ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความสะดวกแน่นอนของชีวิต กลับทำให้สัญชาติญาณแห่งการดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิต (Will to live) ได้เสื่อมถอยลง มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จึงรู้สึกอ่อนล้าและเซื่องซึม เสพติดโทรทัศน์มากกว่าการเดินทางไปสัมผัสลมหนาวและแสงตะวัน นั่งกดบีบีแทนที่จะสร้างสุนทรียสนทนากับเพื่อนมนุษย์รอบข้าง ทักษะในการเผชิญหน้ากับเสน่หาของชีวิตที่เต็มไปด้วยปริศนาและความไม่แน่นอนจึงอ่อนแอลงถึงขีดสุด

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (www.siamintelligence.com)

 

 

 

 

 

Life is what happens to you while you're busy making other plans.

John Lennon

 

ประสิทธิภาพ”
นับเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างสรรค์ธุรกิจตลอดห้วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา
หากทว่าในยุคสมัยที่สินค้าและบริการเต็มล้นอัดแน่นไปด้วยคุณภาพยิ่งยวด
หัวใจมนุษย์ก็เริ่มเบื่อหน่ายและปรารถนาจะค้นพบบางสิ่งที่แตกต่าง
ซึ่งเครื่องจักรและตรรกะเหตุผลไม่สามารถอธิบายได้


ธุรกิจในศตวรรษที่
21
จึงไม่เพียงต้องตอบคำถามเรื่อง
“ความแตกต่าง”
หากยังควรค้นลึกเข้าไปในก้นบึ้งจิตใจของมวลมนุษยชาติ
เพื่อที่จะเติมเต็ม
“ความมหัศจรรย์”
ให้กับชีวิตประจำวันที่แสนจืดชืดและเย็นชา

 

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ย่อมไม่อาจหมกตัวในห้องทดลอง
โดยหวังจะคิดค้นเทคโนโลยีที่สะท้านสะเทือนโลก
ยิ่งไม่ควรพึ่งพิงเพียงผลวิจัยการตลาดที่อัดแน่นไปด้วยตัวเลขและความคิดเห็นแบบขอไปทีของผู้บริโภค
หากทว่า
ทีมวิจัยค้นคว้าผลิตภัณฑ์และผู้บริหารระดับสูงยังต้องรู้จักแสวงหาความแปลกใหม่ให้ชีวิต
โดยการผจญภัยและลองผิดลองถูกทางความคิดครั้งใหญ่
ท่ามกลางพื้นที่และห้วงเวลาซึ่งในชีวิตประจำวันไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง

 

เริ่มตั้งแต่การแสวงหามิตรภาพใหม่กับมนุษย์ที่อยู่นอกแวดวงซึ่งคุ้นเคยปลอดภัย
ละเอียดอ่อนกับชีวิตประจำวันมากขึ้นทั้งการสังเกตอิริยาบถและฝึกฝนการรับฟังในสิ่งที่คนไม่ได้พูด
สำคัญที่สุดคือ
การปลดปล่อยจิตใจจากกรอบคิดทางธุรกิจที่ตายตัว
ลื่นไหลไปกับการเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกและชั่วขณะหยั่งรู้ที่หลากหลาย
ซึ่งได้มาในระหว่างการเดินทางออกไปนอกกรอบเส้นที่กำหนดไว้


ความตาย”
นับเป็นแรงดลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะตั้งแต่วิหารพาร์เธนอนของอารยชนกรีกโบราณ
ไปจนกระทั่งถึงนวนิยายแห่งการค้นหาวันเวลาที่สาปสูญของมาร์เซล
พรูสต์ ย่อมล้วนแล้วแต่เป็นการดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิต
เพื่อที่จะสืบสอดอนุสาวรีย์ทางความคิดและความทรงจำให้ยืนนานไปชั่วกัลปาวสาน
ในยุคสมัยที่มนุษย์เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและความไม่แน่นอนของโชคชะตา

 

 

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความสะดวกแน่นอนของชีวิต
กลับทำให้สัญชาติญาณแห่งการดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิต
(Will to live) ได้เสื่อมถอยลง
มนุษย์ในศตวรรษที่
21
จึงรู้สึกอ่อนล้าและเซื่องซึม
เสพติดโทรทัศน์มากกว่าการเดินทางไปสัมผัสลมหนาวและแสงตะวัน
นั่งกดบีบีแทนที่จะสร้างสุนทรียสนทนากับเพื่อนมนุษย์รอบข้าง
ทักษะในการเผชิญหน้ากับเสน่หาของชีวิตที่เต็มไปด้วยปริศนาและความไม่แน่นอนจึงอ่อนแอลงถึงขีดสุด


ทางออกหนึ่งในการปลุกเร้าชีวิตชีวาแห่งการสร้างสรรค์ของพนักงานที่ใช้ชีวิตในกรอบแห่งความสบาย (Comfort Zone) ให้ลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่
จึงไม่ใช่เพียงการสร้างบรรยากาศการทำงานที่รีดเร้นกดดันเท่านั้น
หากยังต้องพัฒนาสภาวะแวดล้อมแห่งความตายและการดิ้นรน
(Survival Zone) ให้เกิดขึ้นในจิตใจของพนักงานที่ฉลาดคิด
หากทว่าขาดไร้พลังบันดาลใจและปฏิภาณไหวพริบ


การสร้างสภาวะเลียนแบบความตาย
เพื่อกระตุ้นพนักงานที่แข็งทื่อตีบตันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
วิธีการหนึ่งที่เป็นไปได้
คือ การจัดสรรเวลา
10 % ของการทำงาน
รวมทั้งติดต่อประสานให้พนักงานได้รับโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้ที่อยู่ชายขอบสังคม
คนที่ดิ้นรนเพื่อจะมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านในวันพรุ่งนี้
ศิลปินที่กำลังไล่ลาหาแรงบันดาลใจอย่างบ้าคลั่ง
ดาราชื่อดังในยุคตกอับและต้องขวนขวายไขว่คว้าเพื่อรักษาสถานภาพทางสังคม
ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นการฉีดอัดพลังรุนแรงแห่งความเป็นความตายเข้าไปในเส้นเลือดหัวใจของทุกคน
มุมมองต่อธุรกิจและชีวิตจะพลิกเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
และนี่คือจุดเริ่มต้นใหม่แห่งการปฏิวัติองค์กรสร้างสรรค์
(Creative Organization)

 

ความสร้างสรรค์ของมนุษย์
ไม่ได้เป็นพรสวรรค์ที่ล่องลอยลงมาจากฟากฟ้า
หากทว่า
ผุดบังเกิดขึ้นมาท่ามกลางการซึมซับรับรู้ประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย
ผ่านชั้นกรองทางปัญญาที่ละเอียดอ่อน
ตั้งแต่เซลล์สมองยุบยับ
ประสาทสัมผัสทั้ง
5
สัญชาติญาณดิบและสุก
อารมณ์รู้สึกที่หวั่นไหวไปมา
เขย่าคลุกเคล้าระหว่างวันเวลาและผู้คน
จนกระทั่งตกผลึกเป็นชั่วขณะแห่ง
“พลันคิดได้”
ที่ไม่อาจกำหนดเวลาส่งมอบได้เหมือนเครื่องจักรในโรงงาน
หากทว่าเร่งเร้าความเร็วได้บ้าง
โดยใช้กรรมวิธีที่ได้นำเสนอไปแล้ว
ตั้งแต่การฝึกฝนจิตวิญญาณแห่งการรับฟัง
“ระหว่างบรรทัด” ที่ผู้คนไม่ได้พูดออกมา
ไปจนกระทั่งถึงการสัมผัสห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายของเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา


พลันคิดได้”
จึงเป็นกุญแจหลักที่จะไขขานความเร้นลับของเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เพื่อปลดปล่อยสินค้าและบริการที่แสนมหัศจรรย์ออกมาให้ผู้บริโภคได้รื่นรมย์
หากทว่าการเข้าสู่ภาวะพลันคิดได้จะต้องหมั่นเติมเต็มวัตถุดิบที่หลากหลายเข้มข้น
เข้าไปกระตุ้นเร้าเซลล์ประสาทของความเป็นมนุษย์ที่ลี้ลับและซับซ้อน
เพื่อจะค้นพบเปลวไฟแห่งชีวิต
ท่ามกลางความตายด้านทางวิญญาณที่เทคโนโลยีทั้งหลายประทานให้เรา