ป.
Patama ปัทมา Gomutbutra โกมุทบุตร

เทคนิคการเขียน abstract เพื่อส่งการประชุมวิชาการ : "Not show data - Tell information"


พึงระลึกว่า Reviewer อาจมีเวลาอ่านแต่ละ abstract เพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

การเขียน abstract เพื่อส่งการประชุมวิชาการ เป็นการฝึกวิทยายุทธ "Communication skill" อย่างหนึ่ง ว่าจะทำอย่างไรให้ Connect , Convey และ Convince ทั้ง Reviewer และผู้เข้าประชุมที่มีเวลาให้ความสนใจจำกัด 

วันนี้ขอนำสิ่งที่คุณ David นักวิจัยอาวุโสในทีม Palliative แนะนำสูตรไม่ลับดังต่อไปนี้คะ 

1. กองหน้า: กองกลาง:กองหลัง = 7 : 3: 4
  งานประชุมวิชาการส่วนมากจำกัดจำนวนคำ 200-300 ซึ่งหากเราใช้ไปกับการบรรยาย Background, Method ก็จะไม่พอใส่ส่วนที่เหลือ
   คร่าวๆ จึงควรแบ่งดังนี้ Background + Objective 4 บรรทัด,  Method 3 บรรทัด, Conclusion + Implication 7 บรรทัด ส่วนที่เหลือเป็น Result 
   ลองนึกเวลาเดินชมโปสเตอร์ หลายคนอ่าน Title แล้วโดดไป Conclusion เลย..ถ้าน่าสนใจ มีประโยชน์ จึงจะยืนอ่านรายละเอียด ว่าผลนี้ได้มาอย่างไร
   มุขที่เราชอบใช้​(รวมทั้งตัวฉันด้วย) คือ "ต้องทำการศึกษาต่อไป" ถ้าเป็นไปได้จึงควรเลี่ยง หรือไม่ก็ต้องบอกจำเพาะเจาะจง เช่น ควรมีการศึกษาผลของ A ต่อ B ด้วย prospective cohort ต่อไป.
   เปรียบง่ายๆ เหมือนจัดทีมฟุตบอล  กองหน้าคือ Conclusion, กองกลางคือ method และกองหลังคือ Background ส่วน Result ให้ทำหน้าที่เป็นกองหนุน 

2. ให้ Result บอก information ไม่ใช่เพียงโชว์ data:
   Information คือการนำ data มาร้อยเรียงสื่อความหมาย ให้ "sufficient details to permit evaluation of effectiveness of the study"
  เช่น ถ้าคำถามวิจัยเราคือการใช้ออกซิเจนช่วยลดความรุนแรงอาการหอบเหนื่อยหรือไม่

2.1 ข้อมูลที่บอกคุณภาพของ data collection เช่น จากจำนวนผู้ป่วยที่ meet inclusion criteria 300 คน สามารถติดตามเก็บข้อมูลได้ 250 คน (73%).

2.2 ข้อมูลแสดงภาพรวมว่าประชากรในการศึกษาเราเป็นอย่างไร: เช่น อายุเฉลี่ย X ปีเป็น COPD Y%,  มี stage I  Z1% , stage II Z2% ( ไม่ควรใช้ stage I , II มี Z1, Z2 %  respectively เพราะอ่านยาก) etc..แต่เราไม่ต้องบอกทุกอย่าง ว่าผู้ป่วยadmit วันจันทร์กี่ %  เป็นโสดกี่ % 

2.3 ข้อมูลนำสู่การวิเคราะห์เปรียบเทียบ :
2.3.1 บอก crude association ระหว่าง outcome และ exposure พูดง่ายๆ ก็คือจับสองตัวนี้มาใส่ตาราง 2x2 chi-squre หรือ t-test ที่เราคุ้นๆ กันนั่นเอง
2.3.2 บอก" potential confounders" ได้แก่ปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างกลุ่ม exposure ( เช่น hypoxemia, anemia, ..etc  สัมพันธ์กับการได้รับ ออกซิเจน, p<0.05  ) และ ระหว่างกลุ่ม outcome (เช่น อายุมากกว่า 60, สูบบุหรี่ ..etc สัมพันธ์กับความรุนแรงในการหอบเหนื่อย, p < 0.05)  
- ปัจจัยที่โดยตรรกะทางคลินิกน่าจะเกี่ยวข้อง แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็ควรบอก และเก็บไว้เข้า multivariable analysis ต่อไป
- ขณะเดียวกันปัจจัยที่ p<0.05 หากไม่เข้ากับตรรกะทางคลินิก ก็ไม่จำเป็นต้องบอก เช่น หญิง ใช้ออกซิเจนมากกว่า ชาย  

2.4 ข้อมูลจาก Multivariable analysis : ต่อจากข้อ 2.3 ซึ่งเป็น "crude association" ต่อไปคือการหา "independent association"
- กรณีคำถามวิจัยเราต้องการหา effect ของ exposure หรือ intervention ควรแสดงหนึ่งผลลัพท์นี้ ในหลายๆ แง่มุม เช่น ผลจากเทคนิควิเคราะห์ที่ต่างกัน, ผลจาก sensitivity analysis, การวิเคราะห์ dose-response
- กรณีคำถามวิจัย ต้องการหา predictors จึงจะบรรยายถึง factors อื่นๆ

   วิธีหนึ่งที่ช่วยตั้งทิศทางแสดง result คือ การกำหนด Measurable behavioral objective- วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ที่วัดได้  คล้ายกับการตั้งวัตถุประสงค์การสอน​(สมมติว่าผู้อ่านวิจัยเรา เป็นนักเรียน) ยกตัวอย่าง
  - สามารถอธิบาย (แทนที่จะใช้คำว่า เข้าใจ ->อันนี้วัดไม่ได้) ผลประโยชน์จากการใช้ออกซิเจนเพื่อลดความรุนแรงหอบเหนื่อย..
     ดังนั้นเราจะเขียน result อย่างไรให้คนอ่านแล้วจับใจความสำคัญ (ในที่นี้คือ มันออกซีเจนมีประโยชน์เพียงไร ในผู้ป่วยกลุ่มโรคต่างๆ) พอไปอธิบายให้คนอื่นต่อได

3. การใช้คำให้ชัดเจนสำหรับ clinician:

คำศัพท์ที่ Biostatistician ใช้และสอนเรา อาจไม่ใช่สิ่งที่ clinician อ่านแล้วเข้าใจ
ยกตัวอย่าง
  "Adjusted outcome" ความหมายคือ effect ที่ได้หลังจากวิเคราะห์ด้วย Multivariable analysis  อย่างไรก็ตาม คำนี้อ้างอิงกับเรื่อง confounders และ regression  ดังนั้น ผู้อ่านวงกว้าง อาจเข้าใจมากกว่าหากใช้คำว่า "Independent effect" ซึ่งสื่อสิ่งเดียวกัน 
   "Marginal structural modelling" อาจเข้าใจได้ง่ายสำหรับ MPH แต่สำหรับ MD. ส่วนมากแล้ว ฟังอาจขมวดคิ้วและถูกหันเหจากผลลัพท์ไปที่วิธีการวิเคราะห์ชื่อไม่คุ้น  จึงควรทำให้ง่ายเรียกรวมๆว่า Multivariable analysis 

หมายเลขบันทึก: 444410เขียนเมื่อ 17 มิถุนายน 2011 07:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 06:46 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

พึงระลึกว่า Reviewer อาจมีเวลาอ่านแต่ละ abstract เพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

 

เขียนดีจังค่ะ

และประโยคนี้เป็นจริงเชียวค่ะ

อาจารย์หมอค่ะ...นักวิจัยหน้างาน...อาจอยากเรียนรู้การเขียน...abstract บ้าง ช่วยใส่คำสำคัญ R2R  น่าจะดีนะคะ...

ขอบคุณคะพี่อุ้มใส่ r2r และ edit ข้อความอีกนิดหน่อยคะ :)

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี