วันนี้ (๑๒ กค. ๔๙) ออกไปวิ่งออกกำลังตอนเช้าพร้อมกับฟังวิทยุ FM 101      ฟังการสนทนาระหว่าง คุณสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้จัดการเครือข่ายงดเหล้า ของ สสส.  กับ คุณธีรภัทร วัฒนาภิรมย์ ผู้จัดรายการวิทยุ     เรื่องการควบคุมสุรา     ตอนแรกไม่รู้ว่าผู้พูดเป็นใครก็นึกชมว่าพูดคล่อง น่าฟัง  และรอบรู้มาก     พอฟังไปเรื่อยๆ รู้ว่าเป็นคุณสงกรานต์ก็ไม่แปลกใจ

         คุณสงกรานต์ชี้ให้เห็นโทษของการดื่มสุราที่นำไปสู่พิษภัยในสังคมสารพัดด้าน     และชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเงินจากธุรกิจน้ำเมา      การแก้ไขและป้องกันปัญหาเชิงระบบ เชิงนโยบายจึงไม่เต็มที่     คล้ายๆ ปากว่าตาขยิบ     คงไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้นะครับ  คงจะเกือบทุกรัฐบาลในโลก

         เราเรียกสุราว่าน้ำเมา ตรงความหมายดีแท้     คนดื่มเพื่อเมา     เมาแล้วขาดสติ     ดูเหมือนว่าคนเราจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตช่วงมีสติไม่น่ารื่นรมย์     ต้องทำให้ขาดสติจึงจะเป็นชีวิตที่ดี     แปลกแท้ๆ     มันต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาอยากหนีโลกแห่งความเป็นจริง     ไปสู่โลกปลอมๆ ชั่วคราว      ฟันธงแบบง่ายๆ ชีวิตตามปกติของเขาไม่มีความสุข     ต้องทำให้ขาดสติจึงจะมีความสุข

        ทักษะในการมีชีวิตสุข โดยไม่ต้องเสพ หรือมี หรือประพฤติ สิ่งที่ก่อโทษ (ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และผู้อื่น) จึงเป็นทักษะชีวิตที่มีค่ามาก     คนที่มีทักษะนี้ ชีวิตจะเบาสบาย      มีความสุขในชีวิตโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียเงินน้อย     เรียกว่า ชีวิตที่พอเพียง     ยิ่งมีความสุขโดยการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แก่สังคม ยิ่งถือว่าโชคดี     หรือถือได้ว่า "ยิ่งได้กำไร"    โดยที่ "กำไร" นั้น ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ      แต่เป็น "อริยทรัพย์" คือทรัพย์ทางธรรม  ทรัพย์ทางสังคม  ทรัพย์ด้านใน

          เมื่อตอนเด็กๆ อายุสัก ๖ - ๗ ขวบ จนถึงประมาณสิบขวบ ผมเป็นพนักงานขายเหล้า     เหล้าโรงที่น้ำสีขาว ใส่ในขวดสีคล้ำ ปิดจุก คอร์ก ราดด้วยครั่งสีแดงและปิดอากรสุราแถบยาวๆ     โดยขายเป็นเท (๑๖ ขวด) หรือครึ่งเท    ผมมีหน้าที่เอาขวดเปล่าใส่ลังเหล้า    หรือเอาขวดเหล้าใส่ลังแปดขวด ในกรณีเขาซื้อครึ่งเท    ผมยกไม่ไหวเพราะตัวยังเล็ก    บ้านผมเป็นเอเย่นต์ขายเหล้า     ไม่ได้ขายปลีก    หลังจากนั้นพอผมอายุสิบขวบกว่าๆ ก็เห็นว่าบ้านผมเลิกขายเหล้า     มาถามพ่อว่าทำไมจึงเลิกเสีย (เพราะรายได้ดี ไม่มีการขาดทุน) เมื่อผมอายุเกือบหกสิบ     พ่อบอกว่าเพราะปู่ขอร้องให้เลิก เพราะเป็นอาชีพที่เป็นโทษต่อผู้อื่น

         ตอนนี้ผมดื่มเหล้าครับ ไม่ใช่ไม่ดื่ม     แต่ดื่มเป็นยา  ไม่ใช่เพื่อให้เมา     ผมต้องการฝึกสติ ไม่ต้องการชีวิตที่ขาดสติ ไม่ว่าจะช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม     การดื่มเหล้าของผมเป็นการดื่มตอนเย็นเมื่อรู้สึกเพลีย      ดื่มวิสกี้ผสมน้ำเย็น หรือยินผสมมะนาวและน้ำเย็น    ดื่มแล้วร่างกายสดชื่นขึ้นและทำงานต่อได้    ดื่มครั้งละแก้วเดียว     แต่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ     บางเดือนไม่ได้ดื่มเลย     บางช่วงอาจจะดื่มทุกวัน     ช่วงที่มะนาวที่บ้านออกลูกก็ดื่มบ่อยหน่อย     ดื่มไปชื่นชมมะนาวของภรรยาไปด้วย     ทำให้บ้านมีความสุข (ก็อยู่กันสองคนแค่นี้แหละครับ)

         ปู่ผมไม่ดื่มเหล้า     ในวันพระปู่นุ่งขาวห่มขาวไปฟังธรรมที่วัดและถือศีลแปด     ไม่กินอาหารเย็น   ปู่เคยบวชพระถึงสองครั้ง  และมีความรู้มากจากการ "บวชเรียน"      พ่อผมทำงานหนัก ตกเย็นก็จะเมื่อยขบไปทั้งตัว      พ่อแก้โดยให้ผม (หรือน้อง) ช่วยเหยียบ  และดื่มเหล้า     บางวันพ่อกลับมาจากร้านเหล้าใกล้บ้านและพูดเสียงดัง     แม่จะบอกว่า "วันนี้เตี่ยเมา"     ถ้าเมามากๆ แม่จะโวยวาย  คล้ายๆ เมาทับคนเมา      พอพ่อเป็นโรคความดันโลหิตสูงและหัวใจวาย     ผมบอกให้เลิกเหล้า พ่อก็เลิกเด็ดขาด     ผมสังเกตว่าคนในครอบครัวผมใจแข็ง  ไม่ตกเป็นทาสสิ่งเสพติดง่ายๆ   

วิจารณ์ พานิช
๑๒ กค. ๔๙