หลังจากโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” หรือ “หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน” ขับเคลื่อนไปได้สักระยะหนึ่ง ผมก็เริ่มชัดเจนว่านิสิตขาด “ทักษะ” ในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ในชุมชนพอสมควร
และนั่นก็หมายถึงทักษะการทำงานแบบมีส่วนร่วมดีๆ นั่นเอง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งก่อนนั้นก็เป็น “โจทย์” ที่ผมคาดการณ์ไว้แล้วอย่างเสร็จสรรพ
เรื่องดังกล่าวนี้ ผมเคยนำเรียนต่อคณะผู้บริหารในหลายเวที หลักๆ คือการสะท้อนภาพให้เห็นว่านิสิตในสังกัด "สโมสรนิสิตคณะ" ต่างๆ นั้นดูจะอ่อนด้อยเรื่องทักษะและความรู้ในการที่จะจัดกิจกรรมในชุมชนเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อนำมาเทียบกับ "ชมรม" ในสังกัดองค์การนิสิตที่ผมและทีมงานกำกับดูแลนั้น จะเห็นได้ชัดว่าแตกต่างกันลิบลับ
สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้โทษหรือโบยตีไปยังนิสิตในสโมสรนิสิตคณะเสียทั้งหมด หากแต่กำลังชี้ประเด็นว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปสู่คณะนั้นมีจำนวนจำกัดพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนั้น เอาแค่จัดสรรลงแผนงานประเพณีหลักๆ อย่างประชุมเชียร์ ไหว้ครู ลอยกระทง กีฬาคณะ ก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว ที่ไหนเลยจะมีเหลือพอที่จะเป็นแผนงานเชิงรุกสู่การเรียนรู้และบริการวิชาการสู่ชุมชนได้
ผมมองมุมนั้นด้วยมุมในเชิงบวก - เป็นการมองเพื่อเสริมแรงใจให้กับสโมสรนิสิตคณะ แต่ถึงกระนั้นก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่อดไม่ได้กับการต้องสะท้อนความจริงในเบื้องลึกของตัวเองในทำนองว่า "ทำไมต้องยึดโยงอยู่กับงานประเพณีภายในเสียมากมาย อย่างน้อยก็น่าจะมีกิจกรรมออกสู่ “ชุมชน” บ้าง...
(อย่างน้อยสักหนึ่งกิจกรรมก็ยังดี ไม่ต้องคิดอะไรไกลและยิ่งใหญ่เกินตัว แค่หยิบจับเอาความรู้ที่ตนเองถนัดนั่นแหละออกไปเรียนรู้และให้บริการแก่ชุมชน หรือถ้าจำเป็นก็จับมือเครือข่ายคณะต่างๆ หรือแม้แต่ส่วนราชการและองค์กรภายนอกเข้าร่วมด้วยก็ยังได้)
เสาหอกระจายข่าวที่รอการติดตั้งโดยนิสิตและชาวบ้าน
ในทำนองเดียวกันนี้ ผมเคยสื่อสารอย่างสุภาพว่า "ชมรมในสังกัดองค์การนิสิตนั้นดูจะมีทักษะการทำงานในชุมชนที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคณะกรรมการสโมสรนิสิต เพราะชมรมต่างๆ ล้วนมุ่งงานไปสู่ชุมขนแทบทั้งสิ้น ไม่มีงานประเพณี “ดู กิน ดิ้น” ให้รกรำคาญใจ หรืออย่างมากก็แค่สัมมนาสรุปงานเท่านั้นแหละที่พอจะมีกลิ่นอายทำนองนั้นอยู่บ้าง..
และในกลุ่มชมรมที่ว่านั้น ก่อนการลงพื้นที่ ทั้งผมและทีมงานมักนำแกนนำมาเข้าค่ายเสริมความรู้เรื่องการจัดการความรู้ในค่ายเสมอ เป็นต้นว่าการแนะนำแนวคิดและทักษะในการลงทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน กระตุ้นให้แต่ละชมรมเปิดใจแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานร่วมกัน มีการกำหนดสถานการณ์ให้ทุกองค์กรได้ฝึกปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงๆ จังๆ
ครั้นถึงเวลาออกค่ายจริงๆ ทีมงานของผมก็ไม่ละเลยที่จะตระเวนไปเยี่ยมเยียน
เสร็จจากค่ายก็มีเวทีสรุปงาน สรวลเสเฮฮา เสวนากันอย่างออกรสออกชาติ
รวมถึงมีการแสดงผลงาน ประกวดเรื่องเล่าเร้าพลัง และประกวดภาพถ่ายชาวค่ายไปในตัว ฯลฯ..
สิ่งเหล่านี้ ผมถือว่าช่วยได้เยอะมาก - ช่วยให้นิสิตในชมรมต่างๆ เรียนรู้และเข้าใจในความรู้ ทักษะ หรือแม้แต่เทคนิคในการจัดกิจกรรมในชุมชน ซึ่งตรงกันข้ามกับสโมสรนิสิตคณะ ซึ่งดูจะบอบบางในเรื่องนี้มากอย่างน่าตกใจ
ด้วยเหตุนี้ ก่อนการลงพื้นที่ในนามโครงการ "มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน" (หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน" ผมจึงจำต้องปฐมนิเทศแกนนำของแต่ละสโมสรนิสิตอย่างจริงๆ จังๆ มีการจัดปฐมนิเทศมากกว่าสองครั้ง เมื่อลงชุมชนก็พยายามติดตามเข้าไปดูแลเท่าที่จะพอมีเวลา ส่วนหนึ่งก็จำต้องถอยฉากออกมา เพราะต้องการให้อาจารย์ที่ปรึกษาและบุคลากรในสังกัดคณะได้ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” อย่างเต็มตัว
จวบจนบัดนี้ เวลาล่วงมาเกือบครบขวบปี - จากรุ่นพี่เปลี่ยนผ่านสู่วาระ “น้องใหม่ใส่ใจชุมชน (สังคม)” จึงยังเป็นโจทย์ที่ผมไม่อาจละข้ามไปได้ และยังยืนยันว่าโจทย์ดังกล่าวยังต้องปรับแต่งและแก้ไขในเชิงระบบที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม
โดยล่าสุด ผมพยายามผลักดันเข้าสู่ระบบการ "เรียนในชั้นเรียน" อย่างน้อยในวิชาที่ผมสอนก็มีชั่วโมงที่ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เสร็จจากนั้นก็เปิดพื้นที่ให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง...
นอกจากนั้น ผมยังได้หารือกับผู้บริหารในการพยายามจัดอบรมเป็นหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว เน้นการเรียนรู้ชุมชนและการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ภายใต้แนวคิดของการ "เรียนรู้ชุมชนควบคู่ไปกับการบริการิชาการสู่ชุมชน"
และบัดนี้ นิสิตรุ่นพี่จากทุกคณะก็กำลังทยอยพานิสิตชั้นปีที่หนึ่ง หรือ “น้องใหม่” เดินหน้าลงสู่หมู่บ้านอย่างครึกครื้น โดยมีกิจกรรมหลากรูปแบบรอเป็นโจทย์ให้เรียนรู้ร่วมกัน
แต่สำหรับผมนั้น ก่อนกิจกรรมจะเริ่มขึ้น ผมมักหาเวลาลงพื้นที่ด้วยตนเองก่อนเสมอ อย่างน้อยก็ต้องพยายามหิ้วแกนนำของแต่ละคณะเดินเท้าเข้าหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด ทั้งเพื่อประชุมชาวบ้าน สำรวจข้อมูลพื้นฐานชุมชน จัดเก็บข้อมูลชุมชนมาปฐมนิเทศให้นิสิตได้รับรู้ล่วงหน้าแต่พองาม หรือแม้แต่ร่วมวางแผนการดำเนินงานร่วมกับชาวบ้านด้วยตนเอง เพราะรู้ว่าพวกเขายังเป็น “มือใหม่หัดขับ” จริงๆ
รวมถึงฝึกให้แกนนำค่ายเหล่านั้นได้เรียนรู้วิถีชีวิต การพูดการกิน การสมาคมกับชาวบ้านไปในตัว เผื่อว่าเมื่อต้องลงมาปฏิบัติจริง จะได้มี "ทุน" ติดตัวลงมาบ้าง
แต่เท่าที่ผ่านมานั้น ผมก็ถือว่ายังไม่ถึงขั้นล้มเหลว หรือวิกฤตเสียทั้งหมด ทุกสิ่งอย่างยังต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกอย่างมันคือการเรียนรู้-
...
๒๒ มิถุนายน ๕๔
ลงประสานชุมชนบ้านใคร่นุ่น-มหาสารคาม
ก่อนพา "น้องใหม่" ไปฝากตัวเป็นลูกฮักของชาวบ้านตามแนวคิด "น้องใหม่ใส่ใจชุมชน" (สังคม)
สวัสดีค่ะ
เป็นกำลังใจให้พยายามต่อค่ะ
สำหรับกิจกรรมดีๆนี้...
"....ทุกสิ่งอย่างยังต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกอย่างมันคือการเรียนรู้-...."
นะคะ....
สวัสดีครับ อ.ลำดวน
ลงแรงกับงานนี้มากเลยครับ ยิ่งทำยิ่งต้องเรียนรู้
โปรเจคนี้ใช้งบประมาณเฉลี่ยหมู่บ้านละ 3 หมื่นบ้าน รวมเสร็จสรรพหลักล้านเลยทีเดียวครับ ด้วยหวังลึกๆ ว่าชุมชนเหล่านี้จะเป็นห้องเรียนสำหรับคนหลากวัยได้นั่นเอง..
ขอบพระคุณครับ
โปรเจ็ก"น้องใหม่ใส่ใจชุมชน"โดนใจมากครับท่านอาจารย์
มาเรียนรู้...วิชาชีวิต เพื่อผลิตบัณฑิตดีๆ ออกไปสู่ชุมชน...เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^_^
พี่พนัสคะ
ชอบใจการทำงานในรูปแบบนี้จังค่ะ รู้สึกว่ามันทำให้ได้สัมผัสกับการทำงานจริงและยังได้ช่วยพัฒนานิสิตในหลากหลายแง่มุมด้วย
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ ^_^
สวัสดีครับ อ.หนานวัฒน์
สวัสดีครับ อ.ชาดา ~natadee
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศอัตลักษณ์นิสิตไว้ ว่า MSU FOR ALL : พึ่งได้
อันหมายถึง คุณธรรม รับผิดชอบ และเป็นหนึ่งเดียว
โดยเนื้อหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งบรรจุเข้าสู่วิชาเรียนแล้วเหมือนกัน ครับ
สวัสดีครับ มะปรางเปรี้ยว
กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างสัพันธภาพระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนแล้ว ยังหมายถึงการร่วมกับชาวบ้านให้ยกฐานะของชุมชนให้เป็น "ห้องเรียน" อีกห้องไปในตัว เป็นการพัฒนาชุมชนผ่านมิติของนิสิตและชาวบ้าน คล้ายกับลูกช่วยพ่อแม่พัฒนาบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละครับ
"จะทำอย่างไร ให้การทำนา ทำการเกษตร เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น" มาช่วยพ่อ ช่วยแม่ ทำนาอย่างสร้างสรรค์ มีการพัฒนา แทนการไป ขี่มอเตอร์ไซด์ ซิ่ง ไปวันๆ ครับ
กิจกรรมดี ๆ แบบนี้ อยากให้มีการขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ บ้างจังเลย