(1.) คณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ( “ คปน. ” ) หรือ The Corporate Debt Restructuring Advisory Committee (“CDRAC”)
(2.) คณะอนุกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และ
(3.) สำนักงานคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ( “ สปน. ” ) ซึ่งเป็นส่วนงานหนึ่งในธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย องค์กรทั้ง 3 องค์กรจะเป็นตัวกลางในการประสานงาน และสนับสนุนให้มีการปรับ โครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายใหญ่ซึ่งได้รับเลือก หรือสมัครใจเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของคปน. หรือ CDRAC โดยกำหนดให้สถาบันการเงินทั้งหลายซึ่งมีภูมิลำเนาภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้น ในประเทศไทยหรือในต่างประเทศก็ตามรวมทั้งลูกหนี้ รายใหญ่ ซึ่งทางสปน. จะกำหนดให้เข้าร่วมลงนามในสัญญา ระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ (Debtor-Creditor Agreement on Debt Restructuring Process หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า Debtor-Creditor Agreement) และได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายลงนามในสัญญาระหว่างเจ้าหนี้ (Inter-Creditor Agreement on Restructure Plan Votes and Executive Decision Panel Procedures หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Inter-Creditor Agreement)ซึ่งสัญญาทั้งสอง ได้กำหนดกติกา ขั้นตอน และกำหนดเวลาในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไว้อย่างเป็นระบบรวม ทั้งกำหนดกระบวนการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้ โดยผ่านผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) และได้กำหนดกระบวนการของคณะผู้ชี้ขาด (Executive Decision Panel) เพื่อพิจารณาการรับหรือไม่รับแผนในกรณีที่เจ้าหนี้มีมติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนหนี้ แต่ไม่ถึงสามในสี่ (75%) ตามที่สัญญากำหนด
กล่าวโดยสรุป ก็คือ กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้การดูแลของคปน.หรือ CDRAC นั้น เป็นการกำหนดความผูกพันทางสัญญาระหว่างฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้ เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้มีกระบวนการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมมากขึ้นและมีกำหนดเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน ในปัจจุบันนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการของคปน. หรือ CDRAC ทำให้เกิดผลสำเร็จสำหรับหนี้รายใหญ่ๆ ของประเทศ แต่ผลสำเร็จดังกล่าวจะนำมาซึ่งผลสำเร็จในการปรับ โครงสร้างหนี้อย่างแท้จริง และมีผลอย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้น ผู้เขียนจะวิเคราะห์ให้เห็นในลำดับต่อไป
3. การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลาย
กระบวน การปรับโครงสร้างหนี้ในแบบนี้ ถือเป็นกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่สลับซับซ้อนมากที่สุดและมีบุคคลที่ เกี่ยวข้อง หลายฝ่ายมากที่สุด แต่ก็เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพที่สุดเช่นเดียวกัน เหตุที่ระบุว่ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ในศาลเป็น กระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็เนื่องจากสาเหตุที่กระบวน การปรับโครงสร้างหนี้ในศาล เป็นกระบวนการปรับ โครงสร้างหนี้แบบเดียวที่มีลักษณะพิเศษ ดังต่อไปนี้
(1.) มีหลักการการห้ามฟ้องร้อง บังคับคดี ดำเนินกระบวนพิจารณา หรือใช้วิธีการใดๆ เพื่อบังคับชำระหนี้ หรือบังคับหลักประกัน หรือ ทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างที่ศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการจนกว่าแผนฟื้นฟู กิจการจะได้รับอนุมัติ หรือจนกว่ากระบวนการ ฟื้นฟูกิจการจะจบลงโดยประการอื่น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “Automatic Stay”
(2.) กระบวนการบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานและมีกระบวนการที่ซับซ้อน ตามกฎหมาย เช่น การลดทุนของลูกหนี้เพื่อกำจัดผลขาดทุนสะสม การเพิ่มทุนของลูกหนี้รวมทั้งการแปลงหนี้เป็นทุน สามารถกำหนดไว้ในแผน ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และเมื่อศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวแล้วสามารถดำเนินการลดทุน เพิ่มทุน หรือแปลงหนี้เป็นทุน ได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่สลับซับซ้อน และต้องใช้ระยะเวลานานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว
(3.) เจ้าหนี้สามารถปล่อยเงินสินเชื่อเพิ่มเติมในระหว่างดำเนินกระบวนการฟื้นฟู กิจการในศาลเพื่อให้ธุรกิจของลูกหนี้สามารถดำเนินไปได้ และเจ้าหนี้ดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้า หนี้อื่นโดยกำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การปรับ โครงสร้างหนี้โดยผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทางศาลล้มละลายนี้ เป็นกระบวนการซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้จะยื่นคำร้อง ขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล และขอให้มีการแต่งตั้งผู้ทำแผน ซึ่งถือเป็นคนกลางในการดำเนินการร่างแผนฟื้นฟูกิจการ และกระทำการแทน ลูกหนี้ระหว่างการร่างแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้นำเสนอเพื่อรับอนุมัติจากกลุ่มเจ้าหนี้และศาลแล้ว ก็จะดำเนินการ ฟื้นฟูกิจการตามรายละเอียดในแผนฟื้นฟูดังกล่าว โดยมีผู้บริหารแผนเป็นผู้ทำหน้าที่แทนลูกหนี้เพื่อดำเนินการตามแผน ฟื้นฟูกิจการซึ่งได้รับอนุมัติจากศาลจนจบกระบวนการตามที่กำหนดไว้ในแผน ฟื้นฟูกิจการดังกล่าว ซึ่งกระบวนการทั้งหมด อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งสังกัดอยู่กับสำนักฟื้นฟูกิจการ กระทรวงยุติธรรม
4. การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. (Thai Asset Management Corporation – TAMC)
จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ปรับโครงสร้างหนี้และปรับโครงสร้างกิจการ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ของสถาบันการเงินและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย รวมทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือ โดยการใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ
นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินใน ภูมิภาคเอเชียในปี 2540 ประเทศไทยได้ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง การเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวส่งผลให้ ค่าเงินบาท อ่อนตัวลงอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงินและภาคธุรกิจต่อเนื่องเป็น ลูกโซ่ สถาบันการเงินมีภาระการกันสำรองและต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ผลประกอบการยังขาดทุนสูงจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรายรับจากการปล่อย สินเชื่อที่ลดลง เนื่องจากสถาบันการเงิน ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเป็นพิเศษ ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถดำ เนินการต่อไปได้อย่างปกติ ด้วยเหตุนี้ ลูกหนี้ของสถาบันการเงินจึงไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ ส่งผลให้สิน เชื่อเหล่านี้ได้กลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan - NPL) เป็นจำนวนมาก
กระทรวงการคลังจึงได้แต่งตั้ง "คณะทำงานเพื่อการจัดตั้งสำนักงาน บริหารสินทรัพย์กลาง" เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 โดยมีนายทนง พิทยะ เป็นประธาน และมีผู้แทน จากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว รูปแบบและโครงสร้างขององค์กร รวมทั้งแนวทางในการบริหารงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
การเกิดขึ้นมาของ บสท. เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินด้อยคุณภาพ หรือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (Non-Performing Loan) นับเวลาถึงปัจจุบันเป็นเวลา เกือบ 10 ปีแล้ว และคาดว่า บสท.น่าจะปิดตัวลงในปี 2554 นี้ ([Online]., Available URL : http://www.tamc.or.th/history.php)
3.13 ประโยชน์จากการเข้ากระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ในการเข้าร่วมกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มีสิทธิประโยชน์ (Privilege) ต่าง ๆ ตามมาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พอสรุปได้แก่
1. สิทธิประโยชน์ทางภาษี
2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
5. ลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% และไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์
6. การเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันต่างๆ สำเร็จเร็วขึ้น และสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
7. ยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในระหว่างการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้
8. กรณีมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นจะมีผู้ไกล่เกลี่ยมาช่วยให้การเจรจาสำเร็จได้
([Online]., Available URL : http://loveseo.exteen.com/20090510/entry-5 และดูในธนาคารแห่งประเทศไทย [Online]., Available URL http://www.bot.or.th/)
3.14 สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจ SMEs ของกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร
ลักษณะธุรกิจ SMEs ที่กรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรออกกฎหมายเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยมีหลักเกณฑ์ลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ดังนี้
1. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท
2. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงาน ไม่เกิน 200 คน
3. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI
4. เป็น VC (Venture Capital) ที่ถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวร ไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
5. เป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือต่อรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หมายเหตุ: การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะกำหนดหลักเกณฑ์ธุรกิจ SMEs ลักษณะใดลักษณะหนึ่งในการให้สิทธิประโยชน์นั้น ๆ เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท จะได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก หรือบริษัทฯ ที่มีแรงงานไม่เกิน 200 คน จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคา ในอัตราเร่ง เป็นต้น ดังนั้น บริษัทใดที่เข้าหลักเกณฑ์ธุรกิจ SMEs หลายลักษณะก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้นตามลักษณะนั้น ๆ (กรมสรรพากร http://www.rd.go.th/)
3.15 แนวทางตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ที่เป็นบริษัทของต่างประเทศ
มีการแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง (วิชา มหาคุณ, Ibid.,2548)
(1) แนวทางที่สนับสนุนการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้อย่างเต็มที่ เรียกว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการที่เข้มแข็ง (Tough Proceeding) เช่น ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้หลัก Redressment Judiciaire ตามรัฐบัญญัติเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1985 ประเทศแคนาดา ภายใต้หลัก The Commercial Reorganisation ตามกฎหมายชื่อ The Bankruptcy and Insolvency Act 1992, ประเทศอิตาลี ภายใต้หลัก The Extraordinary Administration ในปี 1979, ประเทศนิวซีแลนด์ ภายใต้หลัก The Statutory Management ตามกฎหมายชื่อ The Corporation (Investigation and Management Act) 1989 และประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้ Chapter 11 ของกฎหมายชื่อ The Bankruptcy Code of 1978 อันเป็นกฎหมายของสหพันธ์ (Federal State)
(2) แนวทางที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ฟื้นฟูกิจการได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดซึ่ง เรียกว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างอ่อน (Mild Proceeding) เช่น ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้หลัก The Voluntary and Deed Company Arrangement ตามกฎหมาย The Corporate Law Reform Act 1992 ประเทศอังกฤษ ภายใต้หลัก Administration ตามกฎหมายชื่อ Insolvency Act 1986, ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้หลัก The Judicial Management ตามกฎหมายชื่อ The Company (Amendment) Act 1987, ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้หลัก The Corporate Rehabilitation ตามกฎหมายชื่อ The Corporate Rehabilitation Law of 1952 และประเทศเสปน ภายใต้หลัก ตามกฎหมายชื่อเดียวกันในปี 1922
สำหรับกระบวนการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของประเทศไทย น่าจะอยู่ในแนวทางที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ฟื้นฟูกิจการได้ภายใต้เงื่อนไขอันจำกัด เพราะยังมิได้สนับสนุนให้เกิดการฟื้นฟูกิจการอย่างเข้มแข็ง (Tough Proceeding) ตามแนวทางแรก ดังเช่น วิธีการของประเทศสหรัฐอเมริกา ตาม Chapter 11
3.16 โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ พ.ศ. 2544 ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2544 ขึ้น โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ หรือเรียกโดยย่อว่า กอ.นตผ ซึ่งฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มอบ หมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการ และให้ คณะกรรมการ กอ.นตผ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการดำเนินงาน“หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” กำหนดมาตรฐานและ หลักเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลรวมทั้งสนับสนุนให้ การ ดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บท อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเรียกสั้นๆว่า โอทอป (OTOP) มีการริเริ่มขึ้นในสมัยที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเป็นโครงการที่รัฐบาลส่งเสริมให้ชาวบ้านในแต่ละตำบลสร้างอาชีพในการผลิตสินค้า เพื่อออกจำหน่าย โดยสร้างสินค้าที่เป็นสินค้าประจำตำบลนั้นๆ (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
3.17 วิสาหกิจชุมชน
“วิสาหกิจชุมชน” ( Small and Micro Community Enterprise – SMCE ) คือ การประกอบการเพื่อการจัดการ “ทุน” ของชุมชนอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพึ่งตนเอง กล่าวอย่างง่าย “วิสาหกิจชุมชน” เป็นการทำธุรกิจร่วมกันในรูปของชุมชนนั่นเอง
วิสาหกิจชุมชน หมายถึง
- คนหลายคน (มากกว่า 5 ) ในชุมชน ( Many People)
- มีข้อตกลงร่วมกัน ( Agreement )
- ประกอบธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน ( One Product )
(โครงการบริการข้อมูลในคลินิกเทคโนโลยี, 2547)
“วิสาหกิจชุมชน” (Small and Micro Community Enterprise - SMCE) หมายถึง การประกอบการขนาดเล็กขนาดจิ๋ว ที่ชุมชนหรือองค์กรชุมชนร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดการทุนชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์เพื่อการพึ่งตนเอง อาจเป็นการผลิต การแปรรูป การจัดการตลาด ทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การบริการ เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการออมทรัพย์และการจัดสวัสดิการชุมชน (เสรี พงศ์พิศ, 2547)
“วิสาหกิจชุมชน” (Small and Micro Community Enterprise – SMCE) หมายถึง กิจการชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกัน และรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใด หรือไม่เป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน และระหว่างชุมชน (มาตรา 3 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548)
“เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” (Cluster) หมายถึง คณะบุคคลที่รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย
(มาตรา 3 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548)
3.18 วิสาหกิจขนาดกลางหรือวิสาหกิจขนาดย่อม
“วิสาหกิจ” (Enterprise) ตามพจนานุกรมหมายความว่า การประกอบการที่ยาก สลับซับซ้อนหรือเสี่ยงต่อการขาดทุน ล้มละลาย (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน) แต่ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติให้ความหมายว่า “การประกอบกิจการเพื่อหารายได้” (วิชา มหาคุณ, Ibid.,2548)
“วิสาหกิจ” หมายความว่า กิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง กิจการค้าปลีก หรือกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 3 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543)
“วิสาหกิจขนาดกลางหรือวิสาหกิจขนาดย่อม” (Small and Medium Enterprises หรือ SMEs) ได้แก่ วิสาหกิจที่มีจำนวนการจ้างงานมูลค่าสินทรัพย์ถาวร หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 4 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543)
สรุปวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หมายถึง กิจการด้วยจำนวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ถาวร ดังนี้
ประเภท ขนาดย่อม ขนาดกลาง
จำนวน/(คน) สินทรัพย์ถาวร(ล้านบาท) จำนวน (คน) สินทรัพย์ถาวร (ล้านบาท)
กิจการการผลิต ไม่เกิน 50 ไม่เกิน 50 51-200 เกินกว่า 50 - 200
กิจการบริการ ไม่เกิน 50 ไม่เกิน 50 51-200 เกินกว่า 50 - 200
กิจการค้าส่ง ไม่เกิน 25 ไม่เกิน 50 26-50 เกินกว่า 50 - 100
กิจการค้าปลีก ไม่เกิน 15 ไม่เกิน 30 16-30 เกินกว่า 30 - 60
ที่มา : กฎกระทรวง กำหนดจำนวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ถาวรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2545 และ มาตรา 4 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543
3.19 วิสาหกิจรายย่อย
“วิสาหกิจรายย่อย” (Micro Enterprises : MEs) หมายถึง วิสาหกิจที่มีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และไม่จดทะเบียนพาณิชย์
นิยามวิสาหกิจรายย่อยของประเทศไทย ยังมิได้มีการให้คำจำกัดความอย่างเป็นทางการดังเช่นนิยามของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจากการพิจารณาคำจำกัดความของต่างประเทศ ข้อมูลสถิติทั้งจำนวนและการจ้างงานของวิสาหกิจในประเทศไทย รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจและการจดทะเบียนพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) จึงได้กำหนดนิยามเบื้องต้นของวิสาหกิจรายย่อยของประเทศไทยไว้ดังข้างต้น และ หากพิจารณาจากนิยามของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่า วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprises) เป็นส่วนหนึ่งของวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprises : S) ทั้งนี้ วิสาหกิจขนาดย่อมที่ไม่รวมวิสาหกิจรายย่อย เรียกว่าวิสาหกิจขนาดเล็ก
(สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.), รายงานสถานการณ์วิสาหกิจรายย่อย ปี 2552, 2553)