หลังจากที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโรงเรียนเก่า โดยที่ไม่มีใครมาขอร้อง  เพียงแต่อยากปรึกษาหารือ  และได้รับฟังการบ่นเหน็ดเหนื่อยในการทำงานหนักของเพื่อนครู  และจากผู้อำนวยการโรงเรียน

 

             จึงอาสาไปช่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยความเต็มใจ และรู้สึกภูมิใจที่ได้กลับมารับใช้โรงเรียนที่เคยอยู่  ซึ่งรู้สึกเป็นงานหนักกว่างานประจำที่ผ่านมา  เพราะกลับบ้านมืดเย็นกว่าปกติทุกวัน  เพียงแต่เราสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและสบายใจกว่า

 

            งานสำคัญคือการที่ได้ช่วยทำงานวิจัย "ประเมินโครงการ" ด้านการบริหารให้กับผู้อำนวยการ  นับว่าเป็นงานที่ชอบและท้าทาย  อีกอย่างได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง 

 

           วันนี้งานวิจัยมีความสำเร็จอย่างสมบูรณ์  ความรู้สึกดีได้บังเกิดขึ้นในใจลึก ๆ  และครูทุกคนก็คอยเป็นกองเชียร์ให้  ลุ้นว่าวันนี้ต้องได้เข้าเล่มแน่นอน แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือมีครูที่ไม่ชอบ ผอ. เป็นการส่วนตัวคนหนึ่ง  ทำท่ามานั่งคุยกับฉันแบบ "เจรจาอ่อนหวาน" ทันทีเธอได้ลุกไปคว้างานวิจัยที่อยู่ในฝากล่องกระดาษโรเนียว  มาวางบนตักของเธอ  ทีแรกคิดว่าเธอจะนำมาอ่าน

 

           แต่เหตุการณ์คือเธอได้แกะมังคุด  ทำให้น้ำจากเปลือกมังคุดหยดลงเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหน้ากระดาษไปหมด  ฉันเห็นแล้วรู้สึกไม่ดีและไม่พอใจต่อการกระทำของเธอ  แต่ไม่ได้แสดงกิริยาอะไร  ได้แต่ก้มหน้าดูงานจากหน้าจอเหมือนปกติ 

 

          บังเอิญครูอีกคนหนึ่งมาเห็นเข้าจึงเกิดอาการโวยลั่นแทนว่า "ใครทำ"  และแย่งกล่องงานจากบนตักของเธอออกไปอย่างไม่พอใจ  แต่คนทำผิดก็ไม่ได้ขอโทษแต่อย่างใด ความสำคัญคือ "ตัวฉัน" ที่สามารถผ่านบททดสอบอารมณ์ไปได้ฉลุย  แถมด้วยยิ้มน้อย ๆ ให้กับครูคนปรารถนาดี

  

           การกระทำของเธอเป็นการจงใจโดยเจตนา  เพราะครูหลายคนต่างผลัดกันมาชื่นชมยินดีกับผลงานชิ้นนี้  เพราะถือว่าทุกคนมีส่วนร่วม  ความสำเร็จของงานจึงเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน  และงานอยู่ในกล่องแบบเป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่ใช่อยู่แบบขยะ  และเธอทราบดีด้วย

 

          บทเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตที่บอกว่า "การเป็นผู้มีจิตสาธารณะทำให้ตนเอง คนรอบข้าง และสังคมมีความสุข หรือว่าเกิดจากการผ่านร้อน ผ่านหนาวมากว่าครึ่งร้อย"  ฉันนั่งอยู่ที่เดิม สำรวมจิตใจภาวนาแผ่เมตตาให้เธอผู้น่าสงสารคนนี้ที่สุดเลย