สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอไปนั้น อาจจะถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ผู้เขียนเห็นว่าการกระทำใดใดก็ตามภายใต้แนวคิดดังกล่าวนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ จากการที่เด็ก เยาวชนได้สัมผัส ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งนั้น ย่อมทำให้จิตใจของต้นกล้าเหล่านั้นได้เจริญงอกงาม ผลิดอกออกผลและพร้อมจะยั่งรากฝังดิน จนเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงคุณค่ายิ่งในสังคม ประเทศชาติของไทยต่อไป

 

    วันนี้ ผู้เขียนได้รับนิมนต์จากท่านผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม (คุณนนทยา  พวงงาม) ให้ไปบรรยายในหัวข้อ "ศิลปะกับธรรมชาติ" ซึ่งหัวข้อที่นำเสนอก็ช่างตรงกับชื่อโครงการเหลือเกิน นั้นคือ  "โครงการศิลปะกับธรรมชาติ ประจำปี ๒๕๕๔"  ซึ่งแม่งานใหญ่และเจ้าภาพหลักคือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา โดยมี ๒ หน่วยงานเข้าร่วม คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยาและหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ

 

     จากคำกล่าวรายงานและพูดคุยกับผู้จัดทำโครงการ ทำให้ทราบว่า โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างโอกาสให้กับเด็ก เยาวชน ให้มีทักษะการวาดภาพศิลปะกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัว ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรู้จักใช้ศิลปะกับธรรมชาติเป็นสื่อในการสื่อสารและนำไปใช้ประโยชน์ ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพทั้งกายและใจ ใช้สติปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองให้รู้เท่าทันโลกปัจจุบันได้

 

     นั้นก็หมายความว่า รัฐต้องการปลูกต้นกล้าเรื่องศิลปะกับธรรมชาติให้เติบโตในหัวใจของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถาโถมเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยผ่านการสื่อสาร ทั้งนี้ก็มีจุดประสงค์หลักคือทักษะการวาดภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ โดยสามารถสื่อหรือแปลความหมายออกมาได้ และที่สำคัญก็คือสามารถนำไปใช้ประโยชน์โดยการประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนากาย ใจ สติปัญญา

 

     ในกิจกรรมนี้ มีครูและนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าร่วม จำนวน ๖๐ คน จากสถาบันการศึกษา  ๘  แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนพะเยาพิทยาคม,  โรงเรียนเทศบาล ๒,  โรงเรียนเทศบาล ๓,  โรงเรียนเทศบาล ๖, โรงเรียนประชาบำรุง, โรงเรียนพินิตประสาธน์, โรงเรียนบ้านไร่อ้อย และโรงเรียนอนุบาลเมืองพะเยาบ้านโทกหวาก 

 

     การดำเนินการจัดกิจกรรมปีนี้ทางโครงการจัด ๒ วันคือวันที่ ๒๓-๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔  โดยใช้สถานที่หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ และได้รับการสนับสนุนคณะวิทยากรจาก "กลุ่มกะลาดีไชน์จังหวัดพะเยา"

 

     หากดูความหมายของคำว่า "ศิลปะ" จากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จะเห็นว่าศิลปะ ก็คือ ๑) งานที่ต้องใช้ความพยายามด้วยฝีมือและความคิด เช่น การสร้างบ้าน การปลูกต้นไม้ การวาดภาพ ฯลฯ ๒) ศิลปะเป็นวิธีสื่อสารของมนุษย์อีกวิธีการหนึ่งที่จะกระทำระหว่างมนุษย์ด้วยกัน อันเนื่องมาจากมนุษย์สร้างงานศิลปะขึ้นมาเพื่อสื่อสารทางความรู้สึกนึกคิด ๓) ศิลปะยังเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวิถีชีวิตของมนุษย์ด้วย

 

     ส่วนคำว่า "ธรรมชาติ" ผู้เขียนให้คำนิยามแบบง่าย ๆ ว่าทุกสิ่งที่อยู่ในบริบทของโลก หรือสิ่งที่ล้อมรอบตัวเรา อาจเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรือมนุษย์จัดสรรให้บังเกิดมี (บางมติก็ให้ความหมาย เฉพาะว่า ธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองไม่มีใครสามารถสร้างขึ้นได้ และศิลปะก็คือ สิ่งที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้น ประดิษฐ์ขึ้นเท่านั้น แม้มีอยู่ในธรรมชาติแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นศิลปะ)

 

     ดังนั้น "ศิลปะกับธรรมชาติ" ในทัศนะของผู้เขียนจึงหมายรวมว่า "ลีลาหรือรูปทรงของธรรมชาติ" โดยผู้เขียนได้ขยายเพิ่มเติมว่า ความจริงแล้ว ธรรมชาติที่อยู่ใกล้ ๆ เรา ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา แม่น้ำ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เรารับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้เอง ถ้าเราแยกแยะ หรือขมวดเป็นกลุ่ม ๆ ได้ ก็สามารถเป็น "ศาสตร์ ๆ แขนงหนึ่ง" นั้นเอง ซึ่งต่างก็มีรูปทรง เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะกลม หรือเหลี่ยม เรียว ยาว สั้น โค้ง งอ หรือบูดเบี้ยว ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่งดงามทั้งสิ้น

 

     เมื่อเรานำคำว่า "ศิลปะ" เข้าไปประยุกต์เข้ากับธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่าลีลา หรือท่าทาง บวกด้วยความคิด, จินตนาการ และอารมณ์ ย่อมได้สิ่งใหม่เรียกว่า "จินตภาพ หรือ มโนทัศน์" กล่าวคือผู้วาด หรือผู้สื่อต้องอธิบายในสิ่งที่ตนเองลงมือกระทำได้ด้วย

 

     ดังนั้น คำว่า "ศิลปะกับธรรมชาติ" จึงเป็นสิ่งที่แทบแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะผู้สื่อ (จิตรกร/ศิลปิน) เมื่อจะลงมือทำงาน เขาต้องมีขั้นตอนทำงานอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะยาวนานจนจำได้ หรือสั้น ๆ จนจำไม่ได้ คือ

     ๑.ทุกคนต้องมีประสบการณ์มาก่อน คือเห็นธรรมชาติต่าง ๆ มาแล้วจึงวางแผน

     ๒.ทุกคนต้องมีจินตนาการคือความคิดสร้างสรรค์ว่าจะทำอะไร? สื่ออะไร? มีจินตภาพในใจ

     ๓.ทุกคนต้องมีอารมณ์ คือใส่อารมณ์ หรือจิตวิญญาณลงไปในงานที่ทำ

     ๔.ทุกคนต้องมีทักษะ คือมีฝีมือพอสมควรในงานด้านศิลปะ  และที่สำคัญ

     ๕.ทุกคนต้องมีการต่อยอดทางความคิดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานของตนเองได้

 

     ขั้นตอนการทำงานทั้ง ๕ ประการนี้ บางคนอาจทำได้แค่ข้อหนึ่ง หลายคนอาจได้ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ก็นับว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการแล้ว แต่ถ้า เด็กและเยาวชนสามารถทะลุไปจนถึงข้อสุดท้ายได้ ก็จะเป็นผลดียิ่งต่อสังคม เศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

 

     สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอไปนั้น อาจจะถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ผู้เขียนเห็นว่าการกระทำใดใดก็ตามภายใต้แนวคิดดังกล่าวนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ จากการที่เด็ก เยาวชนได้สัมผัส ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งนั้น ย่อมทำให้จิตใจของต้นกล้าเหล่านั้นได้เจริญงอกงาม ผลิดอกออกผลและพร้อมจะยั่งรากลึกฝังดิน จนเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงคุณค่า สง่างามยิ่งในสังคม ประเทศชาติตลอดไป ในใจของไทยทุกคน