ทำให้ความตั้งใจที่จะสร้างผลงานและทำความดีเพื่อตนเอง ครอบครัว ตกๆหล่นๆ ไม่ครบถ้วน และบางครั้งกลับเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ในการทำงานร่วมกับชุมชนนั้น

ผมได้มีโอกาสคบคนแทบทุกระดับ ทุกกลุ่ม จึงเคยพยายามทำความเข้าใจบุคคลประเภทต่างๆในสังคม

ทั้งคนที่ได้รับการประณาม บุคคลทั่วไป และคนที่ได้รับการยกย่อง ที่มีอยู่จริงในส่วนต่างๆ ของสังคม

ผมได้พบความจริงข้อหนึ่ง ที่แทบจะหาข้อโต้แย้งไม่ได้ ว่า ในความคิดลึกๆของแต่ละคนที่ผมพบนั้น

"ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี" ที่ทำให้ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง

"ไม่มีใครต้องการให้คนอื่นว่าตัวเองไม่ดี" ที่ทำให้ไปไหนก็มีแต่คนว่าไม่ดี

"ไม่มีใครอยากได้สิ่งที่ไม่ดี" รอบตัวมีแต่ปัญหา

และ "ไม่มีใครอยากอยู่กับสิ่งที่ไม่ดี" ชีวิตประจำวันมีแต่ปัญหา

ที่ทำให้มีการ "ฆ่าตัวตาย" เพื่อหนีปัญหา กันอยู่เนืองๆ

พอผมพบเช่นนั้น ก็พยายามทำความเข้าใจว่า

ทำไมสังคมเราจึงยังมีคนที่ถูกกล่าวขานว่า เป็นคนไม่ดี เป็นผู้ร้าย เป็นผู้ไม่หวังดี

ผมจึงมาถึงข้อน่าสงสัยว่า

เขาเหล่านั้นอาจจะมี "สัมมาทิฏฐิ" ไม่พอใช้

ทั้งด้านกว้าง ยาวไกล และ ลึกซื้ง แบบ "สามมิติ"

ที่มี ก็อาจมีเพียงบางส่วน บางมิติ หรือครึ่งเดียว หรือ ไม่เต็มร้อย

ทำให้สิ่งที่ทำ ไม่บังเกิดผลไปในทางที่สังคม และคนส่วนใหญ่ เห็นดีเห็นงาม

ทำให้ความตั้งใจที่จะสร้างผลงานและทำความดีเพื่อตนเอง ครอบครัว ตกๆหล่นๆ ไม่ครบถ้วน และบางครั้งกลับเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

บางทีก็ได้ผลดีแค่พรรคพวกของตนเอง และบุคคลใกล้ชิด

บางทีก็ได้แค่ครอบครัว

บางทีก็ได้แค่ตนเอง ครอบครัวยังไม่ได้

บางทีแม้แต่ตนเอง ก็ยังไม่พอใช้

นี่ยังไม่นับการปนเปื้อนของ "มิจฉาทิฏฐิ" และหรือ "อวิชชา" หรือ "วิชามาร" หรือ "ความรู้เป็นพิษ"

ที่อาจทำให้เกิดผลไม่ดีแทรกซ้อนปนเข้ามาในสิ่งที่พยายามจะทำดี

ดังนั้น จึงควรหมั่นตรวจสอบทั้งความสมบูรณ์ของ "สัมมาทิฏฐิ" ให้พอใช้ และลดการปนเปื้อนของ "มิจฉาทิฏฐิ" และ "อวิชชา" ต่างๆ

ที่อาจจะทำให้เรามี "สัมมาทิฏฐิ" พอใช้มากขี้นเรื่อยๆ

ประเด็นนี้ ผมคิดว่าสำคัญมากๆ ในกลุ่มคนทุกระดับแบบไม่น่าจะมีข้อยกเว้นครับ

นี่คิอสิ่งที่ผมใช้ทบทวนชีวิตประจำวันของตัวเองครับ

ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจครับ

เพื่อที่จะมี "สัมมาทิฏฐิ" แบบ "สามมิติ" ให้พอใช้ มากขึ้นเรื่อยๆครับ