บทสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน

ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก

การทำงานร่วมกับUNESCO มีโครงการใดบ้าง

ส่วนใหญ่เป็นการร่วมงานกับ UNESCO Bangkok ไม่ค่อยได้รับทุนทำโครงการจากทางกระทรวงศึกษา หรือว่าข้อมูลต่างๆที่ได้ก็ได้จาก UNESCO Bangkok มากกว่า สิ่งที่ได้จากกระทรวงศึกษาคือการได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ UNESCO ปารีส ครั้งที่ 35 ในส่วนของสาขาสื่อสารมวลชน ประชุม IPDC (International Program for the Development of Communication) และ IFAP (Information for All Program)

จากการที่ไปประชุมที่ IPDC มีเรื่องเกี่ยวกับ Safety Journalism จะพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของนักข่าว ในการทำงานที่มีภาวะฉุกเฉินจากการประชุม กับมามีเรื่องการชุมชุมที่ราชประสงค์พอดีจึงได้ใช้ Concept ที่ได้จาก UNESCO นั้นมาจัดประชุมใหญ่ โดยใช้งบประมาณของ ม.เกษตร ประมาณ 50,000 บาท และมีครั้งนี้กระทรวงศึกษาให้งบประมาณ 50,000 บาท จัดที่โรงแรมเอเชีย ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่า Concept ของ UNESCO ว่าเอาใช้ได้หรือไม่ในประเทศไทย โดยเอานักข่าวในภาคสนามมาร่วมพูดคุยและหาบทสรุปกัน

สุดท้ายก็ไปประชุมที่เกาหลีพร้อมคุณกวี และทางเกาหลีก็รับรายงานที่เสนอเพื่อทำโครงการด้านสื่อสารมวลชน เป็นทุนของทางเกาหลี โดยที่กระทรวงศึกษาสนับสนุนเรื่องข้อมูลเอาข้อมูลมาให้อาจารย์

เพื่อให้อาจารย์เสนอโครงการและเสนองบไปที่เกาหลีเอง

ใช่ ทุกครั้งข้อมูลโครงการของ UNESCO จะผ่านมาทางกระทรวงศึกษาฯ

ในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ก็จะส่งผู้แทนในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ไป แต่อาจารย์ไม่เคยไปในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ จะเป็นในส่วนของงบประมาณกระทรวงศึกษาค่าเดินทางรวมเบี้ยเลี้ยงแต่ละครั้งประมาณ 100,000 บาท อาจารย์ไม่เคยทราบว่างบประมาณมีอยู่เท่าไหร่ แต่อย่างการจัดสรรทุนที่เรียกว่า PP (Participation Program) จะมีทั้ง 5 สาขาของ UNESCO แต่จะมีกรรมการเรียงลำดับ Priority ของแต่ละโครงการในแต่ละสาขา โดยที่เลือกอันดับแรกทาง UNESCO ก็จะให้ความสนใจด้านการศึกษาเป็นหลัก แต่ทุนทางด้านสื่อสารมวลชนไม่เคยจะได้รับการพิจารณา

การพิจารณาทุนโดยมากจะมองที่สาขาใดมากกว่า

การศึกษาและวัฒนธรรมเป็นหลัก เรื่อง World of heritage หรือ Memory of the World ในกรณีที่พิจารณาทุนก็ไม่มีกรรมการด้านสื่อสารมวลชนเข้าร่วมพิจารณาทุน PP อนุกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชนเองก็ประชุมกันปีละแค่ 1 ครั้ง เพียงให้ทราบว่าในแต่ละปีที่เราจะไปประชุมที่ฝรั่งเศลจะมีหัวข้ออะไรเอาไปประชุม หรือเวลาที่รัฐมนตรีต้องกล่าว Speech จะให้กรรมการด้านสื่อสารมวลชนช่วยดู แต่ Content ส่วนใหญ่จะมาทางด้านการศึกษา

เมื่อครั้งที่ไปประชุมใหญ่ อาจารย์ได้เป็นตัวแทนสาขาสื่อสารมวลชนของประเทศไทย กล่าวในเรื่อง Media Literacy พอกลับมาอาจารย์ก็พยายามทำเรื่อง Media Literacy จึงทำให้เกิดงานวิจัยที่โมร๊อกโค และมีโครงการกับ UNESCO Bangkok โดยที่เขาให้งบประมาณ 9,000 เหรียญในการ Train เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ให้กับครู 40 โรงเรียน โดยให้กระทรวงศึกษา สำนักความร่วมมือฯเป็นเจ้าภาพร่วม โดย apply จากคู่มือของ UNESCO สากลเรื่องของ Media Information Literacy  unesco แล้วให้ workshop เป็นการประเมินคู่มือเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับประเทศไทย

คิดว่าทางด้านสื่อสารมวลชนมีงานวิจัยที่สามารถมาต่อยอดให้กับประเทศไทยอีกได้หรือไม่

ต่อยอดได้อย่างมาก มีประโยชน์อย่างมาก เช่นเรื่องการ Train สื่อเพื่อชุมชน วิทยุชุมชน ตัวชี้วัดเรื่องการพัฒนาสื่อในประเทศไทย สิ่งที่ทำได้คือการ Concept ของ UNESCO มาพัฒนาสื่อ เพื่อใช้สื่อของประเทศไทยเพื่อการพัฒนาประเทศได้ Concept ของ UNESCO จะมีตัวชี้วัดมากมาย เช่น IPDC ที่เขาก็ให้ทุนทุกปี แต่ที่อาจารย์ขอไปก็ไม่ได้ เพราะว่า UNESCO Bangkok ทำงานใน ASEAN ด้วย ที่ได้ก็อาจะเป็นลาว เขมร พม่า เพราะว่าเขาต้องการการพัฒนาเยอะ ตอนนี้ของไทยพัฒนาแล้ว เขาจึงให้ทุนประเทศเหล่านั้นมาหน่อย ถามว่าเราต้องการทุนไหม เราก็ต้องการ ถ้าเรามีทีมงานด้านการสื่อสารที่เขาใจหลักของ UNESCO เพราะทีมนี้ยังขาดคน อาจารย์ไปประชุมกลับมาก็อยู่ตรงนี้ อาจารย์ก็จะทำในส่วนที่เป็น Expert ของอาจารย์ แต่ในส่วนอื่นๆก็ไม่ได้ทำ บางครั้งก็เสียดายเพราะ UNESCO คือคลังความรู้ที่ทันสมัย อย่างในช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตั้งกรรมการ จริงๆฝ่ายสำนักความสัมพันธ์ฯ ก็อยากจะทำให้ตรงนี้เข้มแข็งแต่ก็ยังไม่มีโอกาส คือเราอยากให้มีอนุกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชนที่เป็นคนทำงานจริงๆ ที่ไม่ใช่แต่งตั้งโดยตำแหน่ง เพราะว่าจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะทำอะไรให้กลับประเทศได้อีก อย่างการต่อยอดงานวิจัยก็ยังอยู่ในวงจำกัด ไม่กระจายไปสู่อาจารย์ตามมหาวิทยาลัย อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยคือพวกที่ทำวิจัย ข้อมูลของ UNESCO เป็นข้อมูลที่ทันสมัยน่าเอาไปเผยแพร่ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องเป็นแก่น

จะมีวิธีแก้ปัญหาในการกระจายข้อมูลหรือไม่

สิ่งที่ควรทำก็คือการสร้างเครือข่าย อนุกรรมการด้านสื่อสารมวลชน ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรทุนของกลุ่มงานนี้ หรือแนะนำแหล่งทุน หรือการแบ่งงบประมาณมาจัดการประชุมประจำปีเพื่อเผยแพร่งานที่เราไปร่วมประชุมกับ UNESCO ให้สาธารณชนได้รับทราบ

ปัญหาอุปสรรคในการทำงาน UNESCO และ คิดว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

1. อย่างแรกเรื่องงบประมาณสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา เพราะว่าหลังจากที่ส่งเราไป เราก็อยากเหล่าให้คนอื่นฟัง ว่าทิศทางไปทางไหน ประเทศไทยยังพูดกันอยู่เลยว่าเป็นโลกโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่ใช่แล้ว ความจริงคำว่าสังคมความรู้ UNESCO ใช้มาตั้งแต่ปี 45 เมื่อ 2 ปีก่อนอาจารย์ไปประชุม เขาก็ให้ Concept มาแล้ว แต่เมืองไทยก็ยังไม่รู้ยังมุ่งกันเรื่อง KM อยู่ ประเทศที่พัฒนาเรื่องสื่อสารมวลชนเขาจะกระจายเพื่อสร้างให้ประชาชนอยู่ในสังคมความรู้โดยสารสนเทศ เป็นการเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วให้ความรู้เคลื่อนไปโดยระบบสารสนเทศ ภาษาอังกฤษคือ Knowledge Base Society ซึ่งตอนนี้จะเน้นไปที่การเก็บข้อมูลแต่ไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะโยงมาถึงเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ เพราะสื่อในปัจจุบันเข้าถึงง่าย เราต้องมีวิธีป้องกัน รู้วิธีการหาข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริงและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาได้อย่างถูกต้องประเทศไทยยังเสพสื่อตรงๆ ไม่มีการกรอง ไม่มีวิธีคิดวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

2. มีการแต่งตั้งคนที่จะมาเป็นกรรมการให้มาตามสายงาน มาด้วยใจรัก และเข้าใจงานของ UNESCO

3. การประสานงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาฯ กับ UNESCO Bangkok ต่างคนต่างทำไม่มีการวางกลยุทธ์ นโยบายให้สอดรับกับ UNESCO ที่ปารีส

4. ปัญหาอีกอย่างคืนหลังจากรุ่น อาจารย์แล้วยังไม่มีใครมารับการถ่ายทอดการทำงานเลย อาจารย์ยังทำได้อีก 10 ปี ซึ่งทำมาแล้ว 8 ปี ก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้กันอยู่ไม่กี่คน

5. เป็นห่วงว่าทุกครั้งที่เราไปจะจบอยู่ที่ใน report

จากการสัมภาษณ์มาหลายๆท่านก็มีคนจุดประเด็นเรื่องการที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสานงานต่อ ทางคณะวิจัยจึงคิด Wining project ขึ้นมา โดยการที่จะพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ให้รองรับการทำงาน UNESCO อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรค่ะ

จำเป็นมากค่ะ แต่เป็นที่เด็กมากไม่ได้ ต้องเป็นคนที่มีความรู้มี Back Ground ที่เข้มแข็ง ในแต่ละสาขาอย่างด้านสื่อสารมวลชนก็ต้องมีภูมิความรู้ อาจารย์ว่าภาษาไม่ใช่เรื่องยาก
ตัวอาจารย์เองก็ไม่เก่งภาษา เรื่องภาษาฝึกกันได้ อย่าแรกที่พิจารณาคือต้องมีความรู้
ความชำนาญ ด้านสื่อสารมวลชน แล้วเอา back ground มาผนวกเขากับหลักการของ UNESCO แล้วค่อยเข้าร่วมประชุมติดตามความเคลื่อนไหวทางเว็บไซด์ในเรื่องการเสนอผลงาน

ถามว่าเขาจะได้อะไร ก่อนอื่นต้องดูว่า UNESCO ให้หาข้อมูล ทำวิจัย เขาจะได้ไปเป็นผู้ร่วมประชุมในอีก 5 ปี ข้างหน้าหรือเปล่า การเตรียมคนๆนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลา 10 ปี กว่าที่เขาจะเข้าใจบริบทและ represent แทนประเทศไทยได้

การปรับปรุงควรเป็นไปในทิศทางไหน

  1. มีการประสานงานระหว่าง 2 หน่วยงาน
  2. มีการวาง year plan
  3. กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันเพราะ Time Frame เหมือนกันทุกปี เช่น การขอทุนต้องขอช่วงไหนเพื่อแจ้ง แจ้ง Concept ของการขอทุนไปก่อน

การที่ประเทศไทยเข้าไปเป็นสมาชิก UNESCO มีความจำเป็นหรือไม่

มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าเราไม่ได้เข้าไปยู่ตรงนั้นเราจะไม่มีข้อมูลใหม่ๆที่เป็นสากลเลยอีกอย่างมันคือการประกาศว่าเรามีตัวตนอยู่ในเวทีโลก การคิด Agenda ในแต่ละปี จะมาสร้าง Concept ใหม่ของโลกทุกครั้ง


การประชาสัมพันธ์งานของ UNESCO มีความจำเป็นหรือไม่

มีความจำเป็นแต่ไม่เห็นเคยทำการที่เราพูดว่า UNESCO ประเทศไทย ทุกคนมองไปที่ UNESCO Bangkok แถบจะไม่มีใครรู้เลยว่า กระทรวงศึกษาฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง
หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างกรมประชาสัมพันธ์ไปประชุมก็ยังไม่เผยแพร่เลย
มีสื่อเป็นช่อง 11 อยู่ในมือก็ไม่เปิดเวทีให้อย่างเช่นเราพูดเรื่องปราสาทพระวิหารทุกคนก็นึกว่าเราทำแต่งานด้านนั้นจริงๆน่าจะมีการประชาสัมพันธ์ว่า UNESCO ขับเคลื่อนเรื่องอะไรอยู่คนที่ทำเรื่องเดียวกันจะได้เข้ามารวมตัวกันสร้างประโยชน์ อย่างสาขาวัฒนธรรมอาจารย์ว่าเขาค่อนข้างเข้มแข็งมีคนที่จะมาสืบทอดได้มีสื่อออกมาคนก็เข้าใจว่า UNESCO มีเรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว