8 มกราคม 2554
แรงบันดาลใจอยากศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องชุมชนและท้องถิ่น ด้วยเห็นว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”  ปัจจุบันแตกหน่อขยายมาจาก “ผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” และ ปัจจุบันปรากฏว่ามีวิสาหกิจที่เป็นชุมชนแท้ ๆ เกิดเพิ่มเติมมาอีก ก็คือ “วิสาหกิจชุมชน” แต่การศึกษาปัญหานี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวโยงถึงเรื่องระบบเศรษฐกิจ  ฉะนั้น การศึกษาในเรื่องของ “กฎหมาย” จึงมีข้อจำกัด

1.สภาพและความสำคัญของปัญหา
หัวใจของระบบเศรษฐกิจ (Economy System) อยู่ที่การผลิต (Production) ซึ่งมีปัจจัย (Factor) การผลิตที่สำคัญ คือ (1) ที่ดิน (Land) (2) แรงงาน (Labour) (3) ทุน (Capital) และ (4) ผู้ประกอบการ (Entrepreneurships) โดยเฉพาะ “ทุน” ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบเศรษฐกิจ  และในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะต้องอิงกับระบบเครดิต (Credit System) หรือ ระบบสินเชื่อ  “กฎหมายล้มละลาย” จึงมีความสำคัญในการสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการค้า หรือ นักลงทุน (Trader and Investor)
และในบรรดากิจการค้าพาณิชย์ที่สำคัญอันถือได้ว่าเป็น “รากหญ้า” (Grass root) ของประเทศประเภทหนึ่งก็คือ “วิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม” (Small and Medium Enterprises) หรือเรียกย่อว่า “SMEs” เพราะเป็นฐานรากที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะในท้องถิ่นชุมชน ซึ่งสามารถพัฒนารูปแบบกิจการค้าพาณิชย์ให้ขยายใหญ่ หรือ แข็งแกร่งได้ อันมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ และจากข้อมูลปี 2552 พบว่า จำนวน SMEs ที่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อม มีอยู่จำนวน 2.88 ล้านแห่ง คิดเป็นร้อยละ 99.4 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด (ข้อมูล สสว.2553)
การที่รัฐมีนโยบายส่งเสริม SMEs ย่อมทำให้ฐานรากของเศรษฐกิจเข้มแข็งได้ทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม SMEs ต่าง ๆ ย่อมมีลักษณะแตกต่างกัน  ในการดำเนินการกิจการค้าพาณิชย์ย่อมประสบปัญหาทางด้านการเงิน หรือ ประสบปัญหาลู่ทางใน “ทางการค้าและการลงทุน” เป็นธรรมดา อาทิเช่น ขาดแหล่งเงินทุน ขาดการส่งเสริมด้านการตลาด ศักยภาพในการแข่งขันมีน้อย จนกระทั่งประสบปัญหาทางการเงิน ขาดทุน มีหนี้สินได้
ในจำนวน SMEs นั้น ยังสามารถแยกขนาดของ SMEs ลงไปได้อีก เพราะยังมี SMEs ที่เป็น “วิสาหกิจขนาดย่อม” (Small Enterprises : S) อีกประเภทหนึ่งที่เล็กมาก เป็นบุคคลธรรมดาที่ส่วนใหญ่ไม่จดทะเบียน  ซึ่งแยกได้เป็น “วิสาหกิจขนาดเล็ก” และ “วิสาหกิจรายย่อย” (Micro Enterprises : MEs) จากรายงานการวิจัยของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ในปี 2550, 2551, และ 2552 พบว่าปี 2552 วิสาหกิจรายย่อย (MEs) มีเป็นจำนวนมากถึง 1.89 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 65.7 ของจำนวน SMEs ทั้งหมด  (ข้อมูล สสว.2553)

สรุปข้อมูลคร่าว ๆ ได้ว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อม (S) และ ในจำนวน วิสาหกิจขนาดย่อม S นี้แยกเป็น วิสาหกิจรายย่อย (MEs) ถึงร้อยละ 65.7 ฉะนั้น ในสภาวะโลกปัจจุบันที่มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การศึกษาเรื่อง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs รวมไปถึง วิสาหกิจรายย่อย หรือ Micro Enterprises หรือ MEs ในสภาวะโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันเสรีทางด้านการค้าสูง จึงมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อทราบลักษณะปัญหาต่าง ๆ ของวิสาหกิจรายย่อย หรือ MEs นั้น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ต่อไป

2.วัตถุประสงค์ของการศึกษา
2.1 เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ในประเทศไทย 
2.2 เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎี ปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เกี่ยวกับกฎหมายล้มละลาย และการป้องกันการล้มละลายของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs และวิสาหกิจรายย่อย หรือ MEs โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการทางปกครองตามกฎหมายล้มละลาย

3.นิยามศัพท์
“วิสาหกิจ” หมายความว่า กิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง กิจการค้าปลีก หรือกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 3 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543)

“วิสาหกิจขนาดกลางหรือวิสาหกิจขนาดย่อม” (Small and Medium Enterprises หรือ SMEs) ได้แก่ วิสาหกิจที่มีจำนวนการจ้างงานมูลค่าสินทรัพย์ถาวร หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 4 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543)

“วิสาหกิจรายย่อย” (Micro Enterprises :MEs) หมายถึง วิสาหกิจที่มีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และไม่จดทะเบียนพาณิชย์ (เป็นคำนิยามที่กำหนดโดย สสว.)

4.การเจาะตลาดต่างประเทศของ SMEs
ด้วยข้อจำกัดของ SMEs ที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 99 ของวิสาหกิจทั้งหมด) ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไม่อาจแข่งขันกับวิสาหกิจขนาดใหญ่ได้ และประเทศไทยเปิดเสรีด้านการลงทุน การบริการ และการค้า
รัฐบาลได้มีแผนการตลาดที่จะระดมแผนหนุนเศรษฐกิจ โดยการเจาะตลาดต่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปี 2554 นี้  หากพิจารณาเรื่องการตลาด หรือการลงทุนในต่างประเทศแล้ว ถือว่า ตลาดเป็นของไทย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ทำให้ค่าของเงินบาทแข็งค่า ทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตส่งออกจาก SMEs แต่การที่ SMEs จะไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ไทยจะได้เปรียบกว่า ด้วยค่าของเงินบาทที่แข็ง  และในทางกลับกัน สินค้านำเข้าจะเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย  ฉะนั้น SMEs ของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคใช้สอยภายในประเทศก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย  ฉะนั้น SMEs ซึ่งรวมทั้ง วิสาหกิจรายย่อย หรือ MEs ก็เช่นกัน ก็ต้องปรับกลยุทธในการผลิต และ การตลาดด้วย

ด้วยปัจจัยทุนในการผลิต อันเป็นผลมาจากการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบ (ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธกส. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจฯ) และแหล่งสินเชื่อกึ่งในระบบ (ได้แก่ สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต) ก็จะทำให้สถานการณ์ด้านการเงินของ SMEs แข็งแกร่งขึ้น

ด้านการกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศนั้น ปี 2554 กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าส่งออกที่จะขยายตัวประมาณ 10% มีมูลค่าประมาณ 207,910 - 209,586 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทประมาณ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันที่ 67-77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เศรษฐกิจโลกและตลาดการค้าที่สำคัญในปีหน้ายังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2553 แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลง โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำงานบูรณาการร่วมกันกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้จะเน้นในเรื่องของการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะส่งเสริมผลักดันให้ออกสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีประสบการณ์การส่งออกมาแล้ว และประเภทที่ยังไม่เคยหรือไม่มีประสบการณ์การส่งออกโดยตรง จะกำหนดยุทธศาสตร์แผนงานโครงการต่างๆให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการในแต่ละประเภท ซึ่งจะดำเนินการใน 4 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถและสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ , พัฒนาตลาด , พัฒนาเครือข่ายคลัสเตอร์ในธุรกิจกลุ่มต่างๆ และให้ความช่วยเหลือด้านการเงินลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ โดยจะเริ่มตั้งแต่การพัฒนาความรู้ในด้านต่างๆ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ

ในส่วนของการเจาะตลาดต่างประเทศ จะขยายตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น ตลาดอาเซียน จีน อินเดีย และรัสเซีย เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ทดแทนตลาดหลักที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่จะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการบนพื้นฐานของการสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างตราสินค้า นวัตกรรม การสร้างสรรค์ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการค้าในโลกยุคใหม่
(ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์, 4 มกราคม 2554 [Online]., Available URL :  http://www.managerweekly.com/)

5.ปัญหาทางการเงินของวิสาหกิจ SMEs ในประเทศไทย
ตามรายงานสถานการณ์ของ สกว. ปี 2552 พบว่า ปัญหาทางการเงินของ SMEs คือ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม,2553,Ibid.)
5.1 ขาดการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ควรสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มเป้าหมายใด จึงเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในลำดับถัดไป รวมถึงไม่มีการแบ่งกลุ่มการส่งเสริมสำหรับธุรกิจขนาดย่อม (S) ธุรกิจขนาดกลาง (M) หรือหลักเกณฑ์การส่งเสริมตามขนาดธุรกิจ (Size) หรือตามระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ (Stage) ซึ่งหากมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและเหมาะสมจะทำให้สามารถมีเงินกู้ระยะสั้น / ระยะ ยาวที่เกิดประโยชน์กับ SMEs มากกว่าเงินกู้นอกระบบที่ SMEs ใช้อยู่ ซึ่งในทัศนะของผู้วิจัย เห็นว่า ประเทศไทยควรสนับสนุนวิสาหกิจขนาดย่อมที่มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาไปเป็นวิสาหกิจขนาดกลาง เนื่องจาก ทุกธุรกิจย่อมมีการเติบโตเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ดังนั้น การสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐควรเป็นการเร่งกระบวนการดังกล่าวให้เร็วขึ้นหรือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด
5.2 ข้อมูลการประกอบการ แทนที่จะเป็นปัญหาของภาครัฐและสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียวผู้ประกอบการ SMEs เองก็ควรต้องช่วยตนเองด้วย โดยการเก็บข้อมูลทางธุรกิจและเปิดเผยข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินด้วยเช่นกัน รวมถึงให้ภาครัฐได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ครบถ้วนเพื่อการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม

นอกจากนั้น คำแนะนำปรึกษาสำหรับการบริหารจัดการทางการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับ SMEs หรือ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงแต่มีความสามารถในการทำกำไร
มีข้อมูลการเข้าถึงสินเชื่อพบว่า สัดส่วนสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.8 ของการให้เงินกู้ทั้งหมด การเข้าถึงเงินกู้ของ SMEs คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของ SMEs ในประเทศไทยที่มีจำนวน 2,290,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

6.ปัญหาอุปสรรคในการปรับโครงสร้างหนี้ของ SMEs
ตามผลการศึกษาของ วิชา  มหาคุณ (วิชา, 2548, Ibid.)พบว่า การปรับโครงสร้างหนี้โดยสำนักงานคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (สปน.) ประสบผลสำเร็จในจำนวนที่น้อยมาก เพราะ การปรับโครงสร้างหนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้าหนี้และลูกหนี้มิใช่เป็นบทบัญญัติของกฎหมาย และเป็นหนี้ที่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเท่านั้น ที่เกรงว่าจะเป็นหนี้สูญ (NPLs)     ซึ่งปกติเจ้าหนี้ของ SMEs อาจมีเจ้าหนี้อื่นที่มิใช่สถาบันการเงินก็ได้

นอกจากนี้ SMEs มีจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศติดตามดูแลยาก และกิจการมีขนาดเล็กมีทรัพย์สินน้อยไม่เพียงพอเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ อีกทั้ง SMEs ยังมีระบบบัญชีที่ไม่ได้มาตรฐาน

เรื่องนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของ จีรพรรณ และคณะ ที่ได้ศึกษาการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของ SMEs ภาคเหนือว่า เข้าแหล่งสินเชื่อที่เป็นสถาบันการเงินได้น้อย แต่จะใช้ทุนส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ (จีรพรรณ และคณะ,2551.,Ibid.)

สำหรับการฟื้นฟูกิจการตามกระบวนการของพระราชบัญญัติล้มละลาย ของ SMEs นั้น เมื่อพิจารณาดูปัญหาอุปสรรคของการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เห็นว่า SMEs ส่วนใหญ่ เป็นกิจการที่มีขนาดเล็ก หรือ เล็กมาก ตามข้อมูลพบว่า เป็น วิสาหกิจรายย่อย (MEs) ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก (ผู้จ้างงานไม่ถึง 5 คน) และส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดาไม่จดทะเบียนพาณิชย์ มีเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 64 ของจำนวน SMEs ทั้งหมด ฉะนั้น  โอกาสที่ SMEs ที่เป็น MEs จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจึงแทบไม่มี  ด้วยเงื่อนไข สภาพตัวของกิจการที่มิได้เป็นบริษัทจำกัด หรือ บริษัทมหาชนจำกัด จำนวนทุนที่น้อย ย่อมไม่มีโอกาสที่จะมีหนี้สินถึงจำนวน 10 ล้านได้เลย

7.บทสรุปและข้อเสนอแนะ

7.1 บทสรุป
การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Orders) โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันถูกบริหารจัดการโดย “องค์การการค้าโลก” (World Trade Organization : WTO) ซึ่งเป็นการจัดการค้าขายโดย “บรรษัทข้ามชาติ” (Corporate Managed Trade) ไปทั่วทุกมุมโลก โดยมีการขยายเขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) ประเทศไทยย่อมรับผลพวงจากการดำเนินการนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ SMEs ถือได้ว่าเป็นหน่วยการผลิตที่สำคัญของประเทศ ด้วยจำนวนที่มีเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมถึงการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่ท้องถิ่นและชุมชน กล่าวคือ ข้อมูลปี 2552 ระบุว่ามีจำนวน SMEs ถึง 2.88 ล้านหน่วย  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.4 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็น “วิสาหกิจรายย่อย” (Micro Enterprise : MEs) ถึงร้อยละ 65.7 และมีการจ้างงาน SMEs จำนวน 8.26 ล้านคน และ  MEs จำนวน 3.15 ล้านคน

สำหรับวิสาหกิจ  MEs นั้นเป็นวิสาหกิจที่เล็กมาก มีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ มีต้นทุนน้อย  โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนน้อย  ดังนั้น ความยากในการเข้าถึงแหล่งทุนจึงอาจนำไปสู่การกู้นอกระบบ หรือใช้เงินส่วนตัวดำเนินการเอง

หลักการสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของกฎหมายล้มละลายก็คือ “หลักลูกหนี้ต้องสุจริต” (Good faith)ในด้านการป้องกันการล้มละลาย หรือ อีกนัยหนึ่ง ตามหลักกฎหมายล้มละลายสมัยใหม่ ก็คือ “การป้องกันการล้มละลาย” (Preventive) นั้น มีมาตรการหลายประการที่จะป้องกันไม่ให้มีการล้มละลาย  นับตั้งแต่กระบวนการป้องกันตนเองในการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กร ทำให้มีสถานะมั่นคง  กิจการก้าวหน้า ไม่มีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือแหล่งสินเชื่อต่าง ๆ รวมไปถึงมาตรการทางด้านกฎหมายต่าง ๆ ที่มิใช่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย อันเป็นกระบวนการนอกศาล ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Debt’s Restructuring) การประนอมหนี้(Composition) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation) หรือ การประนีประนอมยอมความ (Compromise) เหล่านี้ล้วนถือเป็น “มาตรการทางปกครอง” ที่สำคัญที่จะช่วยให้การป้องกันการล้มละลายของ SMEs และ MEs ทำให้ลูกหนี้ไม่มีโอกาสการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายได้

สำหรับมาตรการในกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลายนั้น เห็นว่า SMEs และ MEs ไม่มีโอกาสที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการด้วยข้อจำกัดที่เป็นกิจการขนาดเล็ก ไม่จดทะเบียน โอกาสที่จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการจึงเป็นไปไม่ได้ 

7.2 ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาได้พบข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับ SMEs และ MEs จึงขอเสนอแนะบางประการ ดังนี้

7.2.1 ด้านเงินทุน
เห็นว่าโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs และ MEs มีน้อย ควรเปิดโอกาสให้มีโอกาสให้มากขึ้น  โดยให้นำแนวคิดเรื่อง “micro finance” ในเรื่อง “ธนาคารคนจน” ตามแบบของโมฮัมเม็ด ยูนูส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบล มาใช้  ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็ได้มีความคิดที่จะเปิด “ธนาคารคนจน” โดยมอบหมายให้บริษัทไปรษณีย์ไทยรับไปดำเนินการ

7.2.2 ด้านแรงงาน
ควรมีการพัฒนาทักษะฝีมือให้มีมาตรฐาน โดยการควบคุมคุณภาพการผลิต และการบริหาร  เช่น มาตรฐาน สมอ. หรือ มผช.(มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) หรือ ให้มีการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพราะ SMEs และ MEs ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งมีเอกลักษณ์ของแต่ละแห่งแตกต่างกันไป  การได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นสิ่งดี และคุ้มครองเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไปในตัวด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

7.2.3 ด้านผู้ประกอบการ
ควรมีการอบรมแนะนำให้ความรู้ทางด้านการบริหารงาน โดยเฉพาะเทคนิคทางด้านการตลาด และ บรรจุภัณฑ์  เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก หรือ ตลาดภายในท้องถิ่นอื่น อีกทั้งการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ยังอาจทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย

7.2.4 เงื่อนไขการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู
เนื่องจาก SMEs และ MEs แทบไม่มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้เลย จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติล้มละลายใหม่  โดยลดเงื่อนไขการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูให้ง่ายขึ้น ได้แก่ การให้บุคคลธรรมดาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้, การแก้ไขถ้อยคำ “มีหนี้สินล้นพ้นตัว” เป็น “ขาดสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว” (Lack of Liquidity or Temporary of Liquidity) การลดจำนวนเงินหนี้สิน ตามมาตรา 90/4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ลงมาจาก 10 ล้านบาทให้เหลือน้อยลง ซึ่งอาจมีคณะทำงานศึกษาหาอัตราที่เหมาะสมต่อไป ด้วยเห็นว่า ยอดหนี้สินจำนวน 10 ล้านบาทเป็นยอดที่สูงมากเกินไป  นอกจากนี้การใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ควรนำมาตรการหยุดพักชำระหนี้ (Automatic Stay) ตามมาตรา 90/12 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาใช้ด้วย เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่สุจริต

7.2.5 ข้อแนะนำอื่น ๆ ควรมีการปลูกฝังวินัยทางด้านการเงินการคลังแก่ประชาชน ไม่ว่าจะโดยวิธีใด โดยออกเป็นกฎหมาย หรือ ออกเป็นมาตรการเป็นการทั่วไปเพื่อให้มีผลบังคับด้วย  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้ระบุไว้ในมาตรา 83 ว่า “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียง” รัฐได้นำไปกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 มาตรา 3 “วิสาหกิจชุมชน หมายถึง กิจการชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกัน และรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใด หรือไม่เป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน และระหว่างชุมชน” เป็นต้น