อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ชาวฮินดู ชาวอินเดีย ภารตชน

ประวัติความเป็นมา

          คำว่า อินเดีย เป็นคำเรียกที่ชาวตะวันตกเรียกผืนแผ่นดินที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ(Sindhu River) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักมีเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ได้แก่ เมืองฮารัปปา(Harappa) และเมืองโมเหนโจดาโร(Mohenjo-daro) หรือที่รวมเรียกผู้อาศัยในอู่น้ำแห่งนี้ว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ(Indus Valley Civilization)        ความเจริญของอารยธรรมแห่งนี้มีการติดต่อการค้ากับชาวเปอร์เซียเป็นประจำด้วยการออกเสียง เอส ทำให้ชาวเปอร์เซียออกเสียงเพี้ยนเป็น เอ็ช (H) และเรียกใหม่ว่า ฮินดู (Hindhu) จากนั้นเมื่อกรีกเริ่มติดต่อด้านการค้ากับชาวเปอร์เซียชื่อเสียงของสินค้าและเมืองแห่งนี้เข้าสู่กรีก เสียง เอ็ช ดูทีท่าว่าจะไม่เข้ากับชาวกรีซจึงเกิดการเปลี่ยนเสียงออกเป็น อินดอส (Indos) อินดัส (Indus) และอินเดีย (India) เป็นลำดับตราบเท่าทุกวันนี้

          สำหรับคนที่อาศัยบนแผ่นดินนี้แล้วอินเดียแม้จะถูกเป็นชื่อที่นิยมเรียกกันแพร่หลายแต่พวกเขากลับภาคภูมิใจในชื่อ ภารัต หรือ ภารตะ (Bharata) มากกว่าเพราะเป็นพระนามของกษัตริย์ฮินดูโบราณจากมหากาพย์เรื่อง มหาภารตยุทธุ์ แม้ในปัจจุบันชาวอินเดียได้เรียกประเทศของตนเองว่า ภารัต คณราชยะ หรือ สาธารณรัฐอินเดีย (Republic of India)

ประชากร

          อินเดียเป็นประเทศใหญ่บางครั้งก็เรียกว่า อนุทวีป มีประชากรที่ความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์พอสรุปได้มี ๓ เผ่าใหญ่ ได้แก่

          ๑.เผ่าคอเคซอยด์ มีโครงสร้างแบบฝรั่ง พบเห็นได้ทางภาคเหนือหรือภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีลักษณะจมูกโด่งมาก รูปร่างใหญ่ และมีหนวดเคราดก

          ๒.เผ่านิกรอยด์ มีสีผิวดำ พบโดยทั่วไปเพราะเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของคนอินเดียก่อนการเข้ามารุกรานของชาวอารยัน ปัจจุบันยังมีให้พบเห็น

          ๓.เผ่าโมงโกลอยด์ มีผิวสีเหลือง แบบชาวเอเซียทั่วไป พบมากทางด้านตะวันออกของอินเดีย ในรัฐอัสสัม มณีปูร์ นากาแลนด์ สิกขิม ลาดัก เป็นต้น

ความแตกต่างด้านเผ่าพันธุ์นี้เองทำให้อินเดียมีประชากรประมาณ ๑,๐๘๒ ล้านคน และเป็นอันดับ ๒ของโลก ในขณะปัจจุบัน

พื้นที่

          อินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มากในสมัยก่อนพุทธกาลและในพุทธกาลรวมไปถึงความเชื่อในศาสนาฮินดู และเชนต่างเพรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า ชมพูทวีป ปัจจุบันภายหลังการส่งมอบเอกราชให้อินเดียจากประเทศอังกฤษแล้ว อินเดียมีพื้นที่โดยรวม ๓,๒๘๗,๕๙๐ ตารางกิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ส่งผลให้ในแต่เขตมีภูมิอากาศที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างในรัฐมณีปูร์ และนากาแลนด์มีฝนตกชุกที่สุด ในรัฐราชสถานมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมีทะเลทราบธาร์เป็นปราการทางธรรมชาติ และมียอดเขากันเยง ชุงก้าซึ่งตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดตัวจากตะวันตกสู่ตะวันออกมาถึงรัฐสิกขิมเป็นยอกเขาที่สูงที่สุดในอินเดียสูงถึง ๘,๕๘๖ เมตร

ศาสนา

          อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดบุคคลสำคัญด้านศาสนาให้แก่โลกมากมายและบุคคลเหล่าได้ตั้งศาสนาขึ้นจนมีผู้ให้ความเคารพ ศรัทธาจนถึงปัจจุบันหลากหลายศาสนาจนมีคำกล่าวว่า อินเดียเป็นตลาดนัดศาสนา ซึ่งจะขอเรียงลำดับตามอายุการเกิดได้แก่ ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ศาสนาซิกข์ ส่วนนอกจากนี้นั้นเป็นศาสนาที่เข้ามาในอินเดียและมีจำนวนประชากรนับถือเป็นอันดับ ๒ และ ๓ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ และอิสลาม ส่วนศาสนาบาไฮ และศาสนาโซโรอัสเตอร์มีผู้นับถืออยู่เพียงน้อย

การเมืองการปกครอง

          อินเดียแบ่งการปกครองออกเป็นรัฐ ๒๘ รัฐ และ ๗ สหภาพ (เขตปกครองพิเศษ) ได้แก่ ๑.อานธรประเทศ ๒.อรุณาจัลประเทศ ๓.อัสสัม ๔งพิหาร ๕.ฉัตติสการห์ ๖. กัว ๗. คุชราต ๘.หริยาณะ ๙.หิมาจันทประเทศ ๑๐ จัมมูและแคชเมียร์ ๑๑.ฌารขัณฑ์ ๑๒. กระนาฏัก ๑๓.เกราล่า ๑๔. มัธยประเทศ ๑๕. มหาราษฏร์ ๑๖.มณิปูร์ ๑๗.เมฆาลัย ๑๘.มิซูรัม ๑๙.นากาแลนด์ ๒๐.โอริสสา ๒๑.ปัญจาบ ๒๒.ราชสถาน ๒๓.สิกขิม ๒๔.ทมิฬมาดู ๒๕.ตรีปุระ ๒๖.อุตรประเทศ ๒๗.อุตรจัลประเทศ ๒๘.เวสเบงกอล และ ๗ สหภาพคือ ๑.เกาะอันดามันและนิโคปา ๒.จันดิการ์ ๓.ทาทราและนาคาร์ หเวลี ๔.ทามันและดู ๕.เดลลี ๖.ลักษทวีป ๗.ปอนดิเชอรี่ การปกครองมี ๒ สภา เรียกสภาแรกว่า โลกสภา หมายถึง สภาผู้แทนราษฎร และเรียกสภาที่สองว่า ราชยสภา หมายถึง สภาล่าง การคัดเลือกประธานาธิบดีมาจากการคัดเลือกของทั้งสองสภา มีวาระ ๕ ปี ครองวาระได้ไม่เกิน ๒ วาระ ส่วนนายกรัฐมนตรีมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง ปัจจุบันประธานาธิบดีอินเดียมีชื่อ นางประติภา ปาฏีล ส่วนนายกรัฐมนตรีของอินเดียมีชื่อว่า ดร.มาน โมหัน ซิงห์ เป็นชาวซิกข์ สังกัดพรรคคองเกรส

เศรษฐกิจ

            พืชเศรษฐกิจของอินเดียที่มีมากที่สุดในโลกคืออ้อยและปลูกข้าวรองลงมาเป็นอันดับสามของโลก สินค้าทางการเกษตรที่ส่งออก เช่น ข้าว แป้งมัน เป็นต้นในปัจจุบันรัฐบาลอินเดียสนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยีและได้ตั้งเมืองบังกะลอเป็นเมืองที่ผลิตชอพแวร์คอมพิวเตอร์ที่ดังที่สุดในโลกขณะนี้

ภูมิอากาศ

          ภูมิอากาศของอินเดียแตกต่างกันออกไปตามลักษณะภูมิประเทศ(พื้นที่) เช่น ในแถวเทือกเขาหิมาลัยไม่มีฤดูร้อน มีหนาวธรรมดากับหนาวมาก แต่โดยทั่วไปประกอบด้วย ๓ ฤดู ได้แก่ ๑.ฤดูร้อน เริ่มประมาณเดือนเมษายนถึงปลายเดือนมิถุนายน อุณหภูมิสูงสุดประมาณ ๔๘ องศาเซลเซียส ที่รัฐราชสถาน ๒.ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมถึงประมาณปลายเดือนตุลาคม ฝนตกชุกที่สุดในรัฐมณีปูร์ และรัฐนากาแลนด์ และ ๓.ฤดูหนาว คือเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมีนาคม อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่เมืองศรีนาคาร์ ในรัฐจัมมู แคชเมียร์

เทศกาล

          อินเดียมีเทศกาลมากมีในเกือบจะทุกเดือน ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยเฉพาะในศาสนาฮินดู เช่น โฮลี ดีปาวารี ทุรคาบูชา ทัสสหร่า มหาศิวราตรี เป็นต้น สำหรับศาสนาอื่นเช่น ศาสนาพุทธ มีวันวิสาขบูชา แต่คนอินเดียเรียกว่า พุทธชยันตี เป็นต้น

อาหาร

           อาหารของคนอินเดียแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ อาหารที่มีเนื้อเป็นส่วนผสม (Non-vegetarian) และอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสม (Vegetarian) คนอินเดียส่วนมากรับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมและที่นิยมรับประทานกันในแต่ละวันก็จะคล้ายๆกัน เช่น โรตี จาปาตี ปุรี ดาล ซัปจี เป็นต้น แต่อาหารอินเดียมีเสน่ห์ที่สะกดคนทั่วโลกได้คือเครื่องเทศหรือเรียกกันว่า มาสซาร่า

ภาษา

          อินเดียนอกจากเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญในโลกแล้ว เรื่องของภาษามีจำนวนมากเช่นกัน หนังสือบางเล่มกล่าวว่ามี ร้อยเจ็ดสิบกว่าภาษา แต่บางเล่มบอกว่ามีถึง ๒๐๐ ภาษา แต่สำหรับภาษาที่รัฐบาลอินเดียประกาศให้ใช้กันมี ๑๔ ภาษา แต่ภาษาที่นิยมใช้กันมี ๒ ภาษา คือ ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ มีบ้างบางรัฐที่ไม่ใช้ภาษาฮินดีแต่ให้ใช้ภาษาของรัฐตนเองเช่น รัฐเวสเบงกอล รัฐทมิฬนาดู เป็นต้น

เงินตรา

          ประเทศอินเดียใช้เงินสกุล รูปี มีหน่วยย่อยเรียกว่า เปซ่า และย่อยกว่า เปซ่า เรียกว่า แอนนา แต่ไม่มีแล้ว เงินสกุลรูปีเหมือนกับเงินสกุลไทยมีค่าเท่ากับ บาท และเปซ่า เท่ากับ สตางค์ และแบ่งเป็นชนิดเหรียญและธนบัตร ชนิดเหรียญมีตั้งแต่ ๕๐ เปซ่า ๑ รูปี ๒ รูปี ๕ รูปี ส่วนชนิดธนบัตรมีตั้งแต่ ๕ รูปี ๑๐ รูปี ๒๐ รูปี ๕๐ รูปี ๑๐๐ รูปี ๕๐๐ รูปี และ ๑,๐๐๐ รูปี