เราพบว่า รัฐไทยได้ออกบัตรประจำตัวให้แก่ชนกลุ่มน้อยที่หนีภัยการสู้รบจากพม่าเข้ามาอาศัยในค่ายพักพิง ๙ โดยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและ UNHCR แม้ว่าบัตรนี้จะไม่มีสถานะทางกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรไทย แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่า บัตรดังกล่าวมิใช่ “การกระทำของรัฐไทย”
บัตรที่ออกให้แก่คนกลุ่มนี้มีอยู่ ๒ รุ่น กล่าวคือ
รุ่นแรก ก็คือ บัตรที่ใช้ในช่วง พ.ศ.๒๕๔๘ – ๒๕๔๙ ซึ่งถูกเรียกว่า "บัตรประจำตัวชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัย (Temporary Identity Card For Displaced Person) โดยมีเลขประจำตัว ๑๑ หลัก และปรากฏทั้งครุฑซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของรัฐบาลไทยและสัญญาลักษณ์ของ UNHCR บนบัตรดังกล่าว

รุ่นที่สอง ก็คือ บัตรที่ใช้ในช่วง พ.ศ.๒๕๕๐ – ๒๕๕๒ ซึ่งถูกเรียกว่า "บัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า (ID Card for displaced person)” โดยมีเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๐๐๐ และปรากฏเพียงครุฑซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของรัฐบาลไทยบนบัตรดังกล่าว

ขอให้สังเกตว่า บัตรรุ่นที่สองหมดอายุลงใน พ.ศ.๒๕๕๒ และยังไม่ปรากฏว่า มีการทำบัตรรุ่นใหม่แก่คนที่อาศัยในค่ายพักพิงทั้ง ๙ ค่ายอีกครั้งหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ บุตรของผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิง ๙ ค่ายนี้ที่มีหลักฐานว่า เกิดในประเทศ ย่อมมีสถานะเป็นคนเกิดในประเทศไทย จึงทรงสิทธิในทะเบียนประวัติประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยมีหน้าที่บันทึกชื่อบุคคลของเขาใน “ทะเบียนประวัติประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก)” และออก “บัตรทะเบียนประวัติประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ให้ถือเมื่อมีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอให้ตระหนักว่า ความเป็น “ราษฎรไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราวโดยไม่มีสิทธิอาศัย” ตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ย่อมเกิดแก่บุตรของผู้ลี้ภัยในค่าย ๙ ค่ายที่เกิดในประเทศไทย ตราบเท่าที่ยังไม่ได้การรับรองในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก
นอกจากนั้น ยังตั้งสังเกตต่อไปว่า ประเพณีการออกบัตรดังกล่าวอาจได้รับการรับรองในวันหนึ่งข้างหน้าโดยกฎหมายไทยแก่คนในค่ายพักพิงทั้ง ๙ ค่าย ซึ่งเริ่มจากการยอมรับบุคคลผู้ถือบัตรในทะเบียนประวัติตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ อันทำให้ผู้ลี้ภัยในค่ายที่ยังไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยเพราะมิได้แก่ในประเทศไทย ตกเป็น “ราษฎรไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราวโดยไม่มีสิทธิอาศัย” เฉกเช่นบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย และจะทรงสิทธิในบัตรประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งความเป็นไปได้ในอนาคตที่บัตรดังกล่าวจะได้รับการรับรองโดยกฎหมายไทยหรือบุคคลผู้ถือบัตรจะได้รับการรับรองให้ถือ “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” เฉกเช่นบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไป
การยอมรับกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และการมาถึงของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ใน พ.ศ.๒๕๕๘/ค.ศ.๒๐๑๕ อาจทำให้ “ความชอบด้วยกฎหมายของมนุษย์” ในค่ายพักพิง ๙ ค่ายตามแนวชายแดนไทย – พม่าเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
อ.แหวว ค่ะ การที่บุตรของผู้ลี้ภัยในค่าย เป็นผู้ทรงสิทธิที่จะได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรไทย ตาม ม.38 วรรค 2 เพราะเหตุที่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วนั้น ไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนคนอยู่ ทะเบียนคนเกิดบนรัฐใด(สันนิษฐานจากข้อเท็จจริงว่าเกิดในค่าย พ่อแม่ก็พากลับไปบันทึกที่ประเทศพม่าไม่ได้ ก็คือ เป็นคนไร้รัฐ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเจอคนไร้รัฐจึงต้องบันทึกไว้ ใช่หรือไม่ค่ะ) -- หนูเข้าใจถูกมั้ยคะ
และขอถามอีกนิดค่ะว่า "คนไร้รัฐ" หมายถึง ไม่มีรัฐเจ้าของตัวบุคคล แล้วอย่างกรณีเช่น ผู้ลี้ภัยในค่ายที่ได้รับการบันทึกและมีบัตรประจำตัวทั้งสองรุ่นข้างบนนั้น เช่นนี้ ถือว่าเป็น "คนที่มีรัฐเจ้าของตัวบุคคล" หรือยังคะ เพราะในเมื่อการบันทึกดังกล่าว ไม่ใช่การบันทึกอยู่ในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย (บนข้อสันนิษฐานด้วยว่าพม่าก็ไม่ยอมรับคนเหล่านี้)
แต่ตามความเข้าใจหนู (ซึ่งอาจจะเข้าใจผิด) โดยหลักกฎหมายคนในค่าย ก็ยัง "เป็นคนไร้รัฐ" เพราะจากคำจำกัดความคนไร้รัฐ คือ คนที่ยังไม่มีรัฐใดบันทึก หรือยอมรับ หรือเป็นเจ้าของตัวบุคคล เพราะกรณีนี้รัฐไทยก็ยังไม่ยอมรับพวกเขาให้เป็นราษฎรไทย อยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เพียงแต่ว่าการบันทึกดังกล่าว เหมือนเป็นการจัดการให้กับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อการควบคุม และดูแลคนหนีภัยความตามเหล่านี้ได้ คนเหล่านี้จะมีรัฐก็ต่อเมื่อถูกบันทึกในระบบการทะเบียนราษฎรวันใดวันหนึ่งอย่างจริงจัง ---- แต่ถ้ามองในมุมว่าการบันทึกและออกบัตรประจำตัวให้ผู้ลี้ภัย "เป็นการกระทำของรัฐไทย" ก็เลยสามารถพิจารณาได้ว่า รัฐไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในระดับหนึ่ง