Expert Opinion
สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2554
ดร.สาวิตรี สุวรรณสถิตย์
อดีตรองปลัดกระทรวงและเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก
ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ บรรณาธิการอิสระ ศิลปินอิสระ
พิธีกรรายการมรดกโลก
ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม
กรรมการในสภามหาวิทยาลัยบางแห่งและกรรมการในคณะกรรมการบางแห่ง
...........................................................
1.ขอให้ท่านเล่าถึงบทบาทของท่านกับการทำงานร่วมกับ UNESCO (เริ่มต้นอย่างไร ? และมีโอกาสได้ร่วมในกิจกรรมใดบ้างที่สำคัญ ๆ)
ดร.สาวิตรี.. เริ่มต้นการทำงานร่วมกับ UNESCO สมัยยังเป็นเจ้าหน้าที่ของกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ ท่านบอกว่าในสมัยนั้น ท่านเป็นแค่เจ้าหน้าที่ธรรมดาในกองเท่านั้น แต่ทว่ากองการสัมพันธ์ต่างประเทศถือได้ว่าเป็นกองที่มีสถานภาพใกล้ชิดกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นประธานของยูเนสโกประจำประเทศไทย ประเทศไทยได้รับโครงการระดับภูมิภาค อาทิโครงการ SEMEO ที่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ในด้านพันธสัญญาการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งในสมัยนั้น ม.ล.ปิ่น มาลากุลได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนับได้ว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีการศึกษาที่ดีทีเดียวเนื่องจากท่านสำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จึงทำให้ท่านมีเพื่อนจากต่างประเทศจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ดร.สาวิตรี บอกว่า ท่านโชคดีมากที่ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมประชุมในระดับรัฐมนตรี อีกทั้งท่านรัฐมนตรีเรียกให้ท่านทำงานอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้ท่านได้รับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ UNESCO เป็นอย่างดีในสมัยนั้นเนื่องจากว่าท่านต้องแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ ทำการศึกษา ค้นคว้า และแสวงหาข้อมูล เสมือนการทำวิจัยเล็ก ๆ ด้วยตัวท่านเอง รวมถึงท่านต้องเป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ท่านจึงต้องให้เวลาในการอ่านเอกสาร และทำความเข้าใจอย่างละเอียดและรอบคอบ ส่งผลให้ในการนำเสนอที่ประชุมท่านได้รับความไว้วางใจในทุก ๆ ครั้ง และเป็นที่มาของการได้รับโครงการจากยูเนสโกในเวลาต่อ ๆ มาที่นำเสนอโครงการ ถือได้ว่าเป็นการสร้างฐานที่ดีให้กับประเทศไทยอย่างดีทีเดียว
ในช่วงแรกที่ ดร.สาวิตรีเข้ามาทำงานนั้น ก็มีผลงานโดดเด่นอยู่บ้างสำหรับโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ...โครงการมัธยมแบบผสม Comprehensive Secondary School คือมีทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา เป็นโรงเรียนมัธยมทดลองแบบผสมจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่แม่ของดร.สาวิตรีเป็นครูใหญ่อยู่ จึงทำให้ ดร.สาวิตรีได้มีโอกาสพบผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโกเดินทางมาร่วมทำโครงการอย่างต่อเนื่อง จากอังกฤษ สวีเดน และนอร์เวย์ แต่ผลปรากฎว่าหลังจากที่ได้ทดลองแล้วกระทรวงศึกษาธิการไม่รองรับให้มีนโยบายทำต่อ เพราะว่าในสมัยนั้นคนไทยจำนวนมากไม่ชอบแนวคิดของชาวต่างชาติที่นำเสนอในตอนแรก
ดร.สาวิตรีบอกว่าการทำงานในสมัยนั้น เป็นการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่จากทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศ มีรูปแบบการทำงานโดยมีคณะกรรมการเหมือนในปัจจุบัน ดูแลโครงการ SEAMIO ซึ่งมีการประชุมเป็นประจำและมีการนัดเจรจากรรมการนอกรอบด้วย อีกทั้งในการเจรจาของคณะกรรมการสมัยนั้น มีการเตรียมตัวในการเจรจาที่ดีมาก มีวิธีการในการพูดโน้มน้าว และวิธีการเจรจาความขัดแย้งอย่างนุ่มนวล แต่ปรากฎว่าในระยะหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามีการเตรียมตัวในการเจรจาน้อยลง ทั้ง ๆ ที่การเจรจาระดับประเทศนั้น เป็นวาระแห่งชาติและมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ ควรมีการเน้นการพูดเรื่องการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้นด้วย
ยูเนสโก มีสมาชิก 193 ประเทศ จึงเสมือนว่ายูเนสโกเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ในโลก มีการอ้างอิงจาก กฎ กติกา ที่ประเทศสมาชิกเสนอมา และเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศสมาชิกตั้งเป็นกฎ กติกาของยูเนสโก แล้วแปลเป็นกฎ กติการ่วมกัน เผยแพร่เป็นหนังสือ 6 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ อะระบิค จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน
การดำเนินงานของ ยูเนสโกนั้น จะมีคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานด้วยกัน ดังนั้นคณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่ในสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศต้องมีความเข้าใจถึงเนื้อหาเป็นเรื่องสำคัญด้วย ดร.สาวิตรี ยังบอกว่าในการทำงานกับยูเนสโกนั้นจะเน้นการทำงานเชิงรุก สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นเสมือน One Stop Services…You have to deliver the goods.. คือไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการดำเนินงานของยูเนสโก หรือทูตจากต่างประเทศมา ก็สามารถมาที่ท่านได้โดยตรง และไม่ได้เน้นเรื่องเวลาเป็นสำคัญ เน้นที่การทำงานให้บรรลุผลมากกว่า เนื่องจากการทำงานยูเนสโกในสมัยนั้นยังไม่มีการโต้ตอบทางอีเมลล์ ดังนั้นเวลาในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศบางครั้งอาจอยู่เลยเวลาราชการได้ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีกว่า แต่ถ้าเมื่อใดไม่มีงานท่านก็สามารถบอกให้ลูกน้องมาทำงานสายได้เหมือนกันเนื่องจากเวลาทำงานบางครั้งทำงานดึกมากช่วงมีงานที่ต้องทำ เมื่อวันที่ไม่มีงานลูกน้องก็สามารถมาทำงานสายได้ สรุปแล้วท่านจะเน้นเรื่องการทำงานที่มีประสิทธิภาพดูที่ผลงานมากกว่าดูที่เรื่องเวลาตามกฎ ระเบียบราชการ
การเลือกทำงานกับยูเนสโก ท่านจะมองถึงยุทธศาสตร์ว่าอะไรได้ผลจากประเทศทั่วโลกก็จะทำ อะไรที่ไม่ได้ผลก็จะไม่ทำ เป็นการพิจารณาจากสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่สามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ เป็นลักษณะของเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และมีการพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดย ดร.สาวิตรีได้บอกเสมอว่าสิ่งสำคัญคือประเทศไทยจะต้องรู้จักสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ
ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างโครงการที่ท่านได้ดำเนินการรับผิดชอบในช่วงนั้น คือดร.สาวิตรีได้เสนอโครงการจัดนิทรรศการความรู้สู่การพัฒนา ไปที่ Public Information Office (PIO) ที่ยูเนสโกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางยูเนสโกได้ให้งบประมาณในการจัดโครงการดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้ดำเนินการจัดโครงการดังกล่าวที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว อนึ่งการจัดโครงการในครั้งนั้น ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน ภาคการศึกษาและผู้สนใจโดยทั่วไป นับว่าเป็นตัวอย่างอันดีที่ทางยูเนสโกเห็นผลว่าประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในการจัดโครงการได้อย่างมีประโยชน์ และคุ้มค่ามากทีเดียว
อีกตัวอย่างคือเรื่องกรณีประเทศไทยได้เสนอสุโขทัยเป็นมรดกโลก ประเทศไทยได้เดินทางเพื่อไปเจรจากับญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นน่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีในการช่วยเจรจาให้สุโขทัยเป็นมรดกโลกเนื่องจากญี่ปุ่นนั้นมีความสนใจสุโขทัย และได้ถ่ายรูปที่สุโขทัยไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงขอความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในการจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสุโขทัย ซึ่งได้ให้การตอบรับและให้ความร่วมมืออย่างดีมาก สังเกตได้ว่าในวันที่สุโขทัยได้รับรองว่าเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกหนังสือที่ทางญี่ปุ่นพิมพ์ร่วมกับไทยเรื่องสุโขทัยหมดเร็วมาก
ดร.สาวิตรี ยังได้บอกถึงประเด็นความร่วมมือกับต่างประเทศว่า ต้องใช้ความไว้ใจ ไม่ใช่ว่าเขา นอกจากนี้ ดร.สาวิตรียังได้เสนอประเด็นเพื่อการเตรียมรองรับในการเป็นสมาชิก UNESCO ดังนี้
- การเตรียมบุคลากรที่ชาญฉลาด
- ใช้เทคโนโลยี
- เลือกงานที่เป็นประโยชน์ และ Focus
- ถ้าทำงานทุกงานก็เสมือนไม่ได้ทำเลย เลือกงานที่มีผลตอบแทนสูงตอบสนองนโยบายของประเทศ
- ศึกษาวิธีการที่จะทำ และดูว่าใครเป็นพันธมิตรเรา
2. ความสำเร็จของ UNESCO สำหรับประเทศไทยคืออะไร? คุณประโยชน์ต่อสังคมไทยในมุมมองของท่านคืออะไร ?
- ส่วนใหญ่ฝ่ายงบประมาณมักตีค่าเป็นตัวเงิน แต่ UNESCO ไม่ใช่องค์กรช่วยเหลือ มีเงินเป็นเสมือนเชื้อเพื่อทดลองและขยายผล
- โครงการของยูเนสโก จะเป็นโครงการทางสติปัญญา มีการ Debate โต้แย้งระหว่างสมาชิกยาวมาก
- กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีมากขึ้น มีโครงการความช่วยเหลือระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (North) สู่ประเทศที่กำลังพัฒนา (South) เรียกว่า North South Cooperation เป็นลักษณะของการเรียนรู้ปัญหาซึ่งกันและกัน อย่างเช่นกรณีปัญหาด้านคอรัปชั่น เราก็สามารถเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการของแต่ละประเทศ เพื่อให้การต่อต้านคอรัปชั่นนั้นมีประสิทธิภาพ
- วิธีการเรียนรู้จากแต่ละประเทศนั้น เราจะต้องเรียนรู้อย่างชาญฉลาด แต่สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ค่อยฟังเท่าที่ควร สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ มีความอดทน และสนใจในการฟัง อีกทั้งควรจดประเด็นให้ดี แต่ถ้าไม่สามารถเก็บประเด็นที่ดีได้แล้วนั้น ก็ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ด้วยเช่นกัน
- การพัฒนาคน ทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น มีการเรียนรู้มากขึ้น เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น สามารถวางนโยบายการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้
- เวทียูเนสโกเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จากหลาย ๆ ประเทศ เป็นเวทีของการศึกษาระดับโลก จึงเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เราสามารถได้ทราบถึงข้อมูลและปัญหาจากประเทศต่าง ๆ พยายามฟังให้เข้าใจว่าเขาพูดอะไร แล้วนำความรู้นั้นมาถ่ายทอดอีกที อย่าใช้อคติ หรือ ความรู้เมื่อ 30 ปีที่แล้วมาตัดสิน
- การสร้างเพื่อนและพันธมิตรจะสามารถช่วยให้โครงการที่เสนอยูเนสโกนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างดี ดังนั้นควรทำอย่างไรถึงจะมีเพื่อน หรือพันธมิตรที่ดี อาจเริ่มจาก การหมั่นสังสรรค์บ่อย ๆ มีการพูดคุย เยี่ยมเยียนกันได้ระหว่างประชุม
- สรุปคือ เราตีความว่าความสำเร็จนั้นเป็นอย่างไร ? คือ..
1.ถ้าเราพูดในที่ประชุมแล้วมีคนเห็นด้วย มีคนร่วมสนับสนุนกับเรา ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่ง
2.ถ้าจัดเสร็จแล้วทำเป็นเนื้องาน ผลงานจะถึงประชาชนหรือไม่ ประโยชน์เป็นอย่างไร?
3. การได้รับความรู้ คำแนะนำ การสนับสนุนช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ
4. ยูเนสโกในไทยที่มีการดำเนินงานใน 5 สาขาคือ ด้านการศึกษา ,วิทยาศาสตร์, วัฒนธรรม ,สังคม, และการสื่อสาร เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
วิธีการ
- เราต้องเริ่มให้คนไทยและประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคของหนัก ซึ่งหมายถึง การบริโภคการเรียนรู้ ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
- การประชุม และการเจรจานั้น ต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ และการแสดงออกถึงประเทศที่รักสันติ เราควรให้เกียรติคนอื่น ประเทศอื่น และรู้จักให้เครดิตคนอื่น และประเทศอื่นด้วย ต้องคำนึงอยู่เสมอว่ายูเนสโกคือโลก เราอยากให้เขามองเราอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น เราไม่สามารถเอาแต่ประโยชน์ของเราอย่างเดียว ต้องเรียนรู้ที่จะไว้ใจ ประเทศสมาชิกทั้ง 193 ประเทศนั้นมีคะแนนเสียงประเทศละ 1 เสียง เราต้องเรียนรู้ที่จะผูกมิตรกับประเทศต่าง ๆ ไว้ แม้ว่าประเทศนั้นจะไม่เป็นที่รู้จักก็ตาม
- การรู้จักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุมยูเนสโกไม่ใช่นั่งฟังอย่างเดียว อย่างยูเนสโกจะเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ มีการจัดนิทรรศการ ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีการจัดนิทรรศการด้านศิลปะต่าง ๆ ของประเทศไทยที่ยูเนสโกด้วยเช่นกัน ทำให้หลายประเทศได้ให้ความสนใจและซักถามว่าทำไมถึงเลือกรูปภาพนี้มาแสดง มีแรงบันดาลใจอย่างไร เป็นต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีของการผูกมิตรได้อีกวิธีหนึ่ง
3. จากการดำเนินงานของ UNESCO สำหรับประเทศไทย..ความล้มเหลวหรือปัญหาที่ต้องแก้ไขคืออะไร ?
- เราต้องคิดว่าทำอย่างไรที่จะให้มหาชนมีความรู้ที่เป็นเหตุ เป็นผลในความร่วมมือระดับพหุภาคีทั้งใน SEMIO และ อาเซียน
- ทำอย่างไรให้เอางานของยูเนสโกมาสู่สังคมไทย
- ทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในเวทีระดับโลก
- การใช้ประโยชน์จากเวทีระดับชาตินั้น ยังไม่เพียงพอ
- วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมควรสอดแทรกความยั่งยืนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้
- เน้นเรื่องการเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างประเทศที่พัฒนาแล้วก็เรียนรู้จากประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์
- การเรียนรู้จากเครือข่ายอินเตอร์เนต และ Social Network ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ควรให้มีเครือข่ายเรียนรู้ทางวิชาการ และแยก Website ที่ไม่เหมาะสมออกไป
- Internet Governance เป็นการจัดการบริหาร Internet เพื่อไม่ปิดกั้นความรู้ ให้เผยแพร่ออกมาเป็นภาษาต่าง ๆ มีหลายกรณีที่บางครั้งสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ เสนอต่อยูเนสโกนั้น ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่น กรณี การใช้ Social Network ในอังกฤษในการปลุกระดมคนเป็นต้น
4. จากความล้มเหลวข้างต้น UNESCO ควรจะปรับปรุงอย่างไร ?
- การประชุมควรมีการเตรียมตัว โต้ตอบ เสนอแนะ และนำสิ่งที่ประชุมมาใช้ในประเทศให้ได้
- ควรพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศให้ดี เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพไม่ให้เกิดความเข้าใจที่ผิดและผิดพลาดได้
- ควรมีการเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนเข้าร่วมประชุม ทั้งวิธีคิด ประสบการณ์ ทักษะการเจรจา ทักษะการพูดโน้มน้าว ทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความสุภาพ ฯลฯ มีลักษณะของการโต้ตอบที่ชาญฉลาดและให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับ
- Media Literacy ต้องรู้เท่าทันสื่อ ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสื่อไหนให้ข้อมูลจริง สื่อไหนให้ข้อมูลเท็จ ต้องมีความซื่อสัตย์
- ล้มเลิกอคติหรือแนวคิดไม่ดีเกี่ยวกับ ยูเนสโก เพราะจริง ๆ แล้ว ยูเนสโกได้ตั้งขึ้นมาจากกรณีที่ประเทศต่างๆ ประสบปัญหา ดังเช่นกรณีหลังสงครามโลกเป็นต้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่แท้จริง จึงเพื่อรักษาสันติภาพ และร่วมแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ ในประชาคมโลก อีกทั้งยังเน้นในการอยู่ร่วมกันในโลกอย่างมีความสุขและยั่งยืน
- การปรับปรุงข้อมูลที่นำเสนอต่อสาธารณชน
- การพิจารณาว่าถ้าอะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนก็ผลักดันให้เกิดเป็นนโยบาย อย่างเช่น การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for all) ก็เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นนโยบายให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ คุณภาพนั้นต้องทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม และถือคติของปวงชนเป็นประการสำคัญ ซึ่งการทำให้เกิดผลควรทำอย่างไร Building Blog : ด้านการสร้างการศึกษาก่อนวัยเรียน , การสร้างการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสและพิการ, การศึกษาสำหรับเด็กท้องถนน และขายพวงมาลัย, การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ อย่างเช่น การให้ความรู้ในเรื่องยาสามัญประจำบ้าน , การใช้ยาฤาแมลง ,การเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สอนให้รู้เท่าทันสามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง เรียนรู้เรื่องการวางแผนการทำบัญชี สอนให้วางแผนชีวิต ไม่ให้ถูกโกงหรือเป็นหนี้ สรุปคือ การศึกษาจะเน้นการสอนให้รู้เท่าทันชีวิตและไม่เป็นภาระของสังคม
- การพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพ มีการทำ Rating ในระดับมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน อย่างโครงการ OECD
- เน้นการพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน เช่น ด้าน HIV AIDS , การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- การเปิดตลาดใหม่ เน้นการรู้เท่าทันโลก โลกไม่เหมือน 10-20 ปีที่แล้ว ดังนั้นควรจะพัฒนาอย่างไรให้รู้เท่าทัน อย่าคิดว่าเราเก่ง
- ด้านวิทยาศาสตร์ ควรมีการพูดเรื่องจริยธรรม เป็นต้น เช่น การพูดถึงการรับรองคุณภาพอาหาร และยาจากประเทศต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผู้บริโภคและประชาชนเป็นสำคัญ
- การคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์มาทำ เพราะเวลา 1 วันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ดังนั้นจึงควรเลือกเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์และเห็นผลกระทบต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง
- การเรียนรู้ผ่านเวทีระดับประเทศ เน้นเรื่องการผูกมิตรกับต่างประเทศ จะสามารถช่วยให้ประเทศได้รับการสนับสนุนในที่ประชุมง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนควรหันกลับมาพิจารณาว่าเพราะอะไร
5. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม... เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานขององค์การยูเนสโกกับประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ และประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างแท้จริง ?
1. การเสนอเป็นนโยบายในด้าน Strengthen Relationship ทำให้ความร่วมมือของคนไทยในเวทีระดับพหุภาคีมีความเข้มแข็งขึ้นนั้นควรจะทำอย่างไร ?
- เราคิดว่าความร่วมมือกับต่างประเทศดีแล้วหรือไม่ ? สิ่งใดเป็นข้อดี ข้อเสีย อะไรเป็นประโยชน์กับประเทศทั้งหลาย ควรมีการ update ข้อมูลให้ทันสมัย สามารถเอาความรู้ที่ได้รับมาสังเคราะห์และสรุปเป็นประเด็นให้ได้
- ต้องฝึกอบรมคนที่จะเข้าร่วมประชุมทางด้านภาษา และให้มีความสนใจ ตลอดการเข้าร่วมประชุมเนื่องจากเป็นการประชุมที่ใช้ระยะเวลานาน จึงควรตั้งใจและฟังให้เป็น
2. ในกรณีที่มีการโต้ตอบ ต้องฝึกหัดคนให้รู้วิธีการโต้ตอบ ซักถาม อภิปราย และดึงประโยชน์เข้าสู่งานของประเทศเราให้ได้
3. สามารถสรุปรายงานผล และนำเอาผลนั้นมาสู่นโยบาย เพื่อกำหนดเป็นทิศทางในการผลักดันโครงการต่าง ๆ และวางแผนร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ
อย่างในเวทีพหุภาคีนั้น เราก็มีสิทธิเข้ากลุ่มในการเจรจาแบบเป็นทวิภาคีได้ เช่น อาจปรึกษากับทางแอฟริกา เนื่องจากเขามีความสามารถเรื่องการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติเป็นอย่างดี สามารถบอกเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศไทยได้ หรืออย่างในละตินอเมริกา อาจให้คำแนะนำเรื่องป่าและพันธุ์พืชได้ดี เนื่องจากเป็นป่าฝนเขตร้อนเป็นต้น หรืออย่างชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราอาจเข้าไปศึกษาและเรียนรู้จากเขาได้ทำให้การติดต่อสื่อสาร และการเจรจาต่อรองในเรื่องต่าง ๆ ง่ายขึ้น หรือการจะเข้ากลุ่มประเทศนับถืออิสลาม เราต้องมีการเตรียมตัวให้ดี ต้องรู้จักคนในหลายด้าน และมีแนวคิดในการคบคนกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
- การคัดเลือกบุคคลที่เข้าร่วมประชุมต้องสามารถเจรจาโต้ตอบ พูดภาษาได้ เป็นคนมีวิสัยทัศน์ที่ดี
- เรื่องการศึกษาของไทยปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อระบบการศึกษาไทย
ข้อดีคือ 1. ประเทศไทยสามารถเป็นตลาดทางการศึกษา ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย
2. เป็นการศึกษาเรื่องโลกาภิวัตน์
ข้อเสีย 1. โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ละทิ้งเรื่องการสอนภาษาไทย
2. ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นประเทศที่มี 2 มาตรฐาน
6. มุมมองด้านปัญหาต่าง ๆ ประเทศไทยต้องเรียนรู้ที่จะคาดเดาอนาคต สามารถมองเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สามารถเตรียมตัวรับมือและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้
7. ยูเนสโกไม่ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเดียว แต่ยังทำร่วมกับ NGOs องค์กรอิสระระหว่างประเทศ ภาคเอกชน สมาคมวิชาการต่าง ๆ Proactive Participation ซึ่งทุกคนสามารถมีสิทธิในการพูดและเสนอโครงการต่อยูเนสโก ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีมาก อย่างเช่นเกาหลีเมื่อส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อกลับมาประเทศเขา ก็จะเข้าสู่โครงการ Internship กับ UNESCO ทันที
8. ต้องคิดถึงยุทธศาสตร์ในอนาคตที่ประเทศไทยควรต้องทำอย่างยิ่งคือ
1. การสร้างคน
2. การสร้างฐานข้อมูลข่าวสาร
3. การสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อยากให้ดูตัวอย่างของสิงคโปร์ที่จัดโครงการ ICT เพื่อการศึกษา เป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารทาง Internet ให้ได้ผลได้อย่างไร ? ซึ่งโครงการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
4. การสร้างความตระหนักถึงการรับรู้ สามารถให้ข้อมูลข่าวสารส่งถึงกลุ่มเป้าหมาย ครู นักวิทยาศาสตร์ ประชาชน ฯลฯ โดยตรง