ก่อนการลงพื้นที่ ทั้งผมและทีมงานมักนำแกนนำมาเข้าค่ายเสริมความรู้เรื่องการจัดการความรู้ในค่ายเสมอ เป็นต้นว่าการแนะนำแนวคิดและทักษะในการลงทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน กระตุ้นให้แต่ละชมรมเปิดใจแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานร่วมกัน

หลังจากโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน”  หรือ “หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน” ขับเคลื่อนไปได้สักระยะหนึ่ง  ผมก็เริ่มชัดเจนว่านิสิตขาด “ทักษะ” ในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ในชุมชนพอสมควร

และนั่นก็หมายถึงทักษะการทำงานแบบมีส่วนร่วมดีๆ นั่นเอง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับชาวบ้าน  ซึ่งก่อนนั้นก็เป็น “โจทย์” ที่ผมคาดการณ์ไว้แล้วอย่างเสร็จสรรพ

 

Large_dsc_0121

 

เรื่องดังกล่าวนี้  ผมเคยนำเรียนต่อคณะผู้บริหารในหลายเวที  หลักๆ คือการสะท้อนภาพให้เห็นว่านิสิตในสังกัด "สโมสรนิสิตคณะ" ต่างๆ นั้นดูจะอ่อนด้อยเรื่องทักษะและความรู้ในการที่จะจัดกิจกรรมในชุมชนเป็นอย่างมาก  ยิ่งเมื่อนำมาเทียบกับ "ชมรม" ในสังกัดองค์การนิสิตที่ผมและทีมงานกำกับดูแลนั้น  จะเห็นได้ชัดว่าแตกต่างกันลิบลับ

 

สิ่งเหล่านั้น  ไม่ได้โทษหรือโบยตีไปยังนิสิตในสโมสรนิสิตคณะเสียทั้งหมด หากแต่กำลังชี้ประเด็นว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปสู่คณะนั้นมีจำนวนจำกัดพอสมควร  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เอาแค่จัดสรรลงแผนงานประเพณีหลักๆ อย่างประชุมเชียร์  ไหว้ครู  ลอยกระทง กีฬาคณะ  ก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว  ที่ไหนเลยจะมีเหลือพอที่จะเป็นแผนงานเชิงรุกสู่การเรียนรู้และบริการวิชาการสู่ชุมชนได้

 

Large_dsc_0176

 

ผมมองมุมนั้นด้วยมุมในเชิงบวก - เป็นการมองเพื่อเสริมแรงใจให้กับสโมสรนิสิตคณะ แต่ถึงกระนั้นก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่อดไม่ได้กับการต้องสะท้อนความจริงในเบื้องลึกของตัวเองในทำนองว่า  "ทำไมต้องยึดโยงอยู่กับงานประเพณีภายในเสียมากมาย อย่างน้อยก็น่าจะมีกิจกรรมออกสู่ “ชุมชน” บ้าง...

(อย่างน้อยสักหนึ่งกิจกรรมก็ยังดี ไม่ต้องคิดอะไรไกลและยิ่งใหญ่เกินตัว  แค่หยิบจับเอาความรู้ที่ตนเองถนัดนั่นแหละออกไปเรียนรู้และให้บริการแก่ชุมชน หรือถ้าจำเป็นก็จับมือเครือข่ายคณะต่างๆ หรือแม้แต่ส่วนราชการและองค์กรภายนอกเข้าร่วมด้วยก็ยังได้)

Large_dsc_0157
เสาหอกระจายข่าวที่รอการติดตั้งโดยนิสิตและชาวบ้าน

Large_dsc_0127

 

ในทำนองเดียวกันนี้  ผมเคยสื่อสารอย่างสุภาพว่า "ชมรมในสังกัดองค์การนิสิตนั้นดูจะมีทักษะการทำงานในชุมชนที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคณะกรรมการสโมสรนิสิต  เพราะชมรมต่างๆ ล้วนมุ่งงานไปสู่ชุมขนแทบทั้งสิ้น ไม่มีงานประเพณี “ดู กิน ดิ้น” ให้รกรำคาญใจ  หรืออย่างมากก็แค่สัมมนาสรุปงานเท่านั้นแหละที่พอจะมีกลิ่นอายทำนองนั้นอยู่บ้าง..

 

และในกลุ่มชมรมที่ว่านั้น  ก่อนการลงพื้นที่  ทั้งผมและทีมงานมักนำแกนนำมาเข้าค่ายเสริมความรู้เรื่องการจัดการความรู้ในค่ายเสมอ  เป็นต้นว่าการแนะนำแนวคิดและทักษะในการลงทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน  กระตุ้นให้แต่ละชมรมเปิดใจแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานร่วมกัน  มีการกำหนดสถานการณ์ให้ทุกองค์กรได้ฝึกปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงๆ จังๆ  
      ครั้นถึงเวลาออกค่ายจริงๆ  ทีมงานของผมก็ไม่ละเลยที่จะตระเวนไปเยี่ยมเยียน 
      เสร็จจากค่ายก็มีเวทีสรุปงาน สรวลเสเฮฮา เสวนากันอย่างออกรสออกชาติ    
      รวมถึงมีการแสดงผลงาน ประกวดเรื่องเล่าเร้าพลัง และประกวดภาพถ่ายชาวค่ายไปในตัว ฯลฯ..

 

สิ่งเหล่านี้  ผมถือว่าช่วยได้เยอะมาก - ช่วยให้นิสิตในชมรมต่างๆ เรียนรู้และเข้าใจในความรู้ ทักษะ หรือแม้แต่เทคนิคในการจัดกิจกรรมในชุมชน ซึ่งตรงกันข้ามกับสโมสรนิสิตคณะ ซึ่งดูจะบอบบางในเรื่องนี้มากอย่างน่าตกใจ 

 

Large_dsc_0136

Large_dsc_0132

 

ด้วยเหตุนี้  ก่อนการลงพื้นที่ในนามโครงการ "มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน" (หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน"  ผมจึงจำต้องปฐมนิเทศแกนนำของแต่ละสโมสรนิสิตอย่างจริงๆ จังๆ  มีการจัดปฐมนิเทศมากกว่าสองครั้ง  เมื่อลงชุมชนก็พยายามติดตามเข้าไปดูแลเท่าที่จะพอมีเวลา  ส่วนหนึ่งก็จำต้องถอยฉากออกมา  เพราะต้องการให้อาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากรในสังกัดคณะได้ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” อย่างเต็มตัว 

 

Large_dsc_0189

 

จวบจนบัดนี้  เวลาล่วงมาเกือบครบขวบปี - จากรุ่นพี่เปลี่ยนผ่านสู่วาระ “น้องใหม่ใส่ใจชุมชน (สังคม)”  จึงยังเป็นโจทย์ที่ผมไม่อาจละข้ามไปได้  และยังยืนยันว่าโจทย์ดังกล่าวยังต้องปรับแต่งและแก้ไขในเชิงระบบที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม
โดยล่าสุด ผมพยายามผลักดันเข้าสู่ระบบการ "เรียนในชั้นเรียน"  อย่างน้อยในวิชาที่ผมสอนก็มีชั่วโมงที่ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้  เสร็จจากนั้นก็เปิดพื้นที่ให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง...

 

นอกจากนั้น  ผมยังได้หารือกับผู้บริหารในการพยายามจัดอบรมเป็นหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว เน้นการเรียนรู้ชุมชนและการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ภายใต้แนวคิดของการ "เรียนรู้ชุมชนควบคู่ไปกับการบริการิชาการสู่ชุมชน"

และบัดนี้  นิสิตรุ่นพี่จากทุกคณะก็กำลังทยอยพานิสิตชั้นปีที่หนึ่ง หรือ “น้องใหม่”  เดินหน้าลงสู่หมู่บ้านอย่างครึกครื้น  โดยมีกิจกรรมหลากรูปแบบรอเป็นโจทย์ให้เรียนรู้ร่วมกัน 

 

Large_dsc_0146

 

แต่สำหรับผมนั้น  ก่อนกิจกรรมจะเริ่มขึ้น  ผมมักหาเวลาลงพื้นที่ด้วยตนเองก่อนเสมอ  อย่างน้อยก็ต้องพยายามหิ้วแกนนำของแต่ละคณะเดินเท้าเข้าหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด  ทั้งเพื่อประชุมชาวบ้าน  สำรวจข้อมูลพื้นฐานชุมชน  จัดเก็บข้อมูลชุมชนมาปฐมนิเทศให้นิสิตได้รับรู้ล่วงหน้าแต่พองาม  หรือแม้แต่ร่วมวางแผนการดำเนินงานร่วมกับชาวบ้านด้วยตนเอง เพราะรู้ว่าพวกเขายังเป็น “มือใหม่หัดขับ”  จริงๆ 

รวมถึงฝึกให้แกนนำค่ายเหล่านั้นได้เรียนรู้วิถีชีวิต การพูดการกิน การสมาคมกับชาวบ้านไปในตัว เผื่อว่าเมื่อต้องลงมาปฏิบัติจริง จะได้มี "ทุน" ติดตัวลงมาบ้าง

แต่เท่าที่ผ่านมานั้น  ผมก็ถือว่ายังไม่ถึงขั้นล้มเหลว หรือวิกฤตเสียทั้งหมด ทุกสิ่งอย่างยังต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกอย่างมันคือการเรียนรู้-

 

...
๒๒ มิถุนายน ๕๔
ลงประสานชุมชนบ้านใคร่นุ่น-มหาสารคาม
ก่อนพา "น้องใหม่" ไปฝากตัวเป็นลูกฮักของชาวบ้านตามแนวคิด "น้องใหม่ใส่ใจชุมชน" (สังคม)