นับตั้งแต่น้ำท่วมผ่านพ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว จนบัดนี้ท่าน้ำบ้านผู้เขียนก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูปลูกผัก กล้วย มะละกออย่างที่เคยเป็น เคยมีเสมอมา นี่แหละค่ะ ไม่มีอะไรแน่นอน ต้องมีความสุขกับปัจจุบันขณะให้เป็น

ท่าน้ำก็ต้องทำใหม่ให้มั่นคงแข็งแรง ยังทำไม่เสร็จเลยค่ะ แต่ก็สะดวกพอที่พวกหาปลาจะมาเทียบเรือขายกุ้ง ปลาแม่น้ำให้เรา ในภาพพี่น้อยกำลังเลือกซื้อค่ะ

ตอนนี้เลยใช้วิธีชมพืชพรรณไม้หลากหลายที่แม่ธรรมชาติอำนวยให้งอกงาม ดีกว่าเห็นดินโล้นๆหลังน้ำลดใหม่ๆ ช่างเป็นความงามในความรกที่เขียวขจี ในบรรดาพืชที่ขึ้นใหม่มากมายหลายสิบชนิด ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คนปัจจุบันเรียกว่า วัชพืช ทั้งๆที่ชาวบ้านสมัยก่อนได้ใช้เป็นทั้งอาหารและยา เช่น ผักเป็ด ผักโขมหิน ผักกระสัง หญ้าน้ำนมราชสีห์

 

 

ที่เป็นชนิดแปลกเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเคยมาขึ้นที่ท่าน้ำนี้ ก็คือ เถาขี้กา เลื้อยคลุมดินเป็นบริเวณกว้าง ออกลูกมากมาย ลูกที่ยังไม่สุกก็สีเขียวเป็นลายๆทางสีขาว ราวกับแตงโมลูกน้อยๆ แต่พอสุกจัดสีนั้นส้มแดงเห็นโดดเด่นตัดกับใบสีเขียวเข้ม

 

ค้นข้อมูล เถาขี้กา มาฝากกันสักนิดค่ะ จาก scratchpad.wikia.com/wiki/ขี้กาขาว

เถาขี้กา มีชื่ออื่นๆหลายชื่อ ทางกาญจนบุรีเรียกว่า แตงโมป่า ชลบุรีเรียกว่า มะกาดิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Trichosanthes bracteata (Lam.) Voight (T.palmata Roxb.)

วิธีใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ นำผลมาต้มในน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ใช้ทาบริเวณหนังศีรษะเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ

แก้เม็ดผดผื่นคันโดยการนำเถามาต้ม แล้วนำน้ำไปอาบ

นำใบสดมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็นฝี

คุยกับชาวบ้านเขาบอกว่า ยอดอ่อน นั้นกินได้ เอามาลวกราดกะทิจิ้มน้ำพริกอร่อยดี ยังไม่เคยลองเลยค่ะ

เคยอ่านจากบันทึกของ คุณ ลุงเชษฐ์ Ico64นาย สุรเชษฐ์ เดชะศิริ

เล่าว่าสมัยเด็กๆอยู่ริมแม่น้ำน่าน ลงเล่นน้ำ เคยถกเถาขี้การวมๆกันลอยในแม่น้ำให้ปลามาชุมนุม น่าสนใจที่เด็กๆสมัยก่อนได้เล่น ได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่ในภูมิศาสตร์ของตน มีความรู้มากมายเป็นความรู้ที่สอดประสานอยู่ในวิถีชีวิต ทำให้ชีวิตรู้สึกเต็ม มีความร่ำรวยจากธรรมชาติ มีความสุขแม้ไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง

พอคิดจะเขียนบันทึกถึงเถาขี้กา เลยได้เขียนอีเมล์ถามรายละเอียดจากคุณ ลุงเชษฐ์ ได้เรื่องเล่าแสนมีชีวิตชีวาที่ยากจะได้ยินได้ฟังในสมัยนี้มาฝากกันด้วยค่ะ

“.....ได้อ่านเรื่องเถาขี้กาของคุณนุชแล้ว ก็ดีใจที่คนรุ่นราวคราวเดียวกัน มองเห็นในสิ่งเก่าๆที่ผ่านมาอย่างมีคุณค่า และนำมาเก็บไว้เพื่อแบ่งปันต่อๆกันไปที่G2K ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเล่าให้คุณนุชฟังครับ

สมัยนั้น แม่น้ำน่าน ที่ อุตรดิตถ์ ในหน้าแล้งน้ำจะแห้ง มีหาดทรายริมน้ำตลอดลำน้ำ เพราะยังไม่มีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ (เขื่อนสิริกิติ์สร้างประมาณปี 2511) บริเวณหาดทรายจะมี เถาขี้กา ขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่นเต็มไปหมด และงอกงามดีมากเพราะได้ปุ๋ยอย่างดีที่มากับน้ำหลากในหน้าน้ำทุกๆปี แต่ก็ไม่เห็นมีใครนำไปใช้ประโยชน์อะไรอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว จะมีบ้างก็เฉพาะพวกหาปลาที่ใช้ วิธีชักแห ในแม่น้ำ

โดยเขาจะปักหลักไม้ไผ่เป็นวงกลมขนาดเท่ากับแหที่กางให้กว้างอย่างเต็มที่ เขาขึงแหให้ลอยอยู่เหนือน้ำบนปลายของหลักไม้ไผ่ มองดูเหมือนกระโจม มีเสาที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางสูงกว่าต้นอื่น และศูนย์กลางของแหซึ่งเรียกว่า จอม ก็คลุมอยู่ที่ปลายเสาต้นกลางนี้ ที่ผิวน้ำก็จะมี เถาขี้กา หอบใหญ่ผูกติดไว้เพื่อเป็นเหยื่อล่อให้ปลาตะเพียน ปลาตะพาก ปลาบ้า ปลากาและปลากินพืชต่างๆ เข้ามากิน

เจ้าของแหที่นั่งเฝ้าดูอยู่ที่บนฝั่งก็จะกระตุกเชือก ทำให้แหที่กางขึงไว้หลุดลงมาจากหัวเสาทุกต้นพร้อมกัน แล้วครอบคลุมปลาเหล่านั้นไว้ เขาก็จะลงไปปลดเอาแหพร้อมกับปลาขึ้นมาปลดปลาบนฝั่ง ได้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่โชค

ส่วนเรื่องเล่นสนุกสนานในวัยเด็กของพวกผมนั้น (ต้องเรียกว่าพวกเพราะเล่นคนเดียวไม่ได้) ผมและพี่ๆน้องๆรุ่นราวคราวเดียวกัน เมื่อลงจากบ้านไปอาบน้ำใน แม่น้ำน่าน ตอนเย็นๆ ประมาณห้าโมงเย็น หากวันไหนนึกสนุกอยากจะจับปลาเล่น ก็จะชวนกันออกแรงถก เถาขี้กา ด้วยมือเปล่า แล้วม้วนเป็นฟ่อนกลมยาวประมาณ 20 เมตร หนาก็ประมาณ 40 - 50 ซ.ม. (เหมือนม้วนพรมผืนยาวๆ)

จากนั้นก็จะช่วยกันลากลงน้ำ ซึ่งต้องออกแรงกันพอสมควรเพราะ เถาขี้กา มีน้ำหนักและต้องลากไปตามพื้นทราย เมื่อเถาขี้กาลงไปลอยอยู่ในน้ำแล้วก็จะรู้สึกเบาขึ้นเยอะ ลากง่ายขึ้น

เถาขี้กานี้แทนอวนที่เขาลากจับปลาในบ่อปลาทั่วๆไป เป็นเครื่องมือจับปลาเล่นของเด็กๆที่อยู่ริมแม่น้ำน่านในสมัยนั้น ปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสได้เล่นเพราะสภาพแวดล้อมต่างๆเปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องธรรมดาของทุกๆสิ่ง

เวลาลากเถาขี้กาในน้ำนั้น จะเริ่มลากจากท้ายน้ำขึ้นไปต้นน้ำ คือลากสวนกระแสน้ำ แต่ไม่ใช่ลากขวางทางน้ำ คนลากกลุ่มหนึ่งอยู่ที่ปลายเถาขี้กาด้านท้ายน้ำ เลาะไปตามตลิ่ง คนลากอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ปลายด้านต้นน้ำ ลากเถาขี้กาออกห่างจากตลิ่งมากว่าด้านท้ายเล็กน้อย เพื่อเป็นการต้อนปลาให้เข้าไปอยู่ข้างใน ลากเลาะไปตามตลิ่ง ในลักษณะที่เกือบจะขนานกับตลิ่ง

สักพักหนึ่งเมื่อกะประมาณว่ามีปลาเข้าไปว่ายอยู่ด้านในของอวนเถาขี้กาพอสมควรแล้ว ก็จะพร้อมกันออกแรงรีบลากเถาขี้กาขึ้นไปบนตลิ่งให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าปลาก็จะว่ายน้ำหนีออกไปได้ โดยเฉพาะทางด้านหัวและด้านท้ายต้องรีบลากขึ้นไปบนตลิ่งก่อน เป็นการล้อมกักปลาไว้ข้างใน จากนั้นก็ต้องรีบดึงเถาขี้กาทั้งหมดขึ้นไปตลิ่ง แล้วช่วยกันจับปลา

ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่จะเป็น ปลาสร้อย ตัวยาวประมาณนิ้วมือ ปลาแขยง ปลาสังขะวาด ก็เคยได้ ในสมัยนั้นปลาเหล่านี้ชุกชุมมาก มองเห็นว่ายไปมาเป็นฝูงๆเลาะอยู่ตามชายตลิ่ง พวกผู้ใหญ่เขาไม่ได้สนใจอะไรกับปลาเหล่านี้เลย แต่สำหรับเด็กๆอย่างพวกผมในตอนนั้นถือเป็นเรื่องที่สนุกสนาน น่าตื่นเต้นมากทีเดียว ปลาที่จับได้นั้นบางทีย่าก็เอาขึ้นบ้านไปทำเป็นกับข้าวให้พวกเรากิน แต่บางครั้งก็ปล่อยกลับไป ส่วนเถาขี้กานั้นก็จะช่วยกันลากขึ้นไปทิ้งไว้บนตลิ่ง ไม่นานมันก็เน่าเปื่อยผุพังไป

ปัจจุบันนี้นานๆผมจึงจะเห็นเถาขี้กาขึ้นอยู่ตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ไม่มากมายและไม่อวบไม่งามเหมือนในสมัยก่อน หากคุณนุชไม่ได้มาชวนผมคุยถึงเรื่องเถาขี้กาในวันนี้ ผมก็อาจจะลืมเถาขี้กาไปเลยก็ได้ ต้องขอบคุณคุณนุชมากที่ช่วยให้ผมต้องย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องเถาขี้กาในอดีตอีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่เรื่องยอดอ่อนของเถาขี้กาต้มจิ้มน้ำพริกได้ ผมเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้นี่เอง จะได้ลองดู หากดีจริงจะได้บอกต่อ..."

ขอบคุณ คุณ ลุงเชษฐ์ อย่างยิ่งค่ะที่ยินดีแบ่งปันความรู้หายากนี้ให้เราได้นึกถึงภาพชีวิตผู้คนกับธรรมชาติที่อยู่อย่างมีความสุข และอาจเป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่กำลังทำงานเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นเพียงแรงเล็กๆหรือหรือเป็นโครงการใหญ่ๆ