บทที่ 4

บทวิเคราะห์

บทนี้จะทำการวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายและอุปสรรคต่าง ๆ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม ในการป้องกันการล้มละลายของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise : ME) กล่าวคือเป็นวิสาหกิจขนาดเล็ก ๆ ซึ่งตามความหมายในกฎหมายไทย หมายถึง “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs)

ในการวิเคราะห์จะศึกษาด้านเศรษฐกิจสังคมประกอบไปด้วย เพราะกฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจส่วนรวม (Macroeconomics) ซึ่งต้องอิงกับระบบสินเชื่อหรือระบบเครดิต (Credit System) กฎหมายล้มละลายจึงมีความสำคัญในการสร้างหลักประกันความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าหรือนักลงทุน กฎหมายล้มละลายจึงมีความสำคัญในการช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจ

ผู้เขียนมีกรอบในการวิเคราะห์ปัญหาว่า ต้องวิเคราะห์ปัจจัยที่อยู่แวดล้อม หรือ “สภาพแวดล้อม” (Environment) ซึ่งเป็นปัจจัยทุกปัจจัย ที่มีผลกระทบ เพราะหากเปรียบองค์กรต่าง ๆ ในเชิงระบบ (System) แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

4.1 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันภายใต้ WTO

นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 (1980’s) เป็นต้นมา กระแส “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยนายจอร์จ บุช(ผู้พ่อ) ได้ประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1990 (พ.ศ.2533)ใน 5 เรื่อง (issues) ที่สำคัญ คือ (1) เรื่องความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) (2) เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Right) (3) เรื่องสภาพแวดล้อม (Environment) (4) เรื่องการค้าเสรี (Free Trade) และ (5) เรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร (Copyright) (อิศราวดี, 2552)

ประกอบกับความก้าวหน้าทางข่าวสารเทคโนโลยี ( Information Technology) ตามทัศนะของ Alvin Toffler (1980) (ปรเมศวร์ กุมารบุญ, 2550) เห็นว่า โลกปัจจุบันเป็น “ยุคแห่งข่าวสาร” ซึ่งเป็น “คลื่นลูกที่สาม” (Third wave) อันเป็นผลต่อเนื่องมาจาก “คลื่นลูกที่หนึ่ง” (ยุคสังคมแบบการเกษตร) และ “คลื่นลูกที่สอง” (ยุคสังคมแบบการผลิตอุตสาหกรรม) มีการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการบริโภค เพื่อการพาณิชย์ การค้าขาย มิใช่เพื่อการยังชีพ หรือ การพออยู่พอกินตามอัตภาพ เหมือนดังแต่ก่อน ฉะนั้น แนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับ “การค้าเสรี” จึงมีอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์อยู่มาก ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจโลกรวมถึงระบบเศรษฐกิจไทย ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ในกระแสอิทธิพลของกระแส “โลกาภิวัตน์” นี้

มีการกล่าวกันว่าระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องของ “การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามชาติ” (Corporate Managed Trade) ซึ่งแผ่ขยายมาพร้อมกับการขายตัวของเขตการค้าเสรี ตามกฎเกณฑ์ของ WTO กลับส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่า "การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามขาติ" (Corporate Managed Trade) ให้กลายเป็นระบบการปกครองโลกในรูปแบบใหม่ขึ้น ผู้ชนะที่แท้จริงคือบรรษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้แพ้คือประชาชนทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและยากจน (Lori Wallach and Michelle Sforza, 1999)

แม้ว่าไทยจะตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ แต่จากข้อมูลของ สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ผู้ส่งออกไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีเอฟทีเอยังถือว่าน้อยมาก คิดเป็นเพียงร้อยละ 54 ในการส่งออก และ ร้อยละ 63.8 ในการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็น AFTA(เขตเสรีอาเซียน) TAFTA(เขตเสรีไทยออสเตรเลีย) ACFTA (เขตเสรีอาเซียนจีน) TIFTA (เขตเสรีไทยอินเดีย) AJCEP (หุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียนญี่ปุ่น) AKFTA (เขตเสรีอาเซียนเกาหลีใต้) AIFTA (เขตเสรีอาเซียนอินเดีย) AANZFTA (เขตเสรีอาเซียนออสเตรเลียนิวซีแลนด์) (ข้อมูล TDRI.,2 มกราคม 2554)

4.2 ภาพรวมระบบเศรษฐกิจโลก 40 ปีข้างหน้า

ในปี ค.ศ.2050 หรือ ปี พ.ศ.2593 คือ ในอีก 40 ปีข้างหน้า ระบบเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯและยุโรป ซึ่งในปัจจุบันเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก ในอนาคตจะสูญเสียสถานะดังกล่าว โดยการผงาดขึ้นมาของมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ จากเอเชียและลาตินอเมริกา ในปี 2050 60% ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G20 จะมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ 5 ประเทศเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ บราซิล จีน อินเดีย รัสเซีย และเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ในอีก 40 ปี ข้างหน้า GDP ต่อหัว ของประเทศเหล่านี้จะยังคงต่ำกว่ากลุ่มประเทศร่ำรวยเดิม คือ กลุ่มประเทศ G7 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบอย่างมากต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก การปฏิรูปกลไกเศรษฐกิจโลกจาก G8 มาเป็น G20 ได้เริ่มชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของระเบียบเศรษฐกิจโลกในอนาคต (ประภัสสร์ เทพชาตรี , 2553)

มีนักวิชาการกล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศ “เสรีนิยมใหม่”(Neo-Liberalism) หรือระบบอิสรเสรีนิยม ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2544-2549) ได้นำแนวคิดของ เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando De Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู เกี่ยวกับ “ทุนที่ตายแล้ว” (dead capital) และภาคธุรกิจใต้ดินมาประยุกต์เป็นนโยบาย “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” อันเป็นนโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน (เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร , 2551.) นอกจากนี้ยังมีการเก็งกำไรที่ดิน อันเป็น “ทุน” ปัจจัยการผลิตหนึ่งที่สำคัญด้วย การเก็งกำไรที่ดินเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ด้วยเหตุผลสำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและเพิ่มมูลค่าการซื้อขายที่ดิน (พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์, 2553)

สรุปโดยรวมว่า กระแสระบบเศรษฐกิจโลกโลกาภิวัตน์ปัจจุบันทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในวังวนของระบบเศรษฐกิจโลกเสรี คือ “ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม หรือระบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-Liberalism) โดยเฉพาะเรื่องเขตการค้าเสรี (Free Trade Area -FTA) ที่มีการแข่งขันด้านการตลาด เน้นการผลิตเพื่อการพาณิชย์ มิใช่เพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว มีการผลิตพืชผลเชิงอุตสาหกรรม มิใช่ผลิตเชิงเดี่ยว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่ตามมา

4.3 วิกฤติการณ์ “ต้มยำกุ้ง”

Tom Yum Kung Crisis หมายถึง สภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทย หรือที่ต่างประเทศเรียกกันว่า วิกฤติการณ์การเงินเอเชีย ( Asian financial crisis ) และบางประเทศแถบเอเชียเมื่อปี 2540 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2540 ไทยต้องลดค่าเงินบาท ประเทศขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เงินไหลออก นักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นต่อความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) จนเกิดวิกฤติที่เรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) หรือที่ต่างประเทศเรียกกันว่า วิกฤติการณ์การเงินเอเชีย ( Asian financial crisis ) จุดศูนย์กลางแหล่งกำเนิดวิกฤติ อยู่ที่ประเทศไทย เพราะเดือน กันยายน 2535 มีการเปิด BIBF (Bangkok International Banking Facility) หรือ “วิเทศธนกิจแห่งกรุงเทพฯ” เป็นหน่วยงานตัวกลางในการระดมเงินทุนจากต่างประเทศไปสู่ที่ที่ต้องการลงทุน ทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพื่อลงทุน ทั้งระยะสั้นระยะยาวเจ้าของกิจการ บริษัท สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก จนบางคนหัวใส แทนที่จะนำเงินเหล่านั้น มาลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า กลับนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น เก็งกำไร อสังหาริมทรัพย์ จนราคาบ้านที่ดิน เป็นทองคำกันเลยในเวลานั้น แถมบางคนบอกว่า เอาเงินกู้ไปฝากแบงค์ยังได้กำไรเลย แต่ทุนนิยม วัฒนธรรมการเก็งกำไร ทำมาหากินด้วยหลักการเงินต่อเงิน ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจที่แท้จริง มันย่อมถึงวันล่มสลาย

([Online]., Available URL : api.ning.com/files/JuEU16co2QzdIbbZ2.../TomYumK..JEAB.doc

4.4 วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2540

มีผู้วิจารณ์ประเทศไทยปี 2540 มีปัญหาวิกฤติอยู่ 3 วิกฤติ คือ (1) วิกฤติค่าเงิน (2) วิกฤติธนาคาร และ (3) วิกฤติหนี้ระหว่างประเทศ โดยเกิดจากปัจจัยที่เป็นเศรษฐศาสตร์ และ ปัจจัยที่มิใช่เศรษฐศาสตร์ ([Online]., Available URL : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=429669&Ntype=120)

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยที่ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ คือ

1. พฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน

1.1 การจัดหาแหล่งเงินทุนและการบริหารสินเชื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่รัฐบาลอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนทำธุรกรรม BIBF (วิเทศธนกิจ) แต่แทนที่สถาบันการเงินจะระดมเงินทุนจากเงินฝากภายในประเทศ กลับนิยมกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนพฤติกรรมของสถาบันการเงินดังกล่าวทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารสภาพคล่อง และเกิดความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับสถาบันการเงิน ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่มีสภาพฟองสบู่ในระดับสูง คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น จึงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของสถาบันการเงิน รวมทั้งนำไปสู่การสะสมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินในที่สุด

1.2 พฤติกรรมของผู้บริหารสถาบันการเงินที่มีการบริหารงานในลักษณะที่คอร์รัปชั่น โดยการช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือนักการเมืองด้วยการให้สินเชื่อในกลุ่ม ผู้บริหาร ญาติ ธุรกิจในเครือมากเกินไป หรือให้สินเชื่อในโครงการที่มีผลตอบแทนต่ำ การตกแต่งบัญชี หรือการสร้างลูกหนี้ปลอม

2. พฤติกรรมการระดมทุนของธุรกิจ

เกิดขึ้นเนื่องจากมีความผิดพลาดในการระดมทุน คือมีการกู้มาก จากทั้งในประนอกประเทศ ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูง ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ธุรกิจยังได้นำเงินกู้มาลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว ธุรกิจบางธุรกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์กู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนเป็นสกุลภายในประเทศ โดยไม่มีการประกันความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยึดมั่นกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทอยู่ในสภาพความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกหดตัว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเจ้าหนี้ต่างประเทศลดลง จึงทำให้ธุรกิจล้มละลายนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในที่สุด

3. ธนาคารแห่งประเทศไทยบกพร่องในการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน การเปิดเสรีทางการเงินโดยให้สถาบันการเงินสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ง่าย ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมีระบบการตรวจสอบสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4.5 การเริ่มฟื้นตัวของไทย “จากเศรษฐกิจชุมชน”

เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 - 2544 เป็นต้นมา เมื่อเอ่ยถึง “โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” (One Tambon One Product) หรือ คำย่อภาษาไทยว่า “นผต.” หรือเรียกสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษว่า โอทอป (OTOP) หลายคนจะคุ้นเคยและนึกไปถึงสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะมาจากแหล่งจากชุมชนต่าง ๆ ของประเทศ อันเป็นต้นตอของคำว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (Small and Medium Enterprises = SMEs) (ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543) ซึ่งเป็นคำเรียกสถานประกอบการหรือกลุ่มของกิจการที่เล็ก ๆ อันเป็นหัวใจของประเทศ เพราะการเริ่มต้นของกิจการมักจะเริ่มต้นที่ขนาดเล็ก ๆ มาก่อน รัฐบาลจึงได้มีการส่งเสริม “วิสาหกิจชุมชน” (Small and Micro Community Enterprises = SMCEs) ขึ้น ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 อันถือได้ว่า “วิสาหกิจชุมชน” เป็นกิจการที่เริ่มมาจาก “ชุมชน” อันเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า (Grassroots) หรือในระดับ “รากแก้ว” เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักการ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficient Economy)

อาจถือได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากชุมชน (OTOP) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับ“วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (Small and Medium Enterprises = SMEs) แต่เนื่องจาก SMEs มีลักษณะเป็นธุรกิจที่เป็นสถานประกอบการ ซึ่งต่อมาจึงได้มี “วิสาหกิจชุมชน” หรือ SMCEs ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ทั้ง OTOP SMEs SMCEs อาจถือได้ว่า ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากชุมชนด้วยกัน

จากสถานการณ์การเมืองหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ได้พ้นจากตำแหน่ง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนโครงการเดิมของรัฐบาล เช่น ได้เปลี่ยนชื่อ สินค้า “โอทอป” หรือ “ผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” เป็น “ผลิตภัณฑ์ชุมชน” โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เป็นการเปลี่ยนชื่อเพื่อการตลาด ซึ่งมองว่า ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่การเปลี่ยนชื่ออาจมีต้นเหตุมากจาก “อคติ” มากกว่า

ข้อมูลปี 2551 พบว่ามี วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่อนุมัติจดทะเบียนแล้ว คือ วิสาหกิจชุมชน(แห่ง)/สมาชิก(ราย) 59,490/1,001,687 และ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน(แห่ง)/สมาชิก(ราย) 216/3,672 (สรุปผลการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร 30 ธันวาคม 2551 ([Online]., Available URL : http://smce.doae.go.th/ProductCategory/)

ข้อมูลปี 2543 พบว่า มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 524,960 ราย มีการจ้างงานรวม 6.6 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของกำลังแรงงานของประเทศ นอกจากนี้ ผลผลิตของ SMEs มีมูลค่าเท่ากับ 2.06 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) โดยมีมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 6.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.31 ของการส่งออกรวม (อ้างจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)

ข้อมูลปี 2546 พบว่า ไทยมี SMEs อยู่ประมาณ 850,000 แห่ง SMEs มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องมาตลอด SMEs มีความสำคัญหลายประการ อันแรกคือเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญที่สุด วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เป็นองค์ประกอบที่มีปริมาณสูงถึง ร้อยละ 99 ของธุรกิจในประเทศ สัดส่วนของ SMEs ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2543 SMEs ก่อให้เกิดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ SMEs ในปี 2542 มีการจ้างงานในภาคการผลิตจำนวน 1.9 ล้านคน (ขนาดกลาง 0.4 ล้านคน และขนาดย่อม 1.5 ล้านคน) ในภาคการค้าจำนวน 2.5 ล้านคน (ขนาดกลาง 0.1 ล้านคน และขนาดย่อม 2.4 ล้านคน) และภาคการบริการจำนวน 2.2 ล้านคน (ขนาดกลาง 0.4 ล้านคน และขนาดย่อม 1.8 ล้านคน) ตามลำดับ รวมจำนวนแล้วได้ทั้งหมด 6.6 ล้านคน ซึ่ง จะเห็นว่า SMEs ไทยมีศักยภาพ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

(ข้อมูล ปี 2546 http://www.mfa.go.th/web/showStatic.php?staticid=1120&Qsearch=)

4.6 จุดเริ่มของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprises)

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ศึกษาข้อมูลของ วิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม หรือ SMEs แล้วพบว่า ยังมี SMEs ที่เป็น วิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprise : S) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก แยกเป็น สองประเภท คือ (1) วิสาหกิจขนาดเล็ก และ (2) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise : MEs) โดยเฉพาะพบว่า ข้อมูลปี 2552 วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise : MEs) มีสัดส่วนที่ในวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprise : S) ที่มากกว่าวิสาหกิจขนาดเล็กถึงร้อยละ 65.7 ต่อ 34.3

เมื่อพิจารณาข้อมูล “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” เปรียบเทียบกับข้อมูล “วิสาหกิจขนาดเล็ก” “วิสาหกิจรายย่อย” (MEs)และ “วิสาหกิจชุมชน(SMCEs)” ในปี 2551-2552 จะเห็นได้ว่า วิสาหกิจประเภทดังกล่าวมีฐานกำลังผลิตและฐานการจ้างงานที่มีปริมาณที่สูงมาก ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นฐานกำลังสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ กล่าวคือ SMEs จำนวนการจ้างงานประมาณ 8.26 ล้านคน (ข้อมูลปี 2552) SMCEs จำนวนการจ้างงานประมาณ 1 ล้านคน (ข้อมูลปี 2551) และมี SMEs จำนวน 2.89 ล้านแห่ง ในจำนวนนี้จะเป็น วิสาหกิจขนาดเล็ก 0.98 ล้านแห่ง และเป็น วิสาหกิจรายย่อย หรือ Micro Enterprise หรือ MEs จำนวน 1.89 ล้านแห่ง (การจ้างงานเท่ากับ 3.15 ล้านคน) ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็น วิสาหกิจชุมชน หรือ SMCEs จำนวน 59,490 แห่ง (SMCEs บางรายอาจมีลักษณะเป็น MEs) เมื่อคิดในภาพรวม SMCEs กับ MEs เข้าด้วยกัน โดยอัตราคร่าว ๆ รวมกันได้จำนวน 1.89 ล้านแห่ง และมีจำนวนการจ้างงานรวมกัน เท่ากับ 3.15 ล้านคน ถือได้ว่ามีจำนวนมากทีเดียว (ข้อมูล สสว.ปี 2552 และข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2551)

อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ จะเน้นการศึกษาที่ “วิสาหกิจรายย่อย (MEs)” อันถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก หรือระดับรากหญ้า (Grassroots) ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยในระดับชุมชน (Community or Local) เป็นจำนวนมาก ถึง 1.89 ล้านหน่วยผลิต (แห่ง) และ มีการจ้างงานจำนวน 3.15 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่มีขนาดเล็กมาก (ตามนิยามของ สสว.ก็คือ วิสาหกิจรายย่อย หรือ MEs หมายถึง วิสาหกิจที่มีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และไม่จดทะเบียนพาณิชย์)

4.7 ความสำคัญของ SMEs ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ในระบบเศรษฐกิจต่างๆ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะมีอยู่เป็นจำนวนมากและกระจายตัวอยู่ทั่วไปในประเทศ SMEs จึงมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 4 ด้านคือ (http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/content/th/251/7630.htm)

1. การสร้างงานใหม่และเพิ่มการแข่งขันในตลาด SMEs โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดย่อมเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นได้ง่าย ใช้เงินทุนไม่สูงและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในวิสาหกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนมีความคล่องตัวในการดำเนินการ จึงเป็นจุดกำเนิดของผู้ที่สนใจลงทุนเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะยามเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ คนที่ว่างงานสามารถหันมาเริ่มต้นวิสาหกิจขนาดย่อมได้ง่าย นอกจากนี้ การที่มี SMEs เข้าสู่ตลาดยังช่วยเพิ่มระดับการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ลดการผูกขาด จึงส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในสินค้าและบริการต่างๆ มากขึ้น

2. การเชื่อมโยงกับวิสาหกิจขนาดใหญ่ SMEs มีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดใหญ่ในหลายด้าน เช่น การรับช่วงการผลิต การช่วยในการจัดจำหน่ายสินค้าค้าส่งและค้าปลีกแก่ผู้บริโภค การเป็นผู้ผลิตปัจจัยการผลิตให้กับวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือการทำหน้าที่ให้บริการเสริมให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น การซ่อมแซม การทำความสะอาด เป็นต้น

3. การรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ SMEs มักมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และมีความหลากหลาย ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่มี SMEs ที่แข็งแกร่งจำนวนมากอย่างเช่นไต้หวันจึงสามารถปรับตัวในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเอเชียปี ค.ศ.1997 ได้ดีกว่าเกาหลีใต้ซึ่งมีวิสาหกิจขนาดใหญ่เป็นวิสาหกิจหลัก

4. การกระจายการพัฒนาไปทั่วประเทศ SMEs มักมีลักษณะการจัดตั้งกระจัดกระจายไปตามชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการกระจายความเจริญเติบโตของชุมชนต่างๆ

4.8 ไทยประกาศชำระคืนหนี้งวดสุดท้ายไอเอ็มเอฟ

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชำระหนี้คืนไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท โดยไอเอ็มเอฟร่วมกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของ 8 ประเทศ และประเทศญี่ปุ่นได้อนุมัติวงเงินให้ไทยกู้เป็นเงิน 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ได้มีการเบิกใช้จริง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 510,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนได้ใช้หนี้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท เหลือหนี้ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณฯได้เข้ามาทำงาน 2 ปีครึ่ง ได้ชำระหนี้คืนทั้ง 500,000 ล้านบาทหมด ทำให้ถือว่าไทยหมดพันธะต่อการที่ต้องพึงปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีไว้ต่อไอเอ็มเอฟ

(ข่าว Thailand Economic News 2009 [Online]., Available URL : http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=780092

4.9 สถานการณ์สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของไทยปัจจุบัน

วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ ส่งผลให้กลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans - NPLs) เป็นจำนวนมาก โดย มี NPLs สูงสุดจำนวน 2.7 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 47.7 ของสินเชื่อรวมของสถาบันการเงิน ณ สิ้น เดือนพฤษภาคม 2542

ข้อมูล NPLs ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ยังมีจำนวนสูงถึง 1.35 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.8 ของสินเชื่อรวมของสถาบันการเงิน เนื่องจากมี NPLs เกิดขึ้นใหม่หรือย้อนกลับมาในระบบ

(ข้อมูล บสท. [Online]., Available URL : http://www.tamc.or.th/history.php)

ข้อมูล NPLs ณ ไตรมาสที่สองปี 2553 มียอดคงค้าง 3.56 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 1.5 หมื่นล้านบาท จากการรับชำระคืนหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขายหนี้ เป็นสำคัญ ทำให้สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงทั้ง gross NPLs และ net NPLs เหลือร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ โดยสัดส่วน NPLs ของสินเชื่อภาคธุรกิจลดลงจากร้อยละ 5.0 เหลือร้อยละ 4.9

(ข้อมูลกรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 5 สิงหาคม 2553 [Online]., Available URL : http://www.bangkokbiznews.com/)

จากข้อมูลจะเห็นว่า ยอด NPLs ของไทยยังคงมีค้างอยู่ 3.56 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.8 ของยอดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งนับว่าเป็นยอดที่ค่อนข้างสูงมาก