.
.
“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น
.. คือสิ่งเดียวกับที่คนอื่นเห็น”
.
.
คำถามเชิงปรารภของอาจารย์สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ ที่เปรยขึ้นมาเพื่อเกริ่นนำให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของ ‘การรู้จักตนเอง’ ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งถอนความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ในตัวตนของแต่ละคนให้ถอยห่างจากจุดศูนย์กลางทางความคิดของตนเองออกมา เพื่อมองย้อนกลับไปพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งว่า .. ‘ตัวตน’ ที่เราคิดว่ารู้จักกันดีอยู่แล้วนั้น ใช่ยังมีบางแง่มุมที่หลงลืมไป หรือละเลยที่จะใส่ใจว่าตัวเราเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่ .. ???
.
.

.
.
การทำความรู้จักตนเองทุกด้านอย่างถ่องแท้ เป็นส่วนสำคัญของสาระการเรียนรู้ในรายวิชา ‘การรู้จักตนเอง’ ที่มีอาจารย์สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ และอาจารย์สุมาลี สุนทรกิจพาณิชย์ เป็นอาจารย์ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นวิชาที่มุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้ทำความรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (Self-actualization) เพื่อเปลี่ยนแปลงตนไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น (Becoming more fully human) โดยคำว่า ‘การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น’ ในที่นี้มิได้จะสื่อความหมายไปถึง ‘มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ’ หากแต่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยความคิด ความเข้าใจ สำหรับเติมเต็มความปกติสุขในการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขขึ้น ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ในวิชานี้พร้อมกับนักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนอีกหลายๆ ท่าน โดยที่ก็ไม่คาดหวังไว้ก่อนเลยว่าภายในห้องจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เดินเข้าไปในวันนั้น เมื่อก้าวเท้าออกจากห้องตอนขากลับ ตนเองจะได้รับอะไรหลายๆ อย่างติดตัวกลับบ้านไปด้วย
.
.

.
.
.. ได้คิด ..
.
กับกิจกรรม ‘ถามซ้ำ’ ที่ให้นักศึกษาจับคู่ผลัดกันถามคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘อะไรที่คุณประทับในตัวเองมากที่สุด???’ ซึ่งผู้เขียนต้องใช้เวลาคิดเพื่อหาคำตอบออกมาอย่างยากเย็น แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า คำตอบที่หลุดออกจากปากไปนั้นจะใช่ความประทับใจในตนเองจริงหรือเปล่าก็มิอาจแน่ใจ และนั่นก็ทำให้ตัวเองได้รู้ว่า ไอ้ที่เคยเชื่อมาตลอดว่ารู้จักตัวเองดีพอแล้ว สุดท้ายก็เป็นแค่เพียงการเลือกที่จะหยิบยกองค์ประกอบบางส่วนที่พอใจมาสวมครอบตัวตนเอาไว้เพื่อบอกว่า “นี่ล่ะคือตัวฉัน” เท่านั้นเอง
.
.

.
.
.. ได้ตระหนัก ..
.
ด้วยโอกาสที่เปิดให้ได้พิจารณาทบทวนถึงประสบการณ์ที่แล้วมาในอดีตของตนเอง ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ถึงมนุษย์ในลักษณะต่างๆ ตามแนวคิดของ Virginia Satir ทำให้ผู้เขียนย้อนคิดไปถึงเรื่องราวการสนทนากับมารดาที่ต่อสายโทรศัพท์คุยกันทุกวันมากว่า 10 ปี ซึ่งบ่อยครั้งปฏิกริยาต่อความห่วงใยที่มารดาแสดงออกผ่านคำพร่ำบอกพร่ำสอน (ซึ่งผู้เขียนนิยามว่าเป็นการบ่น) คือความรู้สึกเบื่อหน่าย ด้วยเพราะสรุปเองว่านั่นคือความรู้สึกห่วงใยของมารดาที่ออกจะเกินกว่าเหตุ และส่วนมากอยู่เหนือเหตุผลในทางปฏิบัติ และผู้เขียนมักจะเลือกตอบสนองการบ่นนั้นกลับไปด้วยวิธีการรับปากแบบขอไปที หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่น ที่หนักหน่อยก็คือการทำน้ำเสียงหงุดหงิดเพื่อยุติการสนทนาในประเด็นนั้นๆ ซึ่งไม่ว่าด้วยวิธีไหนๆ เสียงถอนหายใจของมารดามักจะแว่วมาให้ได้ยินก่อนวางสายอยู่เสมอ
.
สิ่งที่ผ่านเข้ามาในมโนสำนึกจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามที่กล่าวมานั้น ทำให้ผู้เขียนได้ตระหนักถึงตัวตนในอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักและไม่นำพาที่จะใส่ใจกับมัน เป็นตัวตนในส่วนที่ยังบกพร่อง ขาดความพอดี เพราะเมื่อคิดทบทวนไปแล้วมีบ่อยครั้งเหลือเกินกับการยึดหลักเหตุและผล ที่มักจะเกินเลยจนกลายเป็นการยึดเอาเหตุผลของตนเองเป็นใหญ่ และละเลยที่จะใส่ใจกับเรื่องของความรู้สึกให้มากดังเช่นควรจะเป็น
.
.

.
.
.. ได้เปลี่ยน ..
.
‘โครงงานพัฒนาบุคลิกภาพ’ ซึ่งผู้เรียนทุกคนต้องนำเสนอและทำส่งเป็นโครงงานประจำวิชาก่อนปิดภาคเรียน เป็นกระบวนการชักนำเอาความ ‘ตระหนัก’ ที่เกิดขึ้นก้าวเข้าสู่ ‘วิถีปฏิบัติ’ เพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นโดยอาศัยการสังเกตความรู้สึกของตนเองและจดบันทึก ซึ่งในส่วนของผู้เขียนเลือกที่จะทำโครงงาน ‘สานเสียงแม่ .. ตั้งใจฟังสิ่งที่แม่บอก’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเองให้รู้จักเปิดใจในการรับฟังความคิดเห็นจากมารดาให้มากขึ้น โดยไม่ยัดเยียดเหตุผลของตนเองมาเป็นข้อสรุปในการด่วนปิดกั้นการยอมรับของตนเองดังเช่นที่เคยกระทำ พร้อมๆ กับที่ใช้ตอบสนองความรู้สึกส่วนตัว ที่ตั้งใจเอาไว้ในเบื้องต้นว่า ถ้าจะมีสิ่งดีๆ บางอย่างเกิดขึ้นกับตน คนๆ แรกที่ผู้เขียนต้องการร่วมแบ่งปันสิ่งๆ นั้นด้วยมากที่สุด ก็คือ มารดาอันเป็นรักนั่นเอง
.
.

.
.
ถึงวันนี้ .. ผ่านมา 2 สัปดาห์กับการดำเนินการตามโครงงาน มารดาผู้เขียนก็ยังคง ‘บ่น’ อยู่เป็นระยะตามปกติ ซึ่งทุกครั้งความรู้สึกที่เคยมีก็จะเกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติชนิดที่ไม่สามารถยับยั้งมันได้ด้วยเช่นกัน จะแตกต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อความรู้สึกเบื่อก่อตัวขึ้นมา เจ้าโครงงานที่จัดทำขึ้นมานี้จะคอยส่งเสียงเตือนขึ้นในใจในเวลาไล่เลี่ยกันทันทีว่า ‘ที่แม่พูดเพราะเป็นห่วง อย่าเบื่อ อย่าหงุดหงิด’ และนั่นก็ทำให้คำพูดสั้นๆ ที่เคยใช้เพื่อจบประเด็นสนทนาอย่างคำว่า ‘ครับคุณแม่’ หรือ ‘รู้แล้วครับ’ ก็เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยบนความเข้าใจในความห่วงใยของมารดามากขึ้น เปลี่ยนการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงมาเป็นพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปบนจุดลงตัวระหว่างความต้องการของทั้งคุณแม่และคุณลูก โดยตั้งความหวังเอาไว้ว่าในวันสุดท้ายที่ต้องนำเสนอโครงงานฉบับนี้ ผู้เขียนจะสามารถพัฒนาตนเองได้ดังตั้งใจ .. เปลี่ยนเสียงถอนหายใจที่เคยได้ยินให้กลายเป็นเสียงที่ส่งผ่านรอยยิ้มของผู้เป็นมารดา ในวันที่ความห่วงใยได้รับความใส่ใจจากลูกชายโดยปราศจากวี่แววของอารมณ์ขุ่นข้องดังที่แล้วมา
.
.
บทความโดย
.
พรายพิลาศ
.
วันจันทร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘
พ.ศ. ๒๕๕๔
.
.
คุณพราย มาโผล่ที่มหาลัยเพื่อปวงชน เป็นอีกกำลังใจหนึ่งนะคะ
@ คุณเจี๊ยบ .. ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจนะครับคุณเจี๊ยบ ^^
@ อาจารย์สุรเชษฐ .. ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ และตัวเองค่ะ กำลัง เรียน ป.โท ที่ ม.ชีวิต นครศรีค่ะ
มีโอกาสได้พบอาจารย์ เมื่อวานค่ะ ตั้งใจมาก ๆ ค่ะ จะนำความรู้ที่กำลังเรียนไปใช้ใช้ในท้องถิ่นตน
เพราะทำงานกับชาวบ้านอยู่ค่ะ หลังจากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ กทม. มาเกือบ 30 ปี
ขอเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ ไม่มีอะไรเท่าความรักและความห่วงใยของแม่หลอกนะ การเอาใจใส่ความรู้สึกของแม่และบุคคลอื่นเป็นเรื่องที่ดีและจะทำให้ชีวิตของเรามีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป สู้ๆ....นะคร๊าบ