สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะของหน่วยงานกลางของรัฐบาลในการประสานความร่วมมือกับยูเนสโก ได้มอบหมายให้ผมและคณะดำเนินโครงการวิจัย: การประเมินผลการดำเนินความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับองค์การยูเนสโก (Assessment of Cooperation between Thai Public Sectors and UNESCO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของยูเนสโกที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐของไทย ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับองค์การยูเนสโก วิเคราะห์ความคาดหวังและความต้องการของหน่วยงานภาครัฐของไทยในการพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือกับยูเนสโก และกำหนดแนวทางและพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับยูเนสโกในสาขาต่าง ๆ ได้แก่การศึกษา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ วัฒนธรรม และสื่อสารมวลชน ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ และประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างแท้จริง
เพื่อให้การทำโครงการวิจัยครั้งนี้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานของยูเนสโกได้อย่างสมบูรณ์ ผมได้จัดเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีสอบถามประสบการณ์จริงจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยทำงานร่วมกับยูเนสโก (Expert Opinion) และผมคิดว่าข้อมูลต่างๆนั้นเป็นประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรู้จักบทบาทของยูเนสโกมากขึ้นจึงนำมาเผยเเพร่ในบล็อกเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เเลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สัมภาษณ์ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
วันที่ 28 เมษายน 2554
ณ บ้านพิษณุโลก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณหญิงมีมุมมองเกี่ยวกับยูเนสโกอย่างไร
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: มองจากมุมข้าราชการ ยูเนสโกเป็นหน่วยงานผลักดันด้านการศึกษา
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ขอให้ท่านเล่าถึงบทบาทของท่านกับการทำงานร่วมกับ UNESCO
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ดิฉันได้ทำเรื่อง Literacy และ Education for all ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา ดิฉันได้ทำจริงๆเรื่อง Literacy ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2514 โดยนำ แนวคิด Functional Literacy มา ต่อมาเป็น Lifelong Learning เป็นการศึกษาต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ลืมหนังสือ ดิฉันได้รับเชิญเป็นกรรมการแฮมเบิร์ก UNESCO Institute of Education เปลี่ยนเป็น UNESCO for Lifelong Learning เมื่อเร็วๆนี้ ก็ได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษา Bureau of Education
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: Literacy project lasting for Thailand
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ในเรื่อง Literacy ด้วยยูเนสโกสนับสนุนให้สอนแบบ Problem-based จึงตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนขึ้นมา มีศูนย์การศึกษาผู้ใหญ่ที่อุบลราชธานี
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: เรื่อง Education for all project lasting for Thailand
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: เป็นการประชุมสุดยอกที่ใหญ่มาก ตอนแรกเน้น Literacy ประถมวัย
ช่วงแรกในปี ค.ศ. 1980 เน้นประถมศึกษา เน้นการเป็นเจ้าภาพจัดงาน เรามีตัวอย่างการศึกษานอกโรงเรียนให้คนมาเรียนตามศูนย์
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คนของการศึกษานอกโรงเรียนภูมิใจที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีของประเทศไทย Education for all สร้างผลกระทบอย่างไรให้กับประเทศไทยบ้าง
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ในด้านประถมศึกษาได้รับผลกระทบไม่มาก แต่ต่อยอดมัธยมได้ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วว่าเขาทำอย่างไร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ความรู้มหาศาล
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: คนติดต่อกับยูเนสโกต้องรู้ภาษาอังกฤษ แต่ผู้บริหารไม่รู้ภาษาอังกฤษ บางที ประชุมแล้วก็จบเลย ไม่มีช่องทางถ่ายทอดความรู้
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: แล้วยูเนสโกในประเทศอื่นเป็นอย่างไร
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ในต่างประเทศมี International Council of Adult ยูเนสโกในต่างประเทศ cross sector เรามี Connection กับอเมริกาใต้ บางคนที่อยู่ในสาขา Non Formal Education เป็นนักต่อสู้เพื่อมวลชน
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: NGOs ประเทศไทยเข้ามาทำงานกับยูเนสโกประเทศไทยไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: เขาเข้ามาทำงานเรื่องการศึกษานอกดรงเรียนมาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกใช่ไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: เป็น NGOs ที่ทำงานเกื้อหนุนกัน ควรจะสัมภาษณ์ เตือนใจ ดีเทศ และเอนก นาคะบุตรด้วย ส่วนมากไปทำงานให้สถาบัน
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ประโยชน์จากยูเนสโกมีอะไรบ้าง
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: สร้าง Networking
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: หลังจากเกษียณแล้ว ทำอะไร
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: IBE อยากเปลี่ยนโฉมให้รู้จักคนมากขึ้น
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: มีกรรมการมรดกโลกด้วยใช่ไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ควรถามท่านสาวิตรี เพราะท่านรู้ดี
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: นอกจากด้านการศึกษา มีผลกระทบสาขาอื่นไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ด้านวัฒนธรรมก็แทรกซึมในการศึกษา มีการทเรื่องความเสมอภาคชายหญิง
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ยูเนสโกมีจุดแข็งที่มองไม่เห็นบ้างไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: มีการสร้างแนวคิดใหม่ ดึงคนระดับสุดยอดมารวมตัวกัน มีการผลักดันนโยบายดีแต่ตอนนี้แผ่วลง มีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา Advocacy
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ยูเนสโกมีอะไรที่ต้องปรับปรุง
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ยูเนสโกมีความคิดดี แต่ Bureaucracy ช้า ตอนนี้เริ่ม Theme การศึกษาปฐมวัย ควรขับเคลื่อน 5 ปีให้เห็นทิศทางในอนาคต ยูเนสโกมีเงินแต่ทำอะไรมากไม่ได้เพราะสามารถใช้บารมีไปขอเงินที่อื่นได้
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: เกิดจากปัญหา Bureaucracy ในกระทรวงศึกษาธิการใช่ไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: เจ้าหน้าที่ทำงานหนัก แต่ผู้บริหารไม่ได้ลงไปทำอย่างจริงจัง ควรใช้ยูเนสโกสร้างมิตรด้วยเพื่อช่วยเรื่องอื่นๆ เช่นเขาพระวิหาร ควรทำตามแบบผู้นำจีนที่ไปด้วยตนเอง ควรปรับปรุงสำนักงานที่ปารีส เพราะไม่มีคนทำงานประจำ ต้องส่งคนสำคัญไปช่วยทำงาน ตอนนี้มีแค่ 1 คน ที่วิ่งรอกทำงานร่วมกับกรรมการทุกชุด ควรจะเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ๆ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวก ควรนำการศึกษาไปสู่ connection ด้านอื่นๆเพราะทำให้คนไม่ระวังตัวมาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คนไทยยังมองไม่เห็นการทูต ต้องทำให้เกิดประโยชน์ระยะยาวโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: คุณจาตุรนต์ ฉายแสงเคยไปพบรัฐมนตรีจีน ทำให้เกิดการส่งเสริมครูภาษาจีน ทำให้ได้ connection ไทยได้งบไปเรียนภาษาจีน ซึ่งชัดเจนและยิ่งใหญ่มาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ควรจะมีความพยายามพัฒนาบทบาทผู้นำใช่ไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ต้องเลือกคนที่ทำหน้าที่เป็นทูตได้ ตอนนี้เป็นคุณจุไรรัตน์รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
คุณปองพล อดิเรกสารและคุณจาตุรนต์ ฉายแสงให้ความสำคัญมาก ส่วนมากยูเนสโกมีการคุยกันนอกรอบมาก คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เก่งมาก ต้องหาคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศดีและชอบคบค้าสมาคมกับคนอื่นมา
ควรเชิญสื่อมวลที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศดีไปร่วมงานยูเนสโก ควรจะมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำงานได้แล้ว ในยุคหลังๆนี้ ภาษาเป็นอุปสรรค หาคนรุ่นใหม่ยาก ต้องสร้างและเปิดโอกาสให้เขานำเสนอรายงาน
อาเซียนต้องรวมตัวกันทำงานเป็นภูมิภาคให้มากขึ้นเหมือนอาหรับ และแอฟริกา แล้วตำแหน่งสำคัญก็จะเป็นของอาเซียน
ตอนนี้มีคุณดุริยาคนเดียวที่ทำเรื่องยูเนสโก คุณสาวิตรีก็เคยทำ คุณศศิธาราเคยเป็นผู้แทนไทย
อยากให้พัฒนาความเข้มข้น
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: กระทรวงศึกษาธิการมี Benchmark ในการเชิญคน
วราพร ชูภักดี: ถ้ายูเนสโก ประเทศไทยจะทำงานให้มีคุณภาพ ต้องทำอย่างไร
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ควรสร้างคนรุ่นใหม่ให้มี Connection
ควรดึงคนเก่งเข้ามาเสริมแรง
จงกลกร สิงห์โต: โครงการยูเนสโกมีมาก สามารถให้หน่วยงานอื่นมาขับเคลื่อนได้ไหม
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: มีการส่งผู้เชี่ยวชาญมา
จิตรลดา ลียากาศ: ในฐานะที่เอกชนเป็นหนึ่งใน Stakeholder ของยูเนสโก เอกชนได้รับผลกระทบอะไรจากยูเนสโก
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ยูเนสโกผลักดันเรื่องคอมพิวเตอร์โรงเรียน
จงกลกร สิงห์โต: ตอนนี้คนยังไม่เข้าใจบทบาทของยูเนสโก จะประชาสัมพันธ์อย่างไร
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ต้องให้คนในกระทรวงเชื่อมโยง คุณภาพของผู้อำนวยการยูเนสโกก็สำคัญมาก เช่น เชฟเฟอร์เก่งมาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์งานมาก
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ยูนิเซฟและยูนิเฟมทำโปรโมชั่นได้ดี ยูนิเฟมใช้กระทรวงยุติธรรมดูแล ส่วนยูนิเซฟอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ มี connection กับหลายกระทรวง มี visibility สูงต่อประชาชน
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ต้องคุยกับสำนักงานภูมิภาค
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ควรคุยกันเพื่อดูศักยภาพ
วราพร ชูภักดี: ถ้าจะให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยได้รับประโยชน์ต้องปลดล็อกส่วนไหน
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ยูเนสโกต้องผลักดันนโยบายให้ฟักตัว อย่าผูกกับกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะลงไปสู่อบต.และอบจ.
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ถ้าทำด้านการศึกษาประถมวัย ยูเนสโกต้องทำกับอบต.
ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา: ควระเชิญอบจ.ให้พูดเรื่องการศึกษาประถมวัย ทำให้เขาเป็นทาสยูเนสโก
บทสัมภาษณ์:คุณกวี จึงกิจถาวร
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ผู้ทรงคุณวุฒิของยูเนสโกด้านสื่อสารมวลชน
1. บทบาทของท่านกับการทำงานร่วมกับ UNESCO (เริ่มต้นอย่างไร? และมีโอกาสได้ร่วมในกิจกรรมใดบ้างที่สำคัญ ๆ)
ผมมีบทบาทค่อนข้างจำกัด ผมเคยไปร่วมประชุมประจำปีในอดีตตามที่ยูเนสโกประเทศไทยได้เชิญมา ผมเป็นรองประธานสาขาสื่อสารมวลชน และปีนี้เป็นรองประธาน IPDC (International Programme for the Development of Communication)
2. ความสำเร็จของ UNESCO สำหรับประเทศไทย คืออะไร? คุณประโยชน์ต่อสังคมไทยในมุมมองของท่านคืออะไร?
ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์เหมือนประเทศอื่นๆที่เป็นสมาชิกยูเนสโก ดูจากวัตถุประสงค์ก็ไม่ล้มเหลว ประเทศไทยบริจาคเงินให้ยูเนสโกประมาณ 19 ล้านบาท
3. จากการดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทย..ความล้มเหลวหรือปัญหาที่ต้องเเก้ไขคืออะไร?
ยูเนสโกประเทศไทยควรอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศหรือเป็นหน่วยงานที่มีเอกภาพภายใต้กระทรวงเดียวเท่านั้น ไม่ใช่หลายกระทรวงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน
4. จากความล้มเหลวข้างต้น UNESCO ควรจะปรับปรุงอย่างไร?
ให้มีการบริหารองค์กรเหมือน สพร. ยูเนสโกควรจะปรับปรุงให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ และนักการทูต
5.ข้อเสนอเเนะเพิ่มเติม..เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานขององค์การยูเนสโกกับประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยงาน ต่าง ๆ ของภาครัฐ และประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างแท้จริง
ประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับยูเนสโกเพราะครอบคลุมกิจกรรมที่สำคัญในด้านสังคมและวัฒนธรรม รัฐบาลต่อไปจะต้องรวมองค์กรยูเนสโกให้เป็นหนึ่งเดียว
สัมภาษณ์ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร ผู้อำนวยการศูนย์สปาฟา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ณ SPAFA
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ม.ร.ว.รุจยา อาภา
วราพร ชูภักดี
ม.ร.ว.รุจยา อาภากร
Expert Opinion Survey: สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ (12 มิถุนายน 2554)
อ.จีระ
คำถามแรก: ในความเห็นของศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ในฐานะของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกรรมการ ชุด ....โครงการใหญ่ ๆ ของยูเนสโกทางด้านวิทยาศาสตร์มีอะไรบ้าง?
อ.ยงยุทธ
- สำหรับบทบาทของยูเนสโกทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น จะไม่ได้เน้นที่วิทยาศาสตร์เพียงเรื่องเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการศึกษา วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมด้วย
- ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อสังคมโลก คือ “World Science Report” ซึ่งเริ่มมีการจัดทำและเผยแพร่ตั้งแต่ปี 1993
- บทบาทที่สำคัญของยูเนสโก คือการมองภาพใหญ่ หรือ Big Picture ให้แก่สังคมโลก เช่น การมองเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณในการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีกรอบในการทำงานที่ต้องคำนึงถึงความโปร่งใส จริยธรรมและจรรยาบรรณ ตัวอย่าง เช่น ในเรื่อง “Human Cloning”
- Man and the Biosphere Programme (MAB) เป็นโครงการที่ดีในด้านสิ่งแวดล้อม
- World Science Congress (ปีนี้จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554)
อ.จีระ
คำถามที่ 2: จุดอ่อนของยูเนสโก ในมุมมองของท่าน คืออะไร?
อ.ยงยุทธ
- ข้อเสียหรือจุดอ่อนของการทำงานของยูเนสโก คือ ทำงานในลักษณะแบบการทูต เป็น Talk Shop ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ของยูเนสโกประมาณ 90% เป็นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ยูเนสโก ที่จะต้องเดินทางไปเจรจาหารือ พุดคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล เป็นต้น
- การบริหารจัดการมีปัญหาอยู่บ้างแต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก หากจะให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่แต่ละประเทศก็คงจะต้องมองการทำงานร่วมกับยูเนสโกแบบมียุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น
- ภาพของยูเนสโกในประเทศไทยดูเลือน ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาทางการเมือง และวิกฤติที่เกิดขึ้นจากกรณีของเขาพระวิหาร
อ.จีระ
คำถามที่ 3: ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา
อ.ยงยุทธ
- หากมองภาพรวมการทำงานร่วมกับยูเนสโก ประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้น ถ้าเราทำงานร่วมกับยูเนสโกแบบ Proactive
- กิจกรรมด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และจริยธรรมเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย และสังคมโลกในอนาคต
อ.จีระ
คำถามที่ 4: การจัดกิจกรรมโครงการ “ UNESCO Youth Ambassador” ในมุมมองของท่าน เป็นอย่างไร?
อ.ยงยุทธ
- เป็นโครงการที่ดีและน่าเป็นประโยชน์ต่อมากขึ้นสำหรับการเรียนรู้และทำงานร่วมกับยูเนสโกให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในอนาคต
อ.จีระ
การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับ “Mass Medias” หรือ การประชาสัมพันธ์งานของยูเนสโกมากขึ้น ในมุมมองของท่าน เป็นอย่างไร?
อ.ยงยุทธ
- โครงการนี้ก็น่าจะช่วยทำให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยได้เข้าถึง และได้รับประโยชน์มากขึ้น
อ.จีระ
คำถามสุดท้าย: สำหรับหน่วยงานสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของยูเนสโกทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ควรจะเป็นผู้ให้ข้อมูล?
อ.ยงยุทธ
- สำนักปลัดฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
- สวทน.
..............................................................
ภาพบรรยากาศการสัมภาษณ์
Expert Opinion Survey
: สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร. มนตรี จุฬาวัฒนฑล
โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ (20 พฤษภาคม 2554)
1. ในความเห็นของศาสตราจารย์ ดร. มนตรี จุฬาวัฒนฑล ในฐานะของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการฝ่ายวิทยาศาสตร์ฯ ความสำเร็จของยูเนสโกทางด้านวิทยาศาสตร์ที่คนไทยได้ประโยชน์มีอะไรบ้าง?
- ส่งเสริมการศึกษา การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ครอบคลุมถึง Natural Science มำให้ประเทศไทยได้เรียนรู้จากตัวอย่างของความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ฯ ของประเทศต่าง ๆ
- Impact ของยูเนสโกทางด้านวิทยาศาสตร์ฯ สำหรับประเทศไทย อาทิ เช่น สสวท. นำมาเป็นแนวทางในการผลักดันในเรื่อง
2. งานของยูเนสโกมี Impact ต่อสังคมไทยอย่างไร?
- ทำให้เกิดการคิด วิเคราะห์ ก่อนการตัดสินใจ เช่น เรื่อง Bio – Ethics / Stem Cell / Cloning /GMO ฯลฯ ซึ่งทำให้ประเทศไทยตัดสินใจได้ว่าควรจะมีแนวทางอย่างไร เช่น เรื่องเกษตร พืช และอาหาร เป็นต้น บางประเทศยอมรับ GMO รวดเร็ว แล้วก็เห็นผลเด่นชัด ประเทศที่ GMO รวดเร็วมี 2 กลุ่ม คือ
3. หอดูดาวในประเทศไทย เกิดขึ้นเพราะยูเนสโกหรือไม่?
- ยูเนสโกสนับสนุนเชิงวิชาการ เป็นคลังสมองสนับสนุนประเทศต่าง ๆ - ดาราศาสตร์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญ
- Training Center ที่เป็นโครงการร่วมกันพัฒนาความรู้ให้แก่ประเทศอื่น ๆ
4. งานของยูเนสโกด้านการศึกษากับด้านวัฒนธรรมมักจะมีรางวัล ในด้านวิทยาศาสตร์มีรางวัลหรือไม่?
- มี เช่น รางวัลที่เรียกว่า “UNESCO Albert Einstein Silver Medal”
5. ผลงานเด่น ๆ ด้านวิทยาศาสตร์ของยูเนสโกสำหรับประเทศไทยมีอะไรบ้าง?
- สำหรับประเทศไทย..เรื่องวิทยาศาสตร์ของเราอยู่ระดับกลาง ๆ การเป็นสมาชิกยูเนสดกทำให้เราสามารถเชื่อมโยงกับประเทศอื่น ๆ ได้ดี
- ส่วนใหญ่การทำงานร่วมกับยูเนสโกในด้านวิทยาศาสตร์ นั้น จะเป็นการทำงานร่วมกัน เช่น
- UNESCO ทำหน้าที่เป็นเหมือนคลังสมอง ในด้านวิทยาศาสตร์จะมีการจัดทำ UNESCO SCIENCE REPORT ออกทุก ๆ 5 ปี เป๋นการเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ฯ กับประเทศต่าง ๆ มี Ranking Table ซึ่งทำให้เห็นว่าประเทศไทยก็ยังต่ำอยู่ - ใน UNESCO SCIENCE REPORT พูดถึง
*ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ผู้บริหารหรือผู้ที่กำหนดนโยบายควรจะต้องรู้และนำมาใช้
6. เรื่องการาจัดการน้ำเราได้แนวคิดมาจากยูเนสโกด้วยหรือไม่?
- ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์ แต่เราก็มีความสามารถอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
7. เรื่อง Global Warming (ITCC) ยูเนสโกมีบทบาทอย่างไร?
- เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากยูเนสโกโดยตรง แต่ยูเนสโกก็มีส่วนร่วม
8. จุออ่อนที่จะต้องปรับปรุงเพื่อพัฒนางานทางด้านวิทยาศาสตร์ มีอะไรบ้าง?
- เรามักจะมององค์การระหว่างประเทศเป็นแหล่งทุน แต่ยูเนสโกไม่ใช่แหล่งทุน แต่เป็นแหล่งความรู้ เพราะฉะนั้นเราต้องมีกลไกที่จะนำเอาแหล่งความรู้เหล่านั้นมาใช้
- ยูเนสโกเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการเชิงความรู้ ความคิด (Knowledge Laboratory)
- หากจะปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกภาคส่วนคงจะต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น และมองยูเนสโกเป็นยุทธศาสตร์ และทำงานเชิงรุก เราต้องมองโอกาสและฉกฉวยให้ได้
9. Stakeholders ที่ได้รับประโยชน์จากการทำงานของยูเนสโกในด้านวิทยาศาสตร์ฯ หรือไม่ อย่างไร?
- วันนี้กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากงานของยูเนสโกโดยตรง คือ
1) กลุ่มการศึกษา นักวิชาการ
2) นักเรียน นักศึกษา
3) ประชาชนทั่วไปที่สนใจงานของยูเนสโก ส่วนที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมก็ยังมีอีกมาก
10. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องขยายฐานของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากงานของยูเนสโก?
- จำเป็นมาก เพราะประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมากมาย
- ยูเนสโกเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพในโลก โดยการลดช่องว่างระหว่างผู้ที่รู้กับผู้ที่ไม่รู้ คือ พยายามที่จะแบ่งปันความรู้ระหว่างผู้ที่รู้กับผู้ที่ไม่รู้
- แต่วันนี้ก็ยังมีจุดอ่อนหรือช่องว่าง คือ ขาดกลไกที่จะนำเอาองค์ความรู้ที่ได้นั้นออกไปสู่สังคมหรือชุมชนอย่างแท้จริง
11. บทบาทและการทำงานของ Regional Office ที่ควรปรับหรือพัฒนาคืออะไร?
- Regional Office ต้องมี Outreach มากขึ้น เช่น
12. หากจะวิเคราะห์ UNESCO กับ UNICEF?
- UNICEF มุ่งเน้นที่กลุ่มของเด็กจึงทำให้เกิด Feeling ต่อสาธารณชนมากกว่า และ UNICEF มีช่องทางในการประชาสัมพันธ์มากกว่า ทำงานแบบ Proactive มากกว่า
- UNESCO มีองค์ความรู้เป็นเหมือนห้องสมุดที่ใครอยากได้ความรู้ต้องไปหา แต่วันนี้บทบาทของ UNESCO ควรจะต้องเปลี่ยนไป ต้องเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ต้องมีช่องทางในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และเรื่องนี้นอกจากจะเป็นหน้าที่ของ UNESCO Regional Office แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานต่าง ๆ ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญและมองเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปสู่สังคมในวงที่กว้างที่สุด
13. หากวิเคราะห์ประโยชน์ที่เราได้รับจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก..เมื่อเทียบกับงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาล?
- ต้องลองคิดว่าถ้าประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกยูเนสโก อะไรจะเกิดขึ้น
- ตัวอย่าง 2 ประเทศที่เห็นชัด ๆ ในเรื่องนี้ คือ สหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์ซึ่งเคยออกจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก แต่ในที่สุดก็ต้องกลับมา เพราะเขารู้สึกว่าเมื่อออกไปแล้วมีบางอย่างหายไป
- ยูเนสโกทำให้ประเทศไทยเราเดินตามกระแสโลกาภิวัตน์ได้ทันทั้งในเรื่องของการศึกษา สังคม วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์
- กรณีตัวอย่างปัญหาเขาพระวิหาร – เราอาจจะมีโอกาสน้อยกว่านี้ถ้าเราไม่ได้เป็นสมาชิกของยูเนสโก
- เพราะฉะนั้น ยูเนสโกทำให้เราทันเหตุการณ์ และมีสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้เรามีแนวคิด แนวทางที่ดี ซึ่งแม้ว่าทางการทูตจะทำอยู่บ้างแล้วแต่ก็ไม่ลึก เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ กระทรวงต่างประเทศก็ไม่ได้ทำ
- เรื่องประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากยูเนสโกมีอีกเรื่องที่ได้ประโยชน์มาก น่าสนใจ คือ Florence Agreement (17 June 1950) - ซึ่งเป็นข้อตกลงยกเว้นภาษีการนำเข้าวัสดุ อุปกรณ์เพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ช่วยให้ประเทศที่ขาดแคลนมีโอกาสมากขึ้น ซึ่งช่วยประเทศไทยได้มากมายมหาศาล ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยลดช่องว่างของสังคมโลกป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้นอีก
14. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ
- ประเทศไทยต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะสามารถเป็นตัวแทนของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม และต้องเร่งสร้างให้เร็วที่สุด ปัจจุบันสิ่งที่พบ คือ เราขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และทักษะที่จะทำงานในเวทีระดับโลก คนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่าแล้ว ต้องเร่งสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้ทัน หรือหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ มีศักยภาพให้เข้ามาทำงานในเรื่องที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ สังคมไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ และทำให้เป็นยุทธศาสตร์ ประเทศไทยก็จะได้รับโอกาสอีกมากมายในเวทีโลก
Expert Opinion
สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2554
ดร.สาวิตรี สุวรรณสถิตย์
อดีตรองปลัดกระทรวงและเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก
ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ บรรณาธิการอิสระ ศิลปินอิสระ
พิธีกรรายการมรดกโลก
ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม
กรรมการในสภามหาวิทยาลัยบางแห่งและกรรมการในคณะกรรมการบางแห่ง
...........................................................
1.ขอให้ท่านเล่าถึงบทบาทของท่านกับการทำงานร่วมกับ UNESCO (เริ่มต้นอย่างไร ? และมีโอกาสได้ร่วมในกิจกรรมใดบ้างที่สำคัญ ๆ)
ดร.สาวิตรี.. เริ่มต้นการทำงานร่วมกับ UNESCO สมัยยังเป็นเจ้าหน้าที่ของกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ ท่านบอกว่าในสมัยนั้น ท่านเป็นแค่เจ้าหน้าที่ธรรมดาในกองเท่านั้น แต่ทว่ากองการสัมพันธ์ต่างประเทศถือได้ว่าเป็นกองที่มีสถานภาพใกล้ชิดกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นประธานของยูเนสโกประจำประเทศไทย ประเทศไทยได้รับโครงการระดับภูมิภาค อาทิโครงการ SEMEO ที่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ในด้านพันธสัญญาการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งในสมัยนั้น ม.ล.ปิ่น มาลากุลได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนับได้ว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีการศึกษาที่ดีทีเดียวเนื่องจากท่านสำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จึงทำให้ท่านมีเพื่อนจากต่างประเทศจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ดร.สาวิตรี บอกว่า ท่านโชคดีมากที่ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมประชุมในระดับรัฐมนตรี อีกทั้งท่านรัฐมนตรีเรียกให้ท่านทำงานอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้ท่านได้รับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ UNESCO เป็นอย่างดีในสมัยนั้นเนื่องจากว่าท่านต้องแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ ทำการศึกษา ค้นคว้า และแสวงหาข้อมูล เสมือนการทำวิจัยเล็ก ๆ ด้วยตัวท่านเอง รวมถึงท่านต้องเป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ท่านจึงต้องให้เวลาในการอ่านเอกสาร และทำความเข้าใจอย่างละเอียดและรอบคอบ ส่งผลให้ในการนำเสนอที่ประชุมท่านได้รับความไว้วางใจในทุก ๆ ครั้ง และเป็นที่มาของการได้รับโครงการจากยูเนสโกในเวลาต่อ ๆ มาที่นำเสนอโครงการ ถือได้ว่าเป็นการสร้างฐานที่ดีให้กับประเทศไทยอย่างดีทีเดียว
ในช่วงแรกที่ ดร.สาวิตรีเข้ามาทำงานนั้น ก็มีผลงานโดดเด่นอยู่บ้างสำหรับโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ...โครงการมัธยมแบบผสม Comprehensive Secondary School คือมีทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา เป็นโรงเรียนมัธยมทดลองแบบผสมจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่แม่ของดร.สาวิตรีเป็นครูใหญ่อยู่ จึงทำให้ ดร.สาวิตรีได้มีโอกาสพบผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโกเดินทางมาร่วมทำโครงการอย่างต่อเนื่อง จากอังกฤษ สวีเดน และนอร์เวย์ แต่ผลปรากฎว่าหลังจากที่ได้ทดลองแล้วกระทรวงศึกษาธิการไม่รองรับให้มีนโยบายทำต่อ เพราะว่าในสมัยนั้นคนไทยจำนวนมากไม่ชอบแนวคิดของชาวต่างชาติที่นำเสนอในตอนแรก
ดร.สาวิตรีบอกว่าการทำงานในสมัยนั้น เป็นการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่จากทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศ มีรูปแบบการทำงานโดยมีคณะกรรมการเหมือนในปัจจุบัน ดูแลโครงการ SEAMIO ซึ่งมีการประชุมเป็นประจำและมีการนัดเจรจากรรมการนอกรอบด้วย อีกทั้งในการเจรจาของคณะกรรมการสมัยนั้น มีการเตรียมตัวในการเจรจาที่ดีมาก มีวิธีการในการพูดโน้มน้าว และวิธีการเจรจาความขัดแย้งอย่างนุ่มนวล แต่ปรากฎว่าในระยะหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามีการเตรียมตัวในการเจรจาน้อยลง ทั้ง ๆ ที่การเจรจาระดับประเทศนั้น เป็นวาระแห่งชาติและมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ ควรมีการเน้นการพูดเรื่องการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้นด้วย
ยูเนสโก มีสมาชิก 193 ประเทศ จึงเสมือนว่ายูเนสโกเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ในโลก มีการอ้างอิงจาก กฎ กติกา ที่ประเทศสมาชิกเสนอมา และเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศสมาชิกตั้งเป็นกฎ กติกาของยูเนสโก แล้วแปลเป็นกฎ กติการ่วมกัน เผยแพร่เป็นหนังสือ 6 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ อะระบิค จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน
การดำเนินงานของ ยูเนสโกนั้น จะมีคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานด้วยกัน ดังนั้นคณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่ในสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศต้องมีความเข้าใจถึงเนื้อหาเป็นเรื่องสำคัญด้วย ดร.สาวิตรี ยังบอกว่าในการทำงานกับยูเนสโกนั้นจะเน้นการทำงานเชิงรุก สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นเสมือน One Stop Services…You have to deliver the goods.. คือไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการดำเนินงานของยูเนสโก หรือทูตจากต่างประเทศมา ก็สามารถมาที่ท่านได้โดยตรง และไม่ได้เน้นเรื่องเวลาเป็นสำคัญ เน้นที่การทำงานให้บรรลุผลมากกว่า เนื่องจากการทำงานยูเนสโกในสมัยนั้นยังไม่มีการโต้ตอบทางอีเมลล์ ดังนั้นเวลาในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศบางครั้งอาจอยู่เลยเวลาราชการได้ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีกว่า แต่ถ้าเมื่อใดไม่มีงานท่านก็สามารถบอกให้ลูกน้องมาทำงานสายได้เหมือนกันเนื่องจากเวลาทำงานบางครั้งทำงานดึกมากช่วงมีงานที่ต้องทำ เมื่อวันที่ไม่มีงานลูกน้องก็สามารถมาทำงานสายได้ สรุปแล้วท่านจะเน้นเรื่องการทำงานที่มีประสิทธิภาพดูที่ผลงานมากกว่าดูที่เรื่องเวลาตามกฎ ระเบียบราชการ
การเลือกทำงานกับยูเนสโก ท่านจะมองถึงยุทธศาสตร์ว่าอะไรได้ผลจากประเทศทั่วโลกก็จะทำ อะไรที่ไม่ได้ผลก็จะไม่ทำ เป็นการพิจารณาจากสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่สามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ เป็นลักษณะของเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และมีการพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดย ดร.สาวิตรีได้บอกเสมอว่าสิ่งสำคัญคือประเทศไทยจะต้องรู้จักสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ
ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างโครงการที่ท่านได้ดำเนินการรับผิดชอบในช่วงนั้น คือดร.สาวิตรีได้เสนอโครงการจัดนิทรรศการความรู้สู่การพัฒนา ไปที่ Public Information Office (PIO) ที่ยูเนสโกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางยูเนสโกได้ให้งบประมาณในการจัดโครงการดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้ดำเนินการจัดโครงการดังกล่าวที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว อนึ่งการจัดโครงการในครั้งนั้น ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน ภาคการศึกษาและผู้สนใจโดยทั่วไป นับว่าเป็นตัวอย่างอันดีที่ทางยูเนสโกเห็นผลว่าประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในการจัดโครงการได้อย่างมีประโยชน์ และคุ้มค่ามากทีเดียว
อีกตัวอย่างคือเรื่องกรณีประเทศไทยได้เสนอสุโขทัยเป็นมรดกโลก ประเทศไทยได้เดินทางเพื่อไปเจรจากับญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นน่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีในการช่วยเจรจาให้สุโขทัยเป็นมรดกโลกเนื่องจากญี่ปุ่นนั้นมีความสนใจสุโขทัย และได้ถ่ายรูปที่สุโขทัยไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงขอความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในการจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสุโขทัย ซึ่งได้ให้การตอบรับและให้ความร่วมมืออย่างดีมาก สังเกตได้ว่าในวันที่สุโขทัยได้รับรองว่าเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกหนังสือที่ทางญี่ปุ่นพิมพ์ร่วมกับไทยเรื่องสุโขทัยหมดเร็วมาก
ดร.สาวิตรี ยังได้บอกถึงประเด็นความร่วมมือกับต่างประเทศว่า ต้องใช้ความไว้ใจ ไม่ใช่ว่าเขา นอกจากนี้ ดร.สาวิตรียังได้เสนอประเด็นเพื่อการเตรียมรองรับในการเป็นสมาชิก UNESCO ดังนี้
- การเตรียมบุคลากรที่ชาญฉลาด
- ใช้เทคโนโลยี
- เลือกงานที่เป็นประโยชน์ และ Focus
- ถ้าทำงานทุกงานก็เสมือนไม่ได้ทำเลย เลือกงานที่มีผลตอบแทนสูงตอบสนองนโยบายของประเทศ
- ศึกษาวิธีการที่จะทำ และดูว่าใครเป็นพันธมิตรเรา
2. ความสำเร็จของ UNESCO สำหรับประเทศไทยคืออะไร? คุณประโยชน์ต่อสังคมไทยในมุมมองของท่านคืออะไร ?
- ส่วนใหญ่ฝ่ายงบประมาณมักตีค่าเป็นตัวเงิน แต่ UNESCO ไม่ใช่องค์กรช่วยเหลือ มีเงินเป็นเสมือนเชื้อเพื่อทดลองและขยายผล
- โครงการของยูเนสโก จะเป็นโครงการทางสติปัญญา มีการ Debate โต้แย้งระหว่างสมาชิกยาวมาก
- กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีมากขึ้น มีโครงการความช่วยเหลือระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (North) สู่ประเทศที่กำลังพัฒนา (South) เรียกว่า North South Cooperation เป็นลักษณะของการเรียนรู้ปัญหาซึ่งกันและกัน อย่างเช่นกรณีปัญหาด้านคอรัปชั่น เราก็สามารถเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการของแต่ละประเทศ เพื่อให้การต่อต้านคอรัปชั่นนั้นมีประสิทธิภาพ
- วิธีการเรียนรู้จากแต่ละประเทศนั้น เราจะต้องเรียนรู้อย่างชาญฉลาด แต่สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ค่อยฟังเท่าที่ควร สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ มีความอดทน และสนใจในการฟัง อีกทั้งควรจดประเด็นให้ดี แต่ถ้าไม่สามารถเก็บประเด็นที่ดีได้แล้วนั้น ก็ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ด้วยเช่นกัน
- การพัฒนาคน ทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น มีการเรียนรู้มากขึ้น เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น สามารถวางนโยบายการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้
- เวทียูเนสโกเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จากหลาย ๆ ประเทศ เป็นเวทีของการศึกษาระดับโลก จึงเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เราสามารถได้ทราบถึงข้อมูลและปัญหาจากประเทศต่าง ๆ พยายามฟังให้เข้าใจว่าเขาพูดอะไร แล้วนำความรู้นั้นมาถ่ายทอดอีกที อย่าใช้อคติ หรือ ความรู้เมื่อ 30 ปีที่แล้วมาตัดสิน
- การสร้างเพื่อนและพันธมิตรจะสามารถช่วยให้โครงการที่เสนอยูเนสโกนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างดี ดังนั้นควรทำอย่างไรถึงจะมีเพื่อน หรือพันธมิตรที่ดี อาจเริ่มจาก การหมั่นสังสรรค์บ่อย ๆ มีการพูดคุย เยี่ยมเยียนกันได้ระหว่างประชุม
- สรุปคือ เราตีความว่าความสำเร็จนั้นเป็นอย่างไร ? คือ..
1.ถ้าเราพูดในที่ประชุมแล้วมีคนเห็นด้วย มีคนร่วมสนับสนุนกับเรา ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่ง
2.ถ้าจัดเสร็จแล้วทำเป็นเนื้องาน ผลงานจะถึงประชาชนหรือไม่ ประโยชน์เป็นอย่างไร?
3. การได้รับความรู้ คำแนะนำ การสนับสนุนช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ
4. ยูเนสโกในไทยที่มีการดำเนินงานใน 5 สาขาคือ ด้านการศึกษา ,วิทยาศาสตร์, วัฒนธรรม ,สังคม, และการสื่อสาร เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
วิธีการ
3. จากการดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทย..ความล้มเหลวหรือปัญหาที่ต้องแก้ไขคืออะไร ?
- เราต้องคิดว่าทำอย่างไรที่จะให้มหาชนมีความรู้ที่เป็นเหตุ เป็นผลในความร่วมมือระดับพหุภาคีทั้งใน SEMIO และ อาเซียน
- ทำอย่างไรให้เอางานของยูเนสโกมาสู่สังคมไทย
- ทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในเวทีระดับโลก
- การใช้ประโยชน์จากเวทีระดับชาตินั้น ยังไม่เพียงพอ
- วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมควรสอดแทรกความยั่งยืนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้
- เน้นเรื่องการเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างประเทศที่พัฒนาแล้วก็เรียนรู้จากประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์
- การเรียนรู้จากเครือข่ายอินเตอร์เนต และ Social Network ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ควรให้มีเครือข่ายเรียนรู้ทางวิชาการ และแยก Website ที่ไม่เหมาะสมออกไป
- Internet Governance เป็นการจัดการบริหาร Internet เพื่อไม่ปิดกั้นความรู้ ให้เผยแพร่ออกมาเป็นภาษาต่าง ๆ มีหลายกรณีที่บางครั้งสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ เสนอต่อยูเนสโกนั้น ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่น กรณี การใช้ Social Network ในอังกฤษในการปลุกระดมคนเป็นต้น
4. จากความล้มเหลวข้างต้น UNESCO ควรจะปรับปรุงอย่างไร ?
- การประชุมควรมีการเตรียมตัว โต้ตอบ เสนอแนะ และนำสิ่งที่ประชุมมาใช้ในประเทศให้ได้
- ควรพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศให้ดี เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพไม่ให้เกิดความเข้าใจที่ผิดและผิดพลาดได้
- ควรมีการเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนเข้าร่วมประชุม ทั้งวิธีคิด ประสบการณ์ ทักษะการเจรจา ทักษะการพูดโน้มน้าว ทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความสุภาพ ฯลฯ มีลักษณะของการโต้ตอบที่ชาญฉลาดและให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับ
- Media Literacy ต้องรู้เท่าทันสื่อ ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสื่อไหนให้ข้อมูลจริง สื่อไหนให้ข้อมูลเท็จ ต้องมีความซื่อสัตย์
- ล้มเลิกอคติหรือแนวคิดไม่ดีเกี่ยวกับ ยูเนสโก เพราะจริง ๆ แล้ว ยูเนสโกได้ตั้งขึ้นมาจากกรณีที่ประเทศต่างๆ ประสบปัญหา ดังเช่นกรณีหลังสงครามโลกเป็นต้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่แท้จริง จึงเพื่อรักษาสันติภาพ และร่วมแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ ในประชาคมโลก อีกทั้งยังเน้นในการอยู่ร่วมกันในโลกอย่างมีความสุขและยั่งยืน
- การปรับปรุงข้อมูลที่นำเสนอต่อสาธารณชน
- การพิจารณาว่าถ้าอะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนก็ผลักดันให้เกิดเป็นนโยบาย อย่างเช่น การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for all) ก็เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นนโยบายให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ คุณภาพนั้นต้องทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม และถือคติของปวงชนเป็นประการสำคัญ ซึ่งการทำให้เกิดผลควรทำอย่างไร Building Blog : ด้านการสร้างการศึกษาก่อนวัยเรียน , การสร้างการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสและพิการ, การศึกษาสำหรับเด็กท้องถนน และขายพวงมาลัย, การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ อย่างเช่น การให้ความรู้ในเรื่องยาสามัญประจำบ้าน , การใช้ยาฤาแมลง ,การเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สอนให้รู้เท่าทันสามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง เรียนรู้เรื่องการวางแผนการทำบัญชี สอนให้วางแผนชีวิต ไม่ให้ถูกโกงหรือเป็นหนี้ สรุปคือ การศึกษาจะเน้นการสอนให้รู้เท่าทันชีวิตและไม่เป็นภาระของสังคม
- การพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพ มีการทำ Rating ในระดับมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน อย่างโครงการ OECD
- เน้นการพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน เช่น ด้าน HIV AIDS , การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- การเปิดตลาดใหม่ เน้นการรู้เท่าทันโลก โลกไม่เหมือน 10-20 ปีที่แล้ว ดังนั้นควรจะพัฒนาอย่างไรให้รู้เท่าทัน อย่าคิดว่าเราเก่ง
- ด้านวิทยาศาสตร์ ควรมีการพูดเรื่องจริยธรรม เป็นต้น เช่น การพูดถึงการรับรองคุณภาพอาหาร และยาจากประเทศต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผู้บริโภคและประชาชนเป็นสำคัญ
- การคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์มาทำ เพราะเวลา 1 วันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ดังนั้นจึงควรเลือกเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์และเห็นผลกระทบต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง
- การเรียนรู้ผ่านเวทีระดับประเทศ เน้นเรื่องการผูกมิตรกับต่างประเทศ จะสามารถช่วยให้ประเทศได้รับการสนับสนุนในที่ประชุมง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนควรหันกลับมาพิจารณาว่าเพราะอะไร
5. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม... เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานขององค์การยูเนสโกกับประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ และประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างแท้จริง ?
1. การเสนอเป็นนโยบายในด้าน Strengthen Relationship ทำให้ความร่วมมือของคนไทยในเวทีระดับพหุภาคีมีความเข้มแข็งขึ้นนั้นควรจะทำอย่างไร ?
- เราคิดว่าความร่วมมือกับต่างประเทศดีแล้วหรือไม่ ? สิ่งใดเป็นข้อดี ข้อเสีย อะไรเป็นประโยชน์กับประเทศทั้งหลาย ควรมีการ update ข้อมูลให้ทันสมัย สามารถเอาความรู้ที่ได้รับมาสังเคราะห์และสรุปเป็นประเด็นให้ได้
- ต้องฝึกอบรมคนที่จะเข้าร่วมประชุมทางด้านภาษา และให้มีความสนใจ ตลอดการเข้าร่วมประชุมเนื่องจากเป็นการประชุมที่ใช้ระยะเวลานาน จึงควรตั้งใจและฟังให้เป็น
2. ในกรณีที่มีการโต้ตอบ ต้องฝึกหัดคนให้รู้วิธีการโต้ตอบ ซักถาม อภิปราย และดึงประโยชน์เข้าสู่งานของประเทศเราให้ได้
3. สามารถสรุปรายงานผล และนำเอาผลนั้นมาสู่นโยบาย เพื่อกำหนดเป็นทิศทางในการผลักดันโครงการต่าง ๆ และวางแผนร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ
อย่างในเวทีพหุภาคีนั้น เราก็มีสิทธิเข้ากลุ่มในการเจรจาแบบเป็นทวิภาคีได้ เช่น อาจปรึกษากับทางแอฟริกา เนื่องจากเขามีความสามารถเรื่องการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติเป็นอย่างดี สามารถบอกเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศไทยได้ หรืออย่างในละตินอเมริกา อาจให้คำแนะนำเรื่องป่าและพันธุ์พืชได้ดี เนื่องจากเป็นป่าฝนเขตร้อนเป็นต้น หรืออย่างชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราอาจเข้าไปศึกษาและเรียนรู้จากเขาได้ทำให้การติดต่อสื่อสาร และการเจรจาต่อรองในเรื่องต่าง ๆ ง่ายขึ้น หรือการจะเข้ากลุ่มประเทศนับถืออิสลาม เราต้องมีการเตรียมตัวให้ดี ต้องรู้จักคนในหลายด้าน และมีแนวคิดในการคบคนกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
ข้อดีคือ 1. ประเทศไทยสามารถเป็นตลาดทางการศึกษา ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย
2. เป็นการศึกษาเรื่องโลกาภิวัตน์
ข้อเสีย 1. โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ละทิ้งเรื่องการสอนภาษาไทย
2. ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นประเทศที่มี 2 มาตรฐาน
6. มุมมองด้านปัญหาต่าง ๆ ประเทศไทยต้องเรียนรู้ที่จะคาดเดาอนาคต สามารถมองเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สามารถเตรียมตัวรับมือและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้
7. ยูเนสโกไม่ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเดียว แต่ยังทำร่วมกับ NGOs องค์กรอิสระระหว่างประเทศ ภาคเอกชน สมาคมวิชาการต่าง ๆ Proactive Participation ซึ่งทุกคนสามารถมีสิทธิในการพูดและเสนอโครงการต่อยูเนสโก ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีมาก อย่างเช่นเกาหลีเมื่อส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อกลับมาประเทศเขา ก็จะเข้าสู่โครงการ Internship กับ UNESCO ทันที
8. ต้องคิดถึงยุทธศาสตร์ในอนาคตที่ประเทศไทยควรต้องทำอย่างยิ่งคือ
1. การสร้างคน
2. การสร้างฐานข้อมูลข่าวสาร
3. การสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อยากให้ดูตัวอย่างของสิงคโปร์ที่จัดโครงการ ICT เพื่อการศึกษา เป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารทาง Internet ให้ได้ผลได้อย่างไร ? ซึ่งโครงการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
4. การสร้างความตระหนักถึงการรับรู้ สามารถให้ข้อมูลข่าวสารส่งถึงกลุ่มเป้าหมาย ครู นักวิทยาศาสตร์ ประชาชน ฯลฯ โดยตรง
บทสัมภาษณ์ คุณจุไรรัตน์ แสงบุญนำ
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก
อ.จีระ :โครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์มากและน่าจะทำประชาสัมพันธ์ให้คนทราบมากขึ้นตัวผมเองได้เชิญท่าน ดร.ประพัฒน์พงศ์ เสนาฤทธิ์ ไปออกวิทยุแล้วเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เรื่องยูเนสโกจากการที่ได้คุยกับท่านอื่นในเรื่องการศึกษาที่เห็นชัดจริงๆก็มี 4 เรื่อง คือ Literacy,Educational for All, Life Long learning และเรื่องปฐมวัยในฐานะที่ท่านอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการมีความเห็นอย่างไรกับทั้ง 4 เรื่องนี้
รองปลัดจุไรรัตน์ : ในเรื่องยูเนสโกเรามีบทบาทสูงมากตั้งแต่เราจัด Education for All ที่จอมเทียนคำมีผลกับเมืองไทยในด้านภาพลักษณ์ด้วย เพราะเป็นการเริ่มต้นของกาปฏิรูปการศึกษาด้วยเป็นจุดเริ่มต้นของการมี พรบ. ด้านดารศึกษา ปี 40 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของยูเนสโก
อ.จีระ : แล้วทั้ง 4 เรื่องมีเรื่องอื่นที่มี Impact กับประเทศไทยอีก
รองปลัดจุไรรัตน์ : ใหญ่ๆทางด้านการศึกษาจะมีอยู่ 4 เรื่อง แต่เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องคือด้านอาชีวะศึกษา ประมาณเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งมีเรื่อง UNWAF ทางด้าน Vocational
ซึ่งผู้บริหารของอาชีวะคือท่านบุญเทียม เจริญวงศ์ ท่านจรูญ ชูลาภ ที่มีบทบาทในด้านอาชีวะมาก
อ.จีระ : เรื่องการศึกษามี Impact แล้วแต่เรื่องที่น่าจะทำเพื่อให้เกิด Impact กับเมืองไทยคืออะไร
รองปลัดจุไรรัตน์ : เรื่องการศึกษา เรื่องกีฬา หรืออย่างเรื่อง Peace Education ในเมืองไทย ที่กระทรวงศึกษาทำเรื่องปฐมวัยเยอะเพราะเด็กขั้นพื้นฐานในประเทศไทยเยอะอีกเรื่องคือ Life Long Learning และ Literacy ในส่วนการศึกษาหลายเรื่องที่ยูเนสโก ดูแล
อ.จีระ : เราควรจะแสวงหาในเรื่องอื่นๆมากขึ้นเราต้องดูว่าคณะกรรมการในเรื่องต่างๆ และหน่วยที่ประสานงานตรงกลางคือ National Cooperation เขาไม่ได้ดูแลเรื่อง ยูเนสโกเรื่องเดียว ไปผูกติดกับสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศเขาต้องไปทำหลายเรื่อง ไม่เหมือนเกาหลีที่มีหน่วยงานที่ดูแลยูเนสโกอย่างเดียว ในฐานะที่ท่าเคยเป็น ผอ. อยู่ส่วนการต่างประเทศท่านมีความคิดที่จะเสนอแนะอะไรบ้าง
จุไรรัตน์ : อยากจะแยกให้เป็นส่วนงานยูเนสโกออกไป อย่าง ASEAN เขาก็แยกออกไปแล้วให้เป็นส่วนที่โดดเด่นในภูมิภาค อย่างท่านศรีวิกาอดีตรองปลัด ท่าเคยคิดที่จะแยกส่วนออกมาเพื่อให้สะดวกเรื่องบริหารจัดการ
อ.จีระ : ท่านปลัดกษมาบอกว่าอย่างนักการเมืองที่เข้ามายังไม่ค่อยเข้าถึงเรื่อง ยูเนสโกเหมือนราชการประจำอย่างท่านสุวิทย์ คุณกิตติและท่านจาตุรณ ฉายแสงท่านทำหน้าที่ได้ดี
รองปลัดจุไรรัตน์: ทุกท่านทำงานได้ดี แต่ว่าทุกท่านมาในระยะเวลาที่สั้นการที่จะลงในทุกสาขาของ ยูเนสโกค่อนข้างจะลำบากงานยูเนสโกเลยไม่ได้จังหวะจะเติบโตได้มากกว่านี้ทั้งๆที่ศักยภาพยูเนสโกมีมากและประเทศไทยจะได้ประโยชน์ทุกเรื่อง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้มากขนาดไหนอยู่กับระดับ Policy Level คือรัฐมนตรีศึกษา ยกตัวอย่างท่านไปร่วมประชุม 1ครั้งท่านกลับมา พอกว่าจะเข้าใจ ส่วนใหญ่จะได้เรื่อง Education ท่านจะเข้าใจง่ายเพราะว่ามีรากอยู่แล้ว
เรื่องที่อยากจะเสริมคือเรื่อง Peace Education ทำออกมาผ่านโรงเรียนที่เรียกว่า Educated School ซึ่งมองว่าเด็กนักเรียนหรือครูจะเป็นหัวใจของการศึกษาจึงต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กมีการสร้างโรงเรียนขึ้นมาเป็นเครือข่ายทั่วโลก ประมาณ 6,000 กว่าโรงเรียนประเทศไทยมีร้อยกว่าโรงเรียน ซึ่งไม่เน้น Peace อย่างเดียวจะเน้นทุกอย่างตามแนวทางยูเนสโกเป็นลักษณะ UNESCO Associate School ซึ่งสามารถเรียนรู้งาน
ยูเนสโกได้ทุก filed เลย
อ.จีระ : สมเด็จพระเทพท่านเป็นทูตของยูเนสโก
รองปลัดจุไรรัตน์: ท่านเป็นทูตสันถวไมตรี ที่แต่ตั้งโดยยูเนสโก การที่ยูเนสโกถวายตำแหน่งกับท่านเพราะว่าท่านทำเรื่องโรงเรียนแบบ Peace Education School ตอนแรกท่านเสด็จไปที่โรงเรียน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ท่านเห็นว่าโรงเรียนเล็กๆยากจน ท่านจึงมองเห็นว่าโรงเรียนในเมืองน่าจะช่วยโรงเรียนเล็กๆได้เลยมาโยงกันในลักษณะโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง โรงเรียนพี่ 10 โรง โรงเรียนน้อง 10 โรงมีปัญหาอะไรโรงเรียนพี่ก็จะเข้าไปช่วย เป็นสร้างเครือข่ายความผูกพันที่ดีตอนหลังก็ขยายเพิ่มขึ้น
อ.จีระ : เคยมองหรือไม่ว่าศักยภาพในการบริหารของ UNESCO ปารีสและที่กรุงเทพเป็นอย่างไร มีปัญหาแล้วเคยคุยกับเขาหรือเปล่า
รองปลัดจุไรรัตน์: ก็คุยกันบ้างอย่างไม่เป็นทางการ
อ.จีระ : ในส่วนด้าน PR จะมี UNICEF เยอะ คนจะรู้จักมากกว่า UNESCO
จากเรื่องงการศึกษาแล้วในส่วนที่ 2 ที่คิดว่าคนไทยให้ความสำคัญและมี Impact กับ ประเทศไทยน่าจะเป็นอะไร
รองปลัดจุไรรัตน์: เป็นเรื่องวัฒนธรรมอาจจะเป็นเพราะว่ากระทรวงวัฒนธรรมเคยอยู่กับกระทรวงศึกษามาก่อนและที่เข้าไปเกี่ยวข้องคือเรื่องมรดกโลกแหล่งวัฒนธรรม แหล่งธรรมชาติ ไปอยู่ใน World Heritage List ทำให้คนไทยรู้จักยูเนสโกมากขึ้น อีกอันคือเรื่อง Memory of the World ตรงนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังสับสนกับเรื่องมรดกโลก Memory of the World เป็นการบันทึกความทรงจำ เช่น หลักศิลาจารึกเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของชนชาติ ที่เป็นrecord ที่เมืองไทยได้ คือ หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเมื่อปี 46 คนไทยยังไม่รู้จักเอกสารการบริหารราชการแผ่นดินของ ร.5 ได้รับการยกย่องแล้วและศิลาจารึกวัดโพธิ์ แล้วยังมีเรื่องบุคคลสำคัญ มีเรื่องเหตุการณ์ อย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นบุคคลสำคัญ แล้วยังมีอีกหลายท่าน
อ.จีระ : ในโครงการนี้เราต้องมี winning project เพื่อประชาสัมพันธ์ เรื่องUNESCO ให้มากขึ้น อาจจะของบจากเอกชนที่เห็นความสำคัญแต่อย่างสำนักงบประมาณไม่เห็นคุณค่าว่าการทำงานระหว่างประเทศคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยเพราะโลกปัจจุบันนี้เป็นเรื่องของ Intangible UNESCO มาตั้งออฟฟิตอยู่ในประเทศไทยก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่ามหาศาลแล้ว
รองปลัดจุไรรัตน์: เรื่องที่ 3 น่าจะเป็น science เป็นเรื่องของชีวมวลชนเป็นแหล่งพื้นที่
ที่ได้รับการนำเสนอ Bio-Diversity แต่ประชาชนยังไม่เข้าใจ จะมีเรื่องแหล่งน้ำมีความสำคัญมาก
อ.จีระ : งานวิจัยของยูเนสโกมีคุณค่าเยอะกว่าการอ่านหนังสืออีก อย่างเวลาเราไปประชุมจะเห็นว่ามีความหลากหลายในที่ประชุมมากคนที่เด่นจะเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ละตินอเมริกา แอฟริกา ประเทศไทยยังขาด connection กับประเทศเหล่านี้
แล้วในแต่ละส่วนก็จะมีกรรมการของเขาใช่หรือไม่
รองปลัดจุไรรัตน์: ใช่ค่ะแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการแต่ละสาขาจะผลักดันขับเคลื่อนและเปิดโอกาสของตนเองได้มากขนาดไหนและจะให้เกิดการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณะของยูเนสโกได้มากน้อยเพียงใด
อ.จีระ : อย่างกรมประชาสัมพันธ์กับยูเนสโกลิงค์กันไหม
รองปลัดจุไรรัตน์ : เขาต้องทำงาน Link กัน แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นประธานสาขานี้ปกติจะเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะว่ามีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเพราะเรื่องการเมืองด้วย พอเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องเสนอชื่อกรรมการใหม่
ในส่วนงานด้านสังคมก็ไม่ได้น้อยหน้านะคะ เป็นเรื่องของ MOST เรื่องสิทธิมนุษยชน
อ.จีระ :อย่างผมเห็นล่าสุด จะเอางานวิจัยมากำหนดนโยบายของประเทศ
ถ้ามีการกู้ UNESCO ก็จะเข้าไปประเมินด้วยความเป็นกลาง อย่างแผนมิยาซาว่า
แต่ข้ออันตรายของยูเนสโกในประเทศไทยคือต้องฟังรัฐบาลเพราะกระทรวงศึกษาเป็นหน่วยงานรัฐบาลถ้าไปตั้งตัวเป็นเอกเทศมันก็ยาก แต่อย่าง MOST ถึงจะตั้งด้วยยูเนสโกก็จริงแต่มีเรื่อง ACADEMIC เข้ามาร่วม เขาจะเอา research ของแต่ละประเทศมาดูว่าเงิน 1 บาทของรัฐบาลได้ไปถึงประชาชนจริงหรือเปล่า เพราะเขาทำเรื่องวิชาการที่เป็น people base ท่านกษมาได้แนะนำไว้คือเรื่อง Young Generation ที่จะเข้าไปทำงานใน ยูเนสโก ภาษาต้องดี เพราะต้อง Debase กันตลอดเวลา
รองปลัดจุไรรัตน์ : อีกอย่างคือเรื่อง Mind Set ไม่ใช่เก่งภาษาแต่ไม่เข้าใจบริบทของ UNESCO ฟังและวิเคราะห์เป็นไม่ใช่มีความคิดที่สุดโต่ง
อ.จีระ : ตอนที่ท่านดูแลตรงนี้อยู่เรามีคนใหม่ๆเข้ามาบ้างหรือเปล่า
รองปลัดจุไรรัตน์ : นอกจากคุณดุริยาแล้ว ก็มีน้องอีก 2 คน แต่ Young Generation กว่านั้นยังไม่มี
อ.จีระ : อย่างนี้เราต้องเอาพวก Volunteer เป็นพวกคลังสมองหรือเราอาจะใช้นโยบายแลกเปลี่ยนบางก็ดีนะเอาเอกชนเก่งๆมาช่วยเพราะงานพวกนี้ได้ความรู้
วราพร : ยูเนสโกตอบสนองการร่วมงานกับภาครัฐได้ดีระดับไหนและต้องปรับอะไรบ้าง
รองปลัดจุไรรัตน์: ปานกลาง เพราะงานยูเนสโกมีความหลาหลาย การกระจายอำนาจก็ช้าเวลามีข้อสงสัยอะไร เรื่องการร่วมมือจะทำโครงการซักอย่างช้ามาก ที่ปารีสเองก็ช้า
ในส่วนของเราก็เลยโดนผลกระทบ ในส่วนถ้าจะปรับให้หน่วยงานของไทยได้เต็มที่ เพราะการทำงานของยูเนสโกช้ามากเราคงปรับเขาไม่ได้แต่ถ้าเป็นส่วนของเราก็ต้องปรับเข้าหาเขาโดยเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์ ให้ประเทศไทยได้รู้จักได้มากกว่านี้
เพราะเป็นองค์กรที่ประเทืองปัญญาและมีประโยชน์แต่เราจะทำเพื่ออะไรถ้าคนของเรายังไม่รู้จักเลยการกระจายข้อมูลไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่เพียงพอ
แล้วยังต้องมีวิธีการที่เราต้องบูรณาการเข้าไปในชั้นเรียน อย่างเช่นยูเนสโกชื่อเต็มว่าอะไรมรดกโลกในประเทศไทยมีกี่แห่ง อย่างนี้ต้องรู้ เหมือนเป็นเรื่องรอบตัว
วราพร : เป็นในส่วนของงบประมาณของยูเนสโกหรือเปล่า
รองปลัดจุไรรัตน์ : ไม่ใช่ค่ะ ถ้าเป็นเรื่องงบประมาณจะอยู่แยกกันค่ะ
แต่อยู่ที่ระดับนโยบายเข้าถึงได้ขนาดไหนเพราะอย่างรัฐมนตรีที่เข้ามาก็ไม่ต่อเนื่อง ระดับสูงต้องเล่นอย่างจริงจัง แม้แต่สภางบประมาณเราถูกตีในเรื่องงบประมาณว่าคุ้มไหม แต่กลับไม่มองว่าการที่เราเข้าไปยืนในระดับนานาชาติเราได้อะไรมากมายเลย
อ.จีระ : ยกตัวอย่างเรื่องเขาพระวิหาร ก็เกิดจากการที่เราไม่ได้สร้างNetwork ขึ้นมาผมเคยคิดว่าถ้าเราต้องมีการจัดเป็น event ขึ้นมาเพราะ เป็น Project เพื่อให้คนได้รู้ถึงบทบาทของ ยูเนสโกที่มีต่อประเทศไทยเราจะมีอีกหลายประเด็นที่ผุดขึ้นมา แต่ว่าถ้าการเมืองไม่นิ่งก็ลำบากมันต้องขึ้นอยู่กับ Steak Holder
รองปลัดจุไรรัตน์ : ต้องช่วยกันผลักดันขึ้นมา
จงกลกร : มีความประทับใจเรื่องอะไรในงานของยูเนสโก
รองปลัดจุไรรัตน์ : เรื่อง Associate School ที่เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องการศึกษากับเรื่องวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้งบประมาณมาจากกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหมือนเราได้ให้เด็กได้เห็นจริงจากการปฎิบัติสุโขทัย บ้านเชียง สงขลา เพื่อกระจายเรื่องมรดกโลกให้รับรู้ เป็นการสอดแทรกให้เดก็กเกิดความตระหนักแล้วเกิดการสารต่อ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่อยอดงานนี้ เราทำให้ครูและผู้บริหารเพราะหัวเป็นเรื่องสำคัญต้องเอาด้วยการเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญ คือท่านพระพุทธทาสเป็นมหกรรมที่สืบสารปณิธานของท่าน
อ.จีระ : ยูเนสโกเข้ามาร่วมด้วยหรือเปล่า
รองปลัดจุไรรัตน์ : ไม่เข้ามาร่วมเพราะเขาถือว่าเขาประกาศให้แล้วเป็นบุคคลสำคัญ
เป็นงานใหญ่ที่มีบทบาทและประทับใจ
บทสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม
ศ.กิตติคุณ ดร.พัทยา สายหู
ตอบตามประสบการณ์ที่ทำงานในสายงานที่ได้สัมผัสกับ UNESCO โดยตรง จึงอาจจะคาดเคลื่อนกับความเป็นจริงได้
บทบาทของท่านกับการทำงานร่วมกับ UNESCO
การทำงานกับ UNESCO เริ่มจากการร่วมเป็นกรรมการฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรมในกรรมการแห่งชาติฯ เข้าใจว่าเพราะพื้นฐานวิชาการที่สอนในมหาวิทยาลัยที่อาจจะเกี่ยวข้องกับบางด้านของกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะแม่งานที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การ UNESCO (เป็นหลายวาระแต่ไม่ได้เก็บบันทึกเอกสารไว้ว่าเมื่อใดบ้าง) นอกจากการเสนอความคิดเห็นในที่ประชุมกรรมการฯ เพื่อพิจารณาแผนงานขององค์กรระยะต่างๆ เตรียมข้อเสนอของประเทศต่อที่ประชุมใหญ่ในแต่ละครั้ง ไม่เคยได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมใหญ่ที่ UNESCO จึงไม่คุ้นเคยกับระบบงานจริงขององค์กรนี้ เคยร่วมประชุมกับสำนักงานสาขาในภูมิภาคบ้างแต่สำหรับรายละเอียดได้มีอะไรเป็นพิเศษ
ความสำเร็จของ UNESCO สำหรับประเทศไทย คืออะไร? คุณประโยชน์ต่อสังคมไทยในมุมมองของท่านคืออะไร?
ความสำเร็จของ UNESCO สำหรับประเทศไทยคงเป็นเรื่องการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ที่กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบโดยตรงมากกว่าในด้านสังคมที่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทำงาน อาจจะเป็นเพราะว่าทำงานอยู่สายวิชาการมากกว่าด้านนโยบายและปฏิบัติ มติต่างๆในแผนงานของ UNESCO ที่เกี่ยวกับทางสังคมดูจะมีเป้าหมายเร่งด่วนในส่วนประเทศที่มีปัญหาด้านสังคมที่ต้องเร่งพัฒนามากกว่าประเทศไทย แต่ถึงประเทศไทยจะไม่ได้รับงบประมาณโครงการใหญ่ๆ ก็ได้รับแนวคิดและหลักการที่เสนอของที่ประชุมใหญ่ และตัวอย่างโครงการที่ UNESCO สนับสนุนพอเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาทางวิชาการได้ เขาใจว่าในสาขาอื่นๆ ของกิจกรรม UNESCO เช่น การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบปฏิบัติประจำควรที่ได้รับคุณประโยชน์จาก UNESCO ชัดเจนคุ้มกับค่าบำรุงที่ประเทศสมาชิกจ่ายให้องค์กร
จากการดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทย..ความล้มเหลวหรือปัญหาที่ต้องเเก้ไขคืออะไร?
ความล้มเหลวหรือปัญหาที่ต้องแก้ไขในการดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทยในส่วนที่รับผิดชอบ คงไม่ใช่ความผิดของ UNESCO ที่ไม่สามารถให้โครงการและงบประมาณปฏิบัติกิจกรรมได้พอเพียง เพราะประเทศไทยอาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของแผนงาน UNESCO ในช่วงระยะของแผนบางกิจกรรม เพราะประโยชน์หลักของยูเนสโกคือเปิดมุมมองของปัญหาระดับโลกหรือภูมิภาค ให้ประเทศสมาชิกได้ร่วมรู้และเป็นแนวทางกับปัญหาเฉพาะของตนเอง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาของตนเองในทางเลือกที่เหมาะสมต่อไป หน้าที่ของ UNESCO คงไม่ใช่มาแก้ปัญหาให้ประเทศสมาชิกได้ในทุกเรื่อง เพราะองค์กรอาศัยมติของที่ประชุมกำหนดกิจกรรมตามความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่ในแต่ละเวลาของช่วงสมัย ผลงานที่เป็นประโยชน์ของ UNESCO น่าจะอยู่ที่แสดงปัญหาสำคัญๆของโลกที่กระทบประเทศส่วนใหญ่ให้สมาชิกได้รับรู้ และพิจารณาแนวทางการแก้ไขที่ UNESCO เสนอแนะ
จากความล้มเหลวข้างต้น UNESCO ควรจะปรับปรุงอย่างไร?
การดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะมีความล้มเหลวอย่างไรหรือไม่ สำหรับสาขาอื่นนั้นไม่มีความเห็นแต่ในส่วนของสังคมศาสตร์ นอกจากข้อมูลที่ได้จากการประชุมสาขาแต่ละครั้งและแผนงานของ UNESCO ที่ให้ที่ประชุมพิจารณาเสนอข้อคิดเห็นจากมุมมองของประเทศไทย แต่พอสรุปได้ว่า UNESCO มีความล้มเหลวที่ควรจะปรับปรุงอย่างไร และเนื่องจากไม่มีหน่วยงานในบังคับบัญชาที่จะรับโครงการและงบประมาณที่จะมาบริหารจัดการให้เกิดเป็นรูปธรรม และประสบปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่พอจะเห็นข้อเสนอแนะแก้ไขได้ จึงไม่สามารถตอบข้อนี้ได้
ข้อเสนอแนะที่เพิ่มเติม
ถ้าแต่ละสาขาจัดกิจกรรมของ UNESCO ประเทศไทยต้องมีหน่วยงานของรัฐรับเป็นเจ้าภาพ ของงานที่จะรับข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ทั้งของผู้เชี่ยวชาญ UNESCO และนักวิชาการของประเทศสมาชิก ไปประกอบการวางนโยบายและปฏิบัติได้ตามสมควร เช่น ในสาขาสังคมศาสตร์มีประธานจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็จะสามรถใช้ประโยชน์จากแผนงานโครงการ MOST ของ UNESCO ได้ตามสมควรแทนที่จะมีแต่กรรมการผู้แทนนักวิชาการหรือผู้แทนหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ มาช่วยกันพิจารณาแผนงานประจำปีขององค์การสำหรับการประชุมใหญ่เท่านั้น นอกจากนั้น แนวคิดและข้อเสนอแนะของ UNESCO มีผู้สนใจใคร่รู้นอกเหนือจากในหมู่กรรมการหรือไม่
บทสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน
ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก
การทำงานร่วมกับUNESCO มีโครงการใดบ้าง
ส่วนใหญ่เป็นการร่วมงานกับ UNESCO Bangkok ไม่ค่อยได้รับทุนทำโครงการจากทางกระทรวงศึกษา หรือว่าข้อมูลต่างๆที่ได้ก็ได้จาก UNESCO Bangkok มากกว่า สิ่งที่ได้จากกระทรวงศึกษาคือการได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ UNESCO ปารีส ครั้งที่ 35 ในส่วนของสาขาสื่อสารมวลชน ประชุม IPDC (International Program for the Development of Communication) และ IFAP (Information for All Program)
จากการที่ไปประชุมที่ IPDC มีเรื่องเกี่ยวกับ Safety Journalism จะพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของนักข่าว ในการทำงานที่มีภาวะฉุกเฉินจากการประชุม กับมามีเรื่องการชุมชุมที่ราชประสงค์พอดีจึงได้ใช้ Concept ที่ได้จาก UNESCO นั้นมาจัดประชุมใหญ่ โดยใช้งบประมาณของ ม.เกษตร ประมาณ 50,000 บาท และมีครั้งนี้กระทรวงศึกษาให้งบประมาณ 50,000 บาท จัดที่โรงแรมเอเชีย ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่า Concept ของ UNESCO ว่าเอาใช้ได้หรือไม่ในประเทศไทย โดยเอานักข่าวในภาคสนามมาร่วมพูดคุยและหาบทสรุปกัน
สุดท้ายก็ไปประชุมที่เกาหลีพร้อมคุณกวี และทางเกาหลีก็รับรายงานที่เสนอเพื่อทำโครงการด้านสื่อสารมวลชน เป็นทุนของทางเกาหลี โดยที่กระทรวงศึกษาสนับสนุนเรื่องข้อมูลเอาข้อมูลมาให้อาจารย์
เพื่อให้อาจารย์เสนอโครงการและเสนองบไปที่เกาหลีเอง
ใช่ ทุกครั้งข้อมูลโครงการของ UNESCO จะผ่านมาทางกระทรวงศึกษาฯ
ในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ก็จะส่งผู้แทนในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ไป แต่อาจารย์ไม่เคยไปในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ จะเป็นในส่วนของงบประมาณกระทรวงศึกษาค่าเดินทางรวมเบี้ยเลี้ยงแต่ละครั้งประมาณ 100,000 บาท อาจารย์ไม่เคยทราบว่างบประมาณมีอยู่เท่าไหร่ แต่อย่างการจัดสรรทุนที่เรียกว่า PP (Participation Program) จะมีทั้ง 5 สาขาของ UNESCO แต่จะมีกรรมการเรียงลำดับ Priority ของแต่ละโครงการในแต่ละสาขา โดยที่เลือกอันดับแรกทาง UNESCO ก็จะให้ความสนใจด้านการศึกษาเป็นหลัก แต่ทุนทางด้านสื่อสารมวลชนไม่เคยจะได้รับการพิจารณา
การพิจารณาทุนโดยมากจะมองที่สาขาใดมากกว่า
การศึกษาและวัฒนธรรมเป็นหลัก เรื่อง World of heritage หรือ Memory of the World ในกรณีที่พิจารณาทุนก็ไม่มีกรรมการด้านสื่อสารมวลชนเข้าร่วมพิจารณาทุน PP อนุกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชนเองก็ประชุมกันปีละแค่ 1 ครั้ง เพียงให้ทราบว่าในแต่ละปีที่เราจะไปประชุมที่ฝรั่งเศลจะมีหัวข้ออะไรเอาไปประชุม หรือเวลาที่รัฐมนตรีต้องกล่าว Speech จะให้กรรมการด้านสื่อสารมวลชนช่วยดู แต่ Content ส่วนใหญ่จะมาทางด้านการศึกษา
เมื่อครั้งที่ไปประชุมใหญ่ อาจารย์ได้เป็นตัวแทนสาขาสื่อสารมวลชนของประเทศไทย กล่าวในเรื่อง Media Literacy พอกลับมาอาจารย์ก็พยายามทำเรื่อง Media Literacy จึงทำให้เกิดงานวิจัยที่โมร๊อกโค และมีโครงการกับ UNESCO Bangkok โดยที่เขาให้งบประมาณ 9,000 เหรียญในการ Train เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ให้กับครู 40 โรงเรียน โดยให้กระทรวงศึกษา สำนักความร่วมมือฯเป็นเจ้าภาพร่วม โดย apply จากคู่มือของ UNESCO สากลเรื่องของ Media Information Literacy unesco แล้วให้ workshop เป็นการประเมินคู่มือเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับประเทศไทย
คิดว่าทางด้านสื่อสารมวลชนมีงานวิจัยที่สามารถมาต่อยอดให้กับประเทศไทยอีกได้หรือไม่
ต่อยอดได้อย่างมาก มีประโยชน์อย่างมาก เช่นเรื่องการ Train สื่อเพื่อชุมชน วิทยุชุมชน ตัวชี้วัดเรื่องการพัฒนาสื่อในประเทศไทย สิ่งที่ทำได้คือการ Concept ของ UNESCO มาพัฒนาสื่อ เพื่อใช้สื่อของประเทศไทยเพื่อการพัฒนาประเทศได้ Concept ของ UNESCO จะมีตัวชี้วัดมากมาย เช่น IPDC ที่เขาก็ให้ทุนทุกปี แต่ที่อาจารย์ขอไปก็ไม่ได้ เพราะว่า UNESCO Bangkok ทำงานใน ASEAN ด้วย ที่ได้ก็อาจะเป็นลาว เขมร พม่า เพราะว่าเขาต้องการการพัฒนาเยอะ ตอนนี้ของไทยพัฒนาแล้ว เขาจึงให้ทุนประเทศเหล่านั้นมาหน่อย ถามว่าเราต้องการทุนไหม เราก็ต้องการ ถ้าเรามีทีมงานด้านการสื่อสารที่เขาใจหลักของ UNESCO เพราะทีมนี้ยังขาดคน อาจารย์ไปประชุมกลับมาก็อยู่ตรงนี้ อาจารย์ก็จะทำในส่วนที่เป็น Expert ของอาจารย์ แต่ในส่วนอื่นๆก็ไม่ได้ทำ บางครั้งก็เสียดายเพราะ UNESCO คือคลังความรู้ที่ทันสมัย อย่างในช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตั้งกรรมการ จริงๆฝ่ายสำนักความสัมพันธ์ฯ ก็อยากจะทำให้ตรงนี้เข้มแข็งแต่ก็ยังไม่มีโอกาส คือเราอยากให้มีอนุกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชนที่เป็นคนทำงานจริงๆ ที่ไม่ใช่แต่งตั้งโดยตำแหน่ง เพราะว่าจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะทำอะไรให้กลับประเทศได้อีก อย่างการต่อยอดงานวิจัยก็ยังอยู่ในวงจำกัด ไม่กระจายไปสู่อาจารย์ตามมหาวิทยาลัย อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยคือพวกที่ทำวิจัย ข้อมูลของ UNESCO เป็นข้อมูลที่ทันสมัยน่าเอาไปเผยแพร่ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องเป็นแก่น
จะมีวิธีแก้ปัญหาในการกระจายข้อมูลหรือไม่
สิ่งที่ควรทำก็คือการสร้างเครือข่าย อนุกรรมการด้านสื่อสารมวลชน ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรทุนของกลุ่มงานนี้ หรือแนะนำแหล่งทุน หรือการแบ่งงบประมาณมาจัดการประชุมประจำปีเพื่อเผยแพร่งานที่เราไปร่วมประชุมกับ UNESCO ให้สาธารณชนได้รับทราบ
ปัญหาอุปสรรคในการทำงาน UNESCO และ คิดว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
1. อย่างแรกเรื่องงบประมาณสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา เพราะว่าหลังจากที่ส่งเราไป เราก็อยากเหล่าให้คนอื่นฟัง ว่าทิศทางไปทางไหน ประเทศไทยยังพูดกันอยู่เลยว่าเป็นโลกโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่ใช่แล้ว ความจริงคำว่าสังคมความรู้ UNESCO ใช้มาตั้งแต่ปี 45 เมื่อ 2 ปีก่อนอาจารย์ไปประชุม เขาก็ให้ Concept มาแล้ว แต่เมืองไทยก็ยังไม่รู้ยังมุ่งกันเรื่อง KM อยู่ ประเทศที่พัฒนาเรื่องสื่อสารมวลชนเขาจะกระจายเพื่อสร้างให้ประชาชนอยู่ในสังคมความรู้โดยสารสนเทศ เป็นการเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วให้ความรู้เคลื่อนไปโดยระบบสารสนเทศ ภาษาอังกฤษคือ Knowledge Base Society ซึ่งตอนนี้จะเน้นไปที่การเก็บข้อมูลแต่ไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะโยงมาถึงเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ เพราะสื่อในปัจจุบันเข้าถึงง่าย เราต้องมีวิธีป้องกัน รู้วิธีการหาข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริงและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาได้อย่างถูกต้องประเทศไทยยังเสพสื่อตรงๆ ไม่มีการกรอง ไม่มีวิธีคิดวิเคราะห์ที่ถูกต้อง
2. มีการแต่งตั้งคนที่จะมาเป็นกรรมการให้มาตามสายงาน มาด้วยใจรัก และเข้าใจงานของ UNESCO
3. การประสานงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาฯ กับ UNESCO Bangkok ต่างคนต่างทำไม่มีการวางกลยุทธ์ นโยบายให้สอดรับกับ UNESCO ที่ปารีส
4. ปัญหาอีกอย่างคืนหลังจากรุ่น อาจารย์แล้วยังไม่มีใครมารับการถ่ายทอดการทำงานเลย อาจารย์ยังทำได้อีก 10 ปี ซึ่งทำมาแล้ว 8 ปี ก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้กันอยู่ไม่กี่คน
5. เป็นห่วงว่าทุกครั้งที่เราไปจะจบอยู่ที่ใน report
จากการสัมภาษณ์มาหลายๆท่านก็มีคนจุดประเด็นเรื่องการที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสานงานต่อ ทางคณะวิจัยจึงคิด Wining project ขึ้นมา โดยการที่จะพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ให้รองรับการทำงาน UNESCO อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรค่ะ
จำเป็นมากค่ะ แต่เป็นที่เด็กมากไม่ได้ ต้องเป็นคนที่มีความรู้มี Back Ground ที่เข้มแข็ง ในแต่ละสาขาอย่างด้านสื่อสารมวลชนก็ต้องมีภูมิความรู้ อาจารย์ว่าภาษาไม่ใช่เรื่องยาก
ตัวอาจารย์เองก็ไม่เก่งภาษา เรื่องภาษาฝึกกันได้ อย่าแรกที่พิจารณาคือต้องมีความรู้
ความชำนาญ ด้านสื่อสารมวลชน แล้วเอา back ground มาผนวกเขากับหลักการของ UNESCO แล้วค่อยเข้าร่วมประชุมติดตามความเคลื่อนไหวทางเว็บไซด์ในเรื่องการเสนอผลงาน
ถามว่าเขาจะได้อะไร ก่อนอื่นต้องดูว่า UNESCO ให้หาข้อมูล ทำวิจัย เขาจะได้ไปเป็นผู้ร่วมประชุมในอีก 5 ปี ข้างหน้าหรือเปล่า การเตรียมคนๆนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปี กว่าที่เขาจะเข้าใจบริบทและ represent แทนประเทศไทยได้
การปรับปรุงควรเป็นไปในทิศทางไหน
การที่ประเทศไทยเข้าไปเป็นสมาชิก UNESCO มีความจำเป็นหรือไม่
มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าเราไม่ได้เข้าไปยู่ตรงนั้นเราจะไม่มีข้อมูลใหม่ๆที่เป็นสากลเลยอีกอย่างมันคือการประกาศว่าเรามีตัวตนอยู่ในเวทีโลก การคิด Agenda ในแต่ละปี จะมาสร้าง Concept ใหม่ของโลกทุกครั้ง
การประชาสัมพันธ์งานของ UNESCO มีความจำเป็นหรือไม่
มีความจำเป็นแต่ไม่เห็นเคยทำการที่เราพูดว่า UNESCO ประเทศไทย ทุกคนมองไปที่ UNESCO Bangkok แถบจะไม่มีใครรู้เลยว่า กระทรวงศึกษาฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างกรมประชาสัมพันธ์ไปประชุมก็ยังไม่เผยแพร่เลย
มีสื่อเป็นช่อง 11 อยู่ในมือก็ไม่เปิดเวทีให้อย่างเช่นเราพูดเรื่องปราสาทพระวิหารทุกคนก็นึกว่าเราทำแต่งานด้านนั้นจริงๆน่าจะมีการประชาสัมพันธ์ว่า UNESCO ขับเคลื่อนเรื่องอะไรอยู่คนที่ทำเรื่องเดียวกันจะได้เข้ามารวมตัวกันสร้างประโยชน์ อย่างสาขาวัฒนธรรมอาจารย์ว่าเขาค่อนข้างเข้มแข็งมีคนที่จะมาสืบทอดได้มีสื่อออกมาคนก็เข้าใจว่า UNESCO มีเรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว