกอดกันอยู่
“กอดโตยๆ (กอดด้วยๆ)” น้องแพรวพราวพูดขึ้น จากนั้นทั้งพี่และน้องต่างก็พากันวิ่งมากอดผมกับภรรยาเอาไว้แน่น ทำให้ผมต้องคลายอ้อมแขนจากภรรยามากอดลูกๆ แทน
(๒)
ตอนเย็นของวันต่อมา เมื่อผมทำงานเสร็จ พอกลับมาถึงบ้านผมก็เห็นอาการของภรรยายังไม่ดีขึ้น เธอบอกกับผมว่ากำลังจะไปลองเช็ดหรือล้างรถยนต์เจ้าปัญหาคันนั้นดูอีกครั้งหนึ่ง ผมก็เลยขออาสาติดตามเธอไปด้วย เพื่อจะได้ช่วยเธอแบ่งเบาภาระอีกแรงหนึ่ง
เมื่อไปถึง เธอได้ไปพูดคุยกับลูกค้าคนดังกล่าว ส่วนผมนั้นเอาผ้าอย่างดีไปลองเช็ดคราบเจ้าปัญหาที่ปรากฏอยู่บนตัวรถ ผมพยายามเช็ดและถูอย่างสุดแรงเกิด แต่เจ้าคราบสีขาวเล็กๆ นั้นก็ไม่ยอมออก ผมเลยเริ่มเกิดความสงสัยว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะน้ำยาเคลือบเงารถยนต์ที่ภรรยาผมเอามาขายให้ก็ได้ แต่จะเป็นด้วยสาเหตุใดนั้น ผมเองก็ยังไม่ทราบได้อย่างแน่ชัดนัก บางที....เวลาเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัดขึ้นมาได้
เมื่อภรรยาเดินมาหาผมที่รถ ผมก็บอกเธอว่า ไม่น่าจะเกิดจากน้ำยาเคลือบรถยนต์ชุดนั้นน่ะ แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบ จากนั้นผมก็ลองบอกให้เธอขัดและเช็ดดู ซึ่งก็ยังไม่ได้ผลเหมือนเดิม
เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยแนะนำให้เธอบอกกับลูกค้าว่า จะขอซื้อน้ำยาเคลือบเงารถยนต์ชุดนั้นคืนทั้งหมด ส่วนคราบที่เกิดขึ้นนั้น จะแก้ไขปัญหาให้โดยการนำรถยนต์ไปให้อู่ที่มีเครื่องมือมาตรฐานช่วยแก้ไขให้ โดยภรรยาของผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง จากนั้นเธอก็ได้บอกให้ลูกค้าได้ทราบ และนัดเวลาที่จะนำรถไปที่อู่ซ่อมที่ได้มาตรฐานในตัวอำเภอสันกำแพง ในเวลา 14.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมเห็นภรรยาของผมนั่งเหม่อลอยและเคร่งเครียดเหมือนคนกำลังแบกจักรวาลเอาไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นอาการที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ผมเข้าไปนั่งใกล้ๆ เธอ พร้อมทั้งพูดปลอบใจเธอไปหลายอย่างเท่าที่ผู้ชายบ้านนอกปอนๆ อย่างผมจะสามารถทำได้ เพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจให้มากที่สุด
ผมกับภรรยาแต่งงานกันมาแล้ว 10 ปี ที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ตามวิถีทางที่เราทั้งสองคนได้เลือกที่จะเดินไปด้วยกันตลอดชั่วชีวิต ไม่เคยมีปัญหาใดๆ ต่อกัน ไม่มีสิ่งใดเป็นความลับ มีอะไรก็จะพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา
ผมใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาในหลายๆ มุมมองหรือหลายฐานะด้วยกัน นอกจากเธอจะมีฐานะเป็นภรรยาที่แสนดีและน่ารักของผมแล้ว
บางครั้ง....เธอก็มีฐานะเป็น “เพื่อน” หรือ “กัลยาณมิตร” ที่มีความเข้าใจและห่วงใยผมอยู่ตลอดเวลา
บางคราว....เธอก็มีฐานะเป็นเหมือน “น้องสาว” อีกคนหนึ่ง ซึ่งผมจะต้องห่วงใยและปรารถนาดีต่อเธออยู่ทุกเวลา
บางที.......เธอก็เป็นเหมือน “แม่” ของผม ที่คอยดูแลและเอาใจใส่ผมอย่างทะนุถนอมในยามที่ผมเจ็บป่วยหรือมีความกังวลใจขึ้นมา
แต่ในขณะนี้.....ผมกลับมองเห็นเธอเป็นเพียง “ลูกสาวคนสุดท้อง” ของผม ซึ่งผมจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ปลอบโยน ให้กำลังใจ และยืนอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยประคองให้เธอมีความเข้มแข็ง ไม่หกล้ม และมีกำลังใจในการที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่น
คืนนั้น ผมถามเธอว่า “เหนื่อยไหม? ท้อแท้บ้างหรือเปล่า?”
เธอบอกผมว่า “เหนื่อยนิดหน่อย แต่ไม่ท้อแท้หรอกค่ะ ผ่านมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้ชิลด์ๆ จิ๊บจ๊อยมาก”
“คนดี! โลกมีอยู่สองด้านน่ะ คือ ด้านมืดและด้านสว่าง หากยามใดเรากำลังยืนอยู่ในด้านมืด ขอให้เราจงอดทน เข้มแข็ง และรอคอย....จนกว่าจะพบด้านที่สว่างกว่า” ผมบอกกับเธอไปอย่างนั้น
“ขอบคุณค่ะ! จะจดจำเอาไว้ในใจตลอดชีวิตเลยค่ะ” พูดเสร็จ เธอก็เขยิบเข้ามานอนซบที่ตักของผม ในขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน โดยมีนางฟ้าองค์น้อยทั้งสององค์นอนกอดตุ๊กตาฟังอยู่ด้วยความสงสัยว่า เอ! พ่อกับแม่กำลังคุยอะไรกันอยู่น่ะ
“อยากฟังเพลงไหม? จะร้องให้ฟัง” ผมถามขึ้น เธอตอบว่า “อยากฟังค่ะ ค่ำคืนนี้จะได้นอนหลับฝันดี”
“หนูก็อยากฟังเหมือนกันค่ะ คุณพ่อ! ร้องเลยค่ะๆ” น้องเพียงพอบอกด้วยความกระตือรือร้น
คืนนั้น ผมร้องเพลงให้ภรรยาและลูกๆ ฟัง 2 เพลงรวด
เพลงแรกชื่อ “ยิ่งรักยิ่งคิดถึง” เป็นเพลงเก่าอายุเกือบ 30 ปี ต้นฉบับร้องโดย คุณแสนสุข แดนดำเนิน เป็นเพลงที่ภรรยาของผมชอบฟังเวลาผมร้อง เธอบอกว่าไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งดี เวลาเธอนอนไม่หลับทีไร เธอก็จะขอให้ผมร้องเพลงนี้ให้ฟัง เมื่อผมร้องเพลงนี้จบลงเธอก็จะนอนหลับสนิทและฝันดีทุกครั้ง
ส่วนเพลงที่สองนั้น ชื่อเพลง “เรายังมีกัน” ร้องโดย พี สะเดิด เป็นเพลงที่มีความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้ง สามารถปลอบโยนและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดีในยามที่คนเรามีความทุกข์หรือหม่นหมองใจ
เมื่อผมร้องเพลงจบลง บรรยากาศในห้องนอนก็เงียบสนิท ด้วยว่า....ภรรยาและนางฟ้าองค์น้อยของผมหลับสนิทตั้งแต่ผมร้องเพลงแรกจบลงแล้ว
ผมค่อยๆ ยกศีรษะของภรรยาออกจากตักและค่อยๆ บรรจงวางลงบนหมอน เพื่อให้เธอได้นอนหลับอย่างสบายใจ จากนั้น ผมก็นำหนังสือไปเก็บไว้ และปิดไฟเพื่อนอนหลับตามไปอีกคน
(๓)
วันต่อมา ผมใช้เวลาทำงานเพียงครึ่งวันก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นผมก็รีบขับรถกลับไปบ้าน เพื่อรอเวลานำรถลูกค้าไปแก้ไขที่อู่ซ่อมในตัวอำเภอสันกำแพงที่ภรรยาผมได้ติดต่อล่วงหน้าไว้แล้ว
ประมาณ 13.30 น. ในขณะที่ผมกำลังรอภรรยาอยู่ที่บ้านด้วยความกระวนกระวายใจ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะผิดนัดกับลูกค้า จะทำให้ลูกค้าหมดความเชื่อถือ เธอก็โทรศัพท์มาหาผมด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความสุข เบิกบาน และสบายใจอย่างที่สุด
เธอบอกผมว่า ลูกค้าคนนั้น ตัดสินใจนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปบอกกับสามีของเธอ เมื่อเขาได้ฟังดังนั้น เขาก็หัวเราะดังลั่น พร้อมทั้งเฉลยปัญหาทุกอย่างให้ฟังว่า คราบเล็กๆ สีขาวๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากน้ำยาเคลือบรถยนต์เลย หากแต่เกิดขึ้น เพราะว่าเขา นำสีสเปรย์ไปพ่นตะแกรงเหล็กใกล้ๆ รถยนต์คันนั้น เมื่อหลายเดือนก่อน แล้วละอองสีก็ปลิวไปติดที่รถยนต์ แต่ยังไม่ได้เอาไปแก้ไข พอลูกน้องล้างรถและเคลือบน้ำยาเสร็จ พอเห็นคราบดังกล่าว ก็เลยคิดว่าเกิดจากน้ำยาเคลือบรถยนต์ชุดนั้น
ในที่สุด เรื่องราวเครียดๆ ที่เกิดขึ้น ก็จบลงแบบโอละพ่อ! หักมุม จนปรับอารมณ์แทบไม่ทัน
ค่ำวันนั้น เมื่อภรรยาของผมกลับมาถึงบ้าน เธอก็รีบเดินมาหาผม แล้วก็โผเข้ามากอดผมเอาไว้แน่นอย่างมีความสุขและสบายใจที่สุด
“ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ที่คอยให้กำลังใจ เอาใจช่วย และอยู่เคียงข้างเสมอมา” เธอบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เราทั้งสองคือคนๆ เดียวกันน่ะ มีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยกันแก้ไข หากเรามีกันและกันอยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถที่จะก้าวผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ได้เสมอ” ผมบอกกับเธอ พร้อมทั้งเอามือขวาลูบไปที่ศีรษะของเธออย่าทะนุถนอม
“อืม! มีสามีที่อายุมากกว่า(6 ปี) ก็ดีอย่างนี้เองเน๊าะ คิคิคิ” เธอพูด พร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ในขณะที่ผมเองก็พลอยยิ้มและหัวเราะไปด้วยอย่างสุขใจ
(๔)
ในยามที่เราเหนื่อยล้า อ่อนแอ หรือมีความทุกข์ สถานที่แห่งแรกที่เราคิดถึงและอยากจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นให้มากและนานที่สุด ก็คือ “บ้าน” หรือ “ครอบครัว” ของเราเอง
“บ้าน” หรือ “ครอบครัว” จะมีความสุขและอบอุ่นหรือไม่นั้น ก็ย่อมขึ้นอยู่กับตัวของผู้ที่อยู่อาศัยเองว่าต้องการจะให้เป็นไปอย่างไร
หากเราทำตนให้เป็น “เทพบุตร” หรือ “เทพธิดา” อยู่ตลอดเวลา
“บ้าน” หรือ “ครอบครัว” ของเรา ก็จะกลายเป็น “วิมาน”
และ โลกที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือ “สรวงสวรรค์”
เพลง "เรายังมีกัน"
ร้องโดย "พี สะเดิด"
สวัสดีค่ะ
อ่านจนจบ และรู้สึกดีเหลือเกิน...
มีความสุขนะคะ คิดถึงตัวเอง...
ก็เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีกันและกันค่ะ
ขอบคุณเรื่องราวดีๆนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเทพบุตรฯ
อ่านแล้วได้ยิ้มๆ แม้ในยามซึมๆ เรื่องเศร้าๆ
บันทึกน่ารัก คิดถึงคู่รักวัยดึก ขอบคุณค่ะ
มาชมภาพบรรยากาศความรัก ความอบอุ่นค่ะ
นึกภาพตามแล้ว เห็นความรักและความอบอุ่นของครอบครัวพี่ค่ะ
ร่วมเป็นกำลังใจให้นะค่ะ
เป็นบันทึกที่.....
โรแมนติกมากครับ
สวัสดีครับ คุณป้าลำดวน
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่คอยติดตามให้กำลังใจมาตลอด
ความสุข....เราสามารถเนรมิตขึ้นได้ทุกขณะนะครับ
ถ้าเพียงแต่เราจะลงมือทำจริงๆ (ด้วยตนเอง)
ขอบคุณครับผม
สวัสดีครับ คุณ Poo
หากผมเป็นเทพบุตรจริงๆ
ผมว่า...คุณ Poo ก็เป็น "เทพธิดา"ด้วยเหมือนกันนะครับ
ในขณะที่ "คู่รักวัยดึก" ก็เป็นเทพบุตรเช่นเดียวกัน
ในฐานะที่เขาคอยทำหน้าที่ดูแลเทพธิดาอย่างดีมาตลอด
ขอบคุณที่คอยให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอครับ
สวัสดีครับ คุณอาร์ม
ขอให้คุณอาร์มมีความรักงดงามและอบอุ่นเช่นกันนะครับ
ขอให้เป็น "เทพธิดา" ที่แสนดี สำหรับทุกๆ คนใน GTK ด้วยครับ
สวัสดีครับ คุณหมออดิเรก(ทิมดาบ)
ขอบคุณมากๆ ครับ สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมา
ผมเขียนไปตามเหตุการณ์และความรู้สึกที่ผมมีนะครับ
มารู้ตัวว่า..."โรแมนติก" ก็ตอนที่คุณหมอบอกนิแหละครับ (คิคิคิ)
ขอบคุณมากๆ เลยครับ
มีความรัก ความเข้าใจ ความห่วงใย
และความซื้อสัตย์ สังคมไทยคงอบอุ่นและมี
ความสุขมากกว่านี้
....อยากจะอยู่ใน..สรวงสวรรค์...นั้นอีกครั้ง...แม้ว่าเวลาจะเปลี่ยนไป..กับความร่วงโรย..เพพธิดา..เทพบุตร..หยุดสวรรค์..เติมเต็มความรัก..ในวิมาน..อันว่างเปล่า...เทพบุตรเกิดหยุด..หัวใจ......(..อ้ะๆๆๆ..ยาย..ก็..มีโรแมนติก..กะเขาเหมือนกัน..เนอะ..)...สวัสดีค่ะกับข้อความ..เบาๆน่าอ่านที่แบ่งปันเจ้าค่ะ...ยายธี
อบอุ่นและงดงามน่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ คุณธรรมทิพย์
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาให้กำลังใจ
วิมานและสรวงสวรรค์มีอยู่ในทุกๆ ครอบครัวนะครับ
ถ้าเพียงแต่เราจะลองค้นหามันจริงๆ
ขอบพระคุณมากๆ ครับผม
สวัสดีครับ คุณยายธี
ความเป็น "เทพธิดา" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือกาลเวลานะครับ(เป็น "อกาลิโก")
หากแต่ขึ้นอยู่กับ "ความงดงามแห่งจิตใจ" ซึ่งสถิตอยู่ภายในใจของเราเอง
และ "สรวงสวรรค์" ก็มีอยู่ในทุกหนแห่งที่เราปรารถนาอยากจะให้เป็น
คุณยายธีเอง ก็เป็น "เทพธิดา" องค์หนึ่งเหมือนกันนะครับ
และความสุขใจที่คุณยายมีอยู่ในทุกขณะ นั่นแหละ คือ "สรวงสวรรค์" ครับ
ขอบคุณมากๆ ครับ
สวัสดีครับ คุณหนูรี
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาให้กำลังใจ
ในความคิดของผม... คุณหนูรีเอง ก็เป็น "เทพธิดา" อีกองค์หนึ่งเหมือนกันนะครับ
ในฐานะที่คอยทำหน้าที่แนะนำและให้ความรู้ต่างๆ แก่ผู้อื่น
จนทำให้ผมรู้วิธีนำรูปขึ้นไปไว้ในบันทึกได้
ขอบคุณความเป็น "เทพธิดา" ที่มีอยู่ในจิตใจของคุณหนูรีมากๆ เลยครับ
ความรักเป็นสิ่งที่เราต้องการ ผมขอมอบเพลงนี้ที่ผมเคยแต่ง และร้องเล่นๆมาให้ฟังครับ อ่านบันทึกนี้แล้วประทับใจในคำที่เรียกว่า ความรักเพิ่มมากขึ้นจริงๆครับ
สวัสดีครับ คุณ Peter P
ขอบคุณมากๆ ครับที่แวะเข้ามาเยี่ยม
ดีใจมากครับที่ได้รู้จักคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันและพูดภาษาบ้านเกิดของผมได้ด้วย(ภาษาเขมร)
ผมได้ฟังเพลง "ความรักเป็นสิ่งที่เราต้องการ" เรียบร้อยแล้วนะครับ
ไพเราะมากๆ และความหมายดีด้วยครับ
เจียละออซกสะบาย...ออลกุน จะนับๆ เด้อ
สวัสดีค่ะ...
มาร่วมชื่นชมกับความรัก ความอบอุ่น และความรู้สึกที่งดงามด้วยคนค่ะ
จริงๆแล้วในแต่ละวันที่ผ่านไป ขอเพียงได้จบวันด้วยความรู้สึกดีดีอย่างนี้ก็เกินพอแแล้วนะคะ
ขอเป็นแรงใจให้อีกหนึ่งคนค่ะ
สวัสดีครับ คุณปริม
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาให้กำลังใจ
ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองนะครับ สุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่เราคิดและสิ่งที่เราทำ
ในแต่ละวัน...เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้นได้ในทุกขณะ ถ้าเพียงแต่เราจะลงมือทำจริงๆ
ที่ผ่านมา....ผมก็มีทุกอารมณ์นะครับ ทั้งสุข ทุกข์ เศร้า เหงา ซึม และอื่นๆ
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปและวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผมรู้จัก "คิดบวก" โดยการมองโลกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อสรรพสิ่งอยู่เสมอ เลยทำให้ผมมีความสุขกับทุกๆ ช่วงเวลา และโลกในปัจจุบันของผมก็เลยเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและรอยยิ้มเกือบตลอดเวลา
ขอบคุณมากๆ อีกครั้งนะครับ สำหรับแรงใจที่มอบให้ครับ
อ่านด้วยความ ชื่นใจค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์ ภูสุภา
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ
ผมเข้าไปอ่านบันทึกของอาจารย์ประจำนะครับ
เพียงแต่ไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นเท่าไหร่
ขอบคุณมากๆ นะครับ