ด้วยกลยุทธนี้เองจึงทำให้ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย เมื่อผู้ไม่เข้าใจปริศนาธรรมและมุ่งหวังทรัพย์อย่างเดียวต่างก็มาปาเอาทองคำ บ้างก็ปาเอาอย่างสนุกสนาน บ้างก็ทำเพื่อพุทธบูชา นานวันเข้าจากคืนเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากการขว้างปาของชาวบ้านหนองเอี้ยงที่กว้างใหญ่ก็ค่อย ๆ เต็มไปด้วยอิฐหินดินทราย นี้เป็นกำลังและความสำเร็จประการที่ห้า
ตำนานฉบับร่วมสมัย
(พระครูโสภณปริยัติสุธี-ศรีบรรดร ถิรธมฺโม อธิบายขยายความ)
พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า
เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และทรงประทับจำพรรษาที่ ๒๕ ณ พระเชตะวันมหาวิหารในขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ ๖๐ พระชันษาอยู่นั้น พระองค์ทรงรำพึงในราชหฤทัยว่า
“ เราจักตั้งมั่นพระพุทธศาสนาไว้ในโลก ” ด้วยพระทัยที่เปรี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตามหากรุณาธิคุณว่า
“ บัดนี้เรามีอายุพอสมควรแล้ว และเมื่อเราอายุครบ ๘๐ พรรษาก็จักปรินิพพานจึงเป็นเวลาสมควรที่เราตถาคตจะเสด็จไปโปรดเทศนาสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในโลก ”
ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกพระมหาเถระซึ่งประกอบไปด้วยพระโสณเถระ พระอุตตรเถระ พระรัตนเถระ และพระอานนทเถระ เพื่อจะให้ร่วมเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์และประดิษฐานพระศาสนาในมณฑลน้อยใหญ่ทั่วโลก [1]
ทรงเสด็จจารึก ณ เมืองล้านนา
การเสด็จครั้งนั้น (ในเมืองล้านนา) เริ่มตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ ลำพูน เชียงดาว ตับเตา ฝาง แสนหวี เมืองลื้อ เมืองสิงห์ เมืองยอง พะยาก เชียงแสน ดอยตุง เมืองพะเยา ส่วนในเขตเมืองพะเยา เริ่มตั้งแต่ดอยน้อย แจ่โหว้ ม่อนจำศีล ปูขวาง จอมไคร้ จอมแจ้ง ขิงแกง สบแวน ในเขตเมืองอื่น ๆ เช่น น่านและแพร่ เป็นต้นตั้งแต่แจ่แห้ง ช่อแฮ ขวยปู ปูตั๊บ แหลมลี้ ร่องอ้อ เสด็จปล้ำหม้อ (ลำปาง) เชียงใหม่ก็มี จอมทอง ฮอด ดอยเกิ้ง เมืองงัม แม่ตื่น เมืองเมย เมืองยวม เมืองทะล่าง เมืองสะโตง เมืองสะแลง เมืองตะโก้ง เมืองกุสินารา และวัดพระเชตวัน (อินเดีย) [2]
ทรงทรมารพญานาคราช ณ หนองเอี้ยงกว้านพะเยา
ครั้นเสด็จมาถึงดอยแห่งหนึ่งอันตั้งอยู่ใจกลางเมืองพะเยาแห่งนี้ นายช่างทองเห็นพระพุทธลักษณะก็บังเกิดความเลื่อมใสจึงกราบอาราธนา เพื่อที่จะถวายภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงรับโดยดุษฎียภาพเมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงนายช่างทองได้ตระเตรียมของขบเคี้ยวและได้ถวายจังหัน หรือภัตตาหารเช้า แต่ด้วยความปีติยินดีจนตื่นเต้นจึงลืมที่จะถวายน้ำดื่มน้ำฉัน เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตกิจเรียบร้อยแล้วจึงปรารภให้พระอานนทเถระไปตักน้ำ ณ หนองน้ำใกล้ดอยที่นายช่างทองอาศัยอยู่นั้นซึ่งปรากฏต่อมาเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า “ หนองเอี้ยง ” [3]
เมื่อพระมหาเถระไปถึง พญานาคราชนามว่า “ธุมะสิกขี” [4] ผู้เป็นใหญ่แห่งหนองน้ำนี้มาช้านานเกิดความหึงหวงน้ำและไม่พอใจพระมหาเถระที่เข้ามารบกวนเป็นอย่างมาก จึงได้แสดงอิทธิฤทธิ์เพื่อข่มพระเถระโดยการปล่อยกลุ่มควันออกปกคลุมทั่วบริเวณหนองน้ำนั้นให้มืดมิดราวกับเป็นเวลาแห่งค่ำคืนเดือนมืดพร้อมกับทำให้น้ำที่ใสสะอาดและเย็นกลายเป็นน้ำขุ่นมัว จนพระมหาเถระไม่สามารถที่จะตักน้ำไปถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จึงได้กลับขึ้นสู่ดอยอันเป็นที่ประทับเพื่อกราบทูลความทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ
ทรงเห็นอุปนิสัยพญานาคธุมะสิกขี
พระพุทธองค์ ขณะทรงนั่งประทับอยู่บนพุทธอาสน์เพื่อพักผ่อนพระอิริยบทอยู่ทรงเพ่งทิพย์จักษุใคร่ครวญว่าเวลาเช้าตรู่เราได้มองเห็นอุปนิสัยของพญานาคราชธุมะสิกขีว่าเป็นสัตว์ที่พอที่จะทรงแนะนำได้และอีกประการหนึ่งพญานาคราชนี้ได้บำเพ็ญบารมีมาพอสมควรแล้ว จึงทรงเสด็จลงมาจากดอยอันเป็นที่ประทับเพื่อทรงโปรดพญานาคราช
เมื่อพญานาคราชเห็นพระพุทธองค์เสด็จมามีรัศมีเปล่งปลั่งน่าเลื่อมใส ท่วงท่ามีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ก็มีใจพรั่นพึงอยู่มาก แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้ทีเสด็จมานั้นเป็นใครจึงได้แสดงอิทธิฤทธิ์โดยประการต่าง ๆ เพื่อข่มพระพุทธองค์
ลำดับนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเนรมิตพระวรกายให้สูงใหญ่ ๓๒ ศอก เท่าพระพุทธเจ้าในอดีตพระนามว่า กกุสันธะ
พญานาคยอมแพ้ต่อพุทธคุณ
พญานาคราชเล็งเห็นดังนั้นจึงคิดจะต่อสู้โดยการแปลงกายให้ใหญ่ขึ้น ๆ แต่แปลงกายเท่าไหร่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่าพระพุทธองค์ จึงแสดงความเกี้ยวกราดด้วยการพ่นพิษควันไฟใส่พระพุทธองค์ แต่ด้วยพุทธบารมีอาวุธต่าง ๆ ของพญานาคราชหาทำอันตรายต่อพระพุทธองค์ได้ไม่ พระพุทธองค์จึงทรงยกพระบาทเหยียบหัวพญานาคราชเอาไว้ พญานาคราชต่อสู้ดิ้นรนส่วนหางกวัดกวาดแกว่งไปมาจนเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็นกว้านพะเยา (ผู้เขียนเพิ่มเข้ามาเพื่อเพิ่มอรรถรสเท่านั้น) พญานาคต่อสู้ไม่ไหวตกใจกลัวตัวสั่นในพุทธปาฏิหาริย์และยอมสวามิภักดิ์ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด
พระพุทธองค์เมื่อเห็นว่าพญานาคราช ถอนมานะละความพยศหมดความถือตัวและยอมรับพระองค์แล้วจึงตรัสว่า “ ท่านพญานาคราช เธอจงดูน้ำในหนองใหญ่แห่งนี้ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะพระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์เสด็จมาเสวย ตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะเป็นต้นมา แม้แต่เราครั้งเสวยชาติเป็นนกเอี้ยงโพธิสัตว์ถูกเหยี่ยวจิกตาย ณ หนองน้ำนี้ ฉะนั้นท่านจงให้น้ำแก่เรา ”
พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเรื่องอนุปุพพีกถา [5] คือทรงตรัสเรื่องที่ทำความเข้าใจง่าย ๆ แล้วยกสู่ธรรมที่ยากขึ้น ๆ จากลักษณะที่เป็นรูปธรรมสามารถจับต้องสัมผัสได้ไปสู่นามธรรมอันเป็นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมระดับที่สูงขึ้นไป เริ่มตั้งแต่เรื่องของทาน, เรื่องของศีล, เรื่องของสวรรค์, เรื่องของโทษ - ความต่ำทราม - ความเศร้าหมองแห่งกาม และอานิสงส์ในการออกบวช เป็นลำดับ
พญานาคราชน้อมรับคำด้วยดีพร้อมประกาศความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้นพระองค์จึงทรงแสดงอดีตชาติว่าพระองค์ในอดีตชาติทรงเป็นพญานกเอี้ยงทรงนำฝูงนกบินอาศัยหนองน้ำแห่งนี้บำเพ็ญบารมีอยู่วันหนึ่งพญานกเอี้ยงได้หลีกออกจากฝูงบินหากินแต่ผู้เดียว ลงมาดื่มน้ำ ณ หนองน้ำแห่งนี้ ได้มีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินโฉบมาจิกตีกินและตาย ณ หนองน้ำแห่งนี้ จึงปรากฏชื่อว่าหนองเอี้ยงเป็นต้นมา
ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงมีความผูกพันกับพระตถาคตเจ้าเป็นอย่างมากและทรงแสดงให้เห็นว่าในอนาคต สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ที่จะเจริญรุ่งเรืองจนเป็นศูนย์กลางแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง
จุดเริ่มต้นของพระธาตุจอมทอง
ลำดับนั้น พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นไปบนดอยอันเป็นที่ประทับได้ทรงตรัสแสดงเรื่องศีล ๕ และอานิสงส์แห่งศีลให้แก่นายช่างทอง เมื่อนายช่างทองรับเอาไปปฏิบัติแล้วพระองค์จึงทรงพระราชทานพระเกศา ให้ประดิษฐานไว้บูชา ณ บริเวณจอมดอยแห่งนี้ ต่อมาดอยแห่งดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าดอยจอมทองตามอาชีพนายช่างทองผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธองค์นั้นเอง [6]
เมื่อกาลเวลาล่วงไป พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วถึงสองพันกว่าปี ลุถึงปีพุทธศักราช ๒๐๓๔ ในรัตติกาลหนึ่งพญานาคราชมาหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ว่า “ ในครั้งกระโน้น เราได้มีความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฎฐิเพราะพระพุทธองค์ ทรงช่วยแนะนำสั่งสอนและพระองค์ยังมีพระเมตตากรุณาต่อเราอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่งพระองค์ทรงดำริที่จะตั้งมั่นพระพุทธศาสนา ณ บริเวณหนองน้ำแห่งนี้ให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความดีงามและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ”
พญานาคดำริสร้างพระเจ้าตนหลวง
“ บัดนี้วันเวลาได้ล่วงเลยมาแล้วถึงสมัยกึ่งพุทธกาล จำเราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์ท่าน ” และคิดว่า “ เราเคารพเลื่อมในในพระพุทธองค์เพราะพระพุทธองค์ปรากฏแก่เราด้วยพระวรกายที่สูงใหญ่ถึง ๓๒ ศอก จำเราจะถือเอานิมิตที่เราเห็นพระพุทธองค์แล้วเลื่อมใสครั้งแรกนี้แล มาสร้างเป็นอนุสรณ์เพื่อเป็นพุทธานุสติให้กับผู้คนโดยทั่วไป ”
ตายายสหายแห่งธรรมพญานาคราช
พญานาคราชเมื่อคิดได้ดังนั้น ก็รำพึงถึงภาวะของตนที่ไม่สามารถก่อสร้างด้วยตัวเองอย่างสะดวกได้จึงคิดจะหาคนที่ดีมีคุณธรรมที่จะกระทำได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงคิดว่าใครกันหนอจะกระทำได้เพราะผู้ทำต้องมีศรัทธาความเชื่อที่มั่นคง ความเพียรที่สม่ำเสมอ มีสติทุกเมื่อ มีปัญญาดี และที่สำคัญต้องซื่อสัตย์สุจริตใจ จึงนึกถึงสองตายายที่มีอาชีพเลี้ยงเป็ดและห่านอยู่ใกล้หนองน้ำนั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงได้นำเอาทองคำจากนาคพิภพจำนวนถึงสี่แสนกับห้าร้อยบาทขึ้นมายังฝั่งสระหนองน้ำแล้วเดินไปหาสองตายายด้วยการจำแลงกายเป็นชีปะขาว เมื่อขึ้นไปบนเรือนแล้วเจรจาความกับสองตายายและในที่สุดก็ได้กล่าวคำว่า
“ ด้วยความประสงค์แห่งเรา และพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเสด็จมา ณ เมืองพะเยาแห่งนี้ว่า “ เราตถาคตจะประดิษฐานพระศาสนาไว้ และที่แห่งนี้ต่อไปจะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการศึกษาพระศาสนาแห่งหนึ่ง ” ขอให้สองตายยายช่วยเป็นธุรภาระในครั้งนี้ด้วยจะเป็นมหากุศลต่อตัวเองและผู้คนอย่างมากมายมหาศาลไปในภายภาคหน้า
พญานาคราชจึงได้เล่าความเป็นมาทั้งหมดให้ทราบพร้อมทั้งได้บอกเจตนาของตน พร้อมกับบอกเล่าพุทธลักษณะรูปร่าง บริเวณ สถานที่ที่จะสร้างองค์พระพุทธรูปโดยกำหนดว่าจะต้องให้เท่ากับพระพุทธลักษณะใหญ่โตเท่าพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โดยมีหน้าตักกว้าง ๗ วา สูง ๘ วา เป็นต้น [7] หรือ หน้าตักกว้าง ๒๘ ศอก สูง ๓๒ ศอก [8] หรือ มีความกว้าง ๑๔.๐๐ เมตร มีความสูง ๑๖.๐๐ เมตร
สองตายายกับกลวิธีการสร้างสิ่งมหัศจรรย์แห่งเมืองล้านนาไทย
สองตายาย เมื่อตกปากรับคำจากพญานาคราชแล้ว จึงมานั่งคิดปรึกษากันว่า “ โอหนอหนองเอี้ยงแห่งนี้ เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่การที่เราจะพากันมาสร้าง เป็นสิ่งที่เกินกำลังของเราผู้ชราภาพอย่างนี้ ” สิ่งที่สองตายายเป็นกังวลเพราะเหตุ ๓ ประการคือ
๑.จะเอาอะไรมาถมหนองน้ำเพื่อจะเป็นฐานสร้างพระพุทธรูป
๒.ความมั่นคงแข็งแรงถาวรของพระพุทธปฏิมาจะอยู่ได้นานแค่ไหน ?
๓.สองตายายพละกำลังอ่อนแรงเพราะชรา
อุปสรรค์ไม่มีบารมีไม่เกิด
แต่เมื่อการที่ไม่สร้างในที่สูง เช่น ดอยจอมทองก็ดี บนบกที่ไม่ใช่หนองน้ำก็ดีต้องมีปริศนาธรรมเป็นแน่เมื่อทั้งสองนั่งใคร่ควรกันแล้วก็หวนนึกถึงคำของพญานาคราชที่มาในร่างของชีปะขาวและการสร้างพลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ สองตายายจึงเข้าใจว่าการสร้างมิใช่เรื่องง่าย ๆ เลยทำไมชีปะขาวจึงมากำหนดสถานที่และพุทธลักษณะดังกล่าว
๑.อาจเป็นเพราะเป็นสถานที่ที่นกเอี้ยงโพธิสัตว์ถูกเหยี่ยวจิกตีตาย ณ ที่แห่งนี้
๒.ชะลอยจะเป็นการลองใจเราสองตายาย
๓.หรืออาจเป็นการทดสอบบารมีธรรมแห่งสองเรา
คาถา ๕ บทกับการสร้างพละกำลังของสองตายาย
เอาละ ! จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เราจะลองทำด้วยความพยายามแห่งบุรุษของเราเพื่อเป็นพุทธบูชาดีกว่า ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาสองตายายจึงตัดสินใจวางแผนในการดำเนินการก่อสร้างด้วยธรรมอันเป็นกำลัง หรือพละ ๕ ประการซึ่งสร้างความมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ; แล้วพละ ๕ เป็นไฉนละ !
๑.สัทธาพละ
เพราะศรัทธา ความเชื่อมั่นต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทำให้สองตายายแม้ไม่แข็งแรงนักประกอบกับวัยชราการสร้างองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าสูงส่งนี้เองจึงเป็นกำลังและสร้าความสำเร็จประการที่หนึ่ง
๒.วิริยพละ
เพราะวิริยะ ความเพียรพยายาม ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะล้มเหลวสักล้านครั้งก็ตาม ด้วยการลงมือกระทำด้วยตัวเองบ้าง ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมสร้างด้วย ไม่มีความย่อท้อ มีใจขวนขวายปรับปรุงตลอดเวลา ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เห็นความลำบากเป็นการสร้างบารมี เห็นหยาดเหงื่อเป็นรางวัล เห็นความสำเร็จเป็นเครื่องบูชาพุทธคุณ การโยนหินที่ละก้อน ๆ สองตายายเห็นเหมือนการโปรยดอกไม้บูชาพระรัตนตรัย ดังนั้นจึงเป็นกำลังและความสำเร็จประการที่สอง
๓.สติพละ
เพราะสติ ความรู้ตัวตลอดเวลาว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไร สร้างเพื่อใครการทำงานเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าจะเห็นความเหนื่อยยากของตนจะเป็นพลานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อดำรงคงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา โดยถือว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คือคัมภีร์ชีวิต โดยมีเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้เองเป็นกำลังและความสำเร็จประการที่สาม
๔.สมาธิพละ
เพราะสมาธิ ความตั้งใจมั่นทำด้วยความเพลิดเพลินไม่เศร้าสร้อย ไม่น้อยใจไม่หวั่นไหว แม้จะประสบอุปสรรค์ปัญหามากมายขนาดไหนก็ตาม จิตจึงไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ ไม่ตื่นเต้นในลาภเกินพอดี ไม่เสียใจในการเสื่อมลาภเกินพองาม ไม่ดีใจในยศจนหลงระเริง ไม่ฟูมฟายในการเสื่อมยศจนเกินไป ไม่ท้อแท้ต่อคำนินทา ไม่ลุ่มหลงกับคำสรรเสริญเยินยอ ไม่มองเห็นสุขและทุกข์แตกต่างกัน วางตนเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย วางชีวิตในหลักมัชฌิมาปฏิปทา นี้เป็นกำลังและความสำเร็จประการที่สี่
๕.ปัญญาพละ
เพราะปัญญา ความรอบรู้ถึงขนาดปัญหาอุปสรรค์ด้านความชราภาพก็ไม่ใช่สาเหตุสำคัญ และที่สำคัญสองตายายมีไหวพริบปฏิภาณ หรือกลยุทธในการดำเนินการมาตั้งแต่ต้น เมื่อตัวเองทำไม่ไหวเพราะเรี่ยวแรงมีน้อยคิดว่าถ้าลำพังสองเราตายายทำเอง หนองน้ำคงเต็มได้ช้า จึงได้ใช้ทรัพย์คือทองคำที่พญานาคราชมอบให้ไปผูกติดไว้ปลายไม้ไผ่แล้วท้าให้คนทั้งหลายมาปาเอาทองคำไป
ด้วยกลยุทธนี้เองจึงทำให้ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย เมื่อผู้ไม่เข้าใจปริศนาธรรมและมุ่งหวังทรัพย์อย่างเดียวต่างก็มาปาเอาทองคำ บ้างก็ปาเอาอย่างสนุกสนาน บ้างก็ทำเพื่อพุทธบูชา นานวันเข้าจากคืนเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากการขว้างปาของชาวบ้านหนองเอี้ยงที่กว้างใหญ่ก็ค่อย ๆ เต็มไปด้วยอิฐหินดินทราย นี้เป็นกำลังและความสำเร็จประการที่ห้า
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ๓๑ เดือน หรือ ๒ ปี ๗ เดือน ภารกิจในการถมหนองน้ำก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และเวลาผ่านไปถึงฤดูฝนที่ ๓ แล้ววัสดุที่ถมแน่นจนเป็นเนินดีแล้วที่พอจะสร้างองค์พระปฏิมากรได้
วางแผนการก่อสร้าง
ภารกิจต่อไปคือการเตรียมการปั้นองค์พระ โดยเริ่มแรกได้เร่งปั้นอิฐสำหรับสองตายายได้ช่วยกันปั้นเองแล้วได้ปริมาณมากพอสมควร เมื่อรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มทน จึงได้จ้างให้คนอื่นปั้นต่อไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อรวมกันแล้วได้มากถึง ๔๐๐,๐๐๐ก้อน [9] แล้วจึงจัดหาวัสดุอุปกรณ์ของจำเป็นที่จะต้องใช้อื่น ๆ อีก เช่น ปูนขาว , น้ำอ้อย , น้ำไก๋ , น้ำรัก เป็นต้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงมือทำ
เมื่อหาฤกษ์งามยามที่ดีแล้ว ก็ทำพิธีการก่อรูปองค์พระในวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) ยามกองงายได้ฤกษ์ชัยแล้ว สองตายายเริ่มด้วยการตั้งเสาเพื่อให้เป็นที่ยึดสำหรับโครงรูปพระเจ้าตนหลวง จากวันนั้นถึงวันที่การก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยนับรวมเวลาในการก่อสร้างทั้งหมดเป็นระยะเวลา ๓๓ ปี องค์พระจึงสำเร็จสมบูรณ์แบบ
[1] ดูเพิ่มเติมในตำนานพระเจ้าเลียบโลกทุกสำนวน
[2] ดูตำนานพระเจ้าเลียบโลก และพระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม พระธาตุเมืองพะเยา ๒๕๔๖
[3]พระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม นิทานพื้นบ้านเมืองพะเยา ๒๕๔๗
[4] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม ตำนานพระธาตุขิงแกง พระธาตุเมืองพะเยา หน้า ๖๕
[5] มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย เล่ม ๙ กูฏทันตสูตร ๒๕๓๙ หน้า ๑๔๙
[6] พระธรรมวิมลโมลี วัดศรีโคมคำ (พระเจ้าตนหลวง) ตอนว่าด้วยพระธาตุจอมทอง หน้า ๑๑๘
[7] หนังสือวัดศรีโคมคำ ( พระเจ้าตนหลวง) หน้า ๑๐๑
[8] หนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๔๐๐