ลักษณะและที่ตั้งวัด 

     วัดศรีโคมคำ เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี  สังกัดมหานิกาย  อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ภาค  ๖  หนเหนือ  ตั้งอยู่  ณ  เลขที่  ๖๙๒  หมู่ที่  ๑  ถนนพหลโยธิน  ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา

 

ชื่อวัดและความหมาย 

 

     วัดศรีโคมคำ         เป็นวัดที่น่าสนใจเพราะมีชื่อเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอยู่ถึง  ๔  ชื่อ คือวัดศรีโคมคำ, วัดพระเจ้าตนหลวง, วัดหนองเอี้ยง และวัดหลวงนอก  ซึ่งจะขอประมวลมาดังนี้

 

     ชื่อที่  ๑                 วัดศรีโคมคำ        ที่ได้ชื่อนี้มาเพราะเป็นชื่อทางการที่ใช้เรียกกัน  เป็นชื่อที่ใช้สำหรับการทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ ได้ หรือเป็นนิติบุคคล เท่าที่ทราบชื่อนี้มีสองทัศนะคือ อยู่ ๆ ก็โพล่ออกมาเป็นวัดศรีโคมคำ  อีกทัศนะหนึ่งปรากฏในตำนานของพระเจ้าตนหลวง (หนังสือประวัติศาสตร์  สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา  หน้า  ๔๐๗)

     ชื่อที่  ๒                วัดพระเจ้าตนหลวง เหตุองค์พระที่ได้ประดิษฐานอยู่ในอารามซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองล้านนา ที่สำคัญมีมาก่อนการสร้างวัดแห่งนี้เสียอีก และเป็นชื่อที่ติดปากชาวบ้านมากที่สุด

      ชื่อที่  ๓ วัดหนองเอี้ยง เหตุเพราะบริเวณที่องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่นั้นเคยเป็นหนองน้ำชื่อว่าหนองเอี้ยงมาก่อน  สำหรับคำว่าหนองเอี้ยงนั้นมีอยู่สองทัศนะคือ ทัศนะที่หนึ่งนกเอี้ยงโพธิสัตว์ถูกเหยี่ยวจิกตีตายแล้วตกลง  ณ  หนองน้ำแห่งนี้  อีกทัศนะหนึ่งพระยาร่วงจำแลงกายเป็นนกเอี้ยงบินหนีพระยางำเมืองมาตก  ณ  หนองน้ำนี้ [1]

     ชื่อที่  ๔ วัดหลวงนอก  เหตุเพราะในตัวเมืองพะเยา (เขตในกำแพงเมืองเก่า)  มีวัดหลวงราชสัณฐาน อันเป็นวัดของพระสังฆราชหัวเมือง ชาวพะเยาจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดหลวงใน  ส่วนวัดศรีโคมคำเรียกว่าวัดหลวงนอก เพื่อให้รู้กัน

 

 

หลักฐานการตั้งวัด

                หลักฐานที่  ๑  ในปี  ๒๐๖๗            ในยุคของพญาเมืองตู้เจ้าเมืองพะเยา  และพญาเมืองแก้วเจ้าเมืองเชียงใหม่  โปรดให้มีพระบรมราชานุญาตให้เป็นวัด

                หลักฐานที่  ๒  ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่  ในวันที่  ๔  กรกฎาคม  ๒๕๒๙ 

 

                ในเรื่องหลักฐานการตั้งวัดนี้ในทัศนะของพระธรรมวิมลโมลี ปรากฏว่ามี  ๔  ประเด็นทั้งที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐาน  คือ

                ๑.ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด  เมื่อวันที่—เดือน—พ.ศ.—หรือประมาณ  พ.ศ.๒๐๖๗  (เป็นวัดที่สร้างมานานเป็นโบราณสถาน)

                ๒.กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัด  เมื่อวันที่—เดือน—พ.ศ.—

                ๓.ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่—เดือน—พ.ศ.—ประมาณ  พ.ศ.๒๐๖๗  เนื้อที่กว้าง—เมตร  ยาว—เมตร  และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่—เดือน—พ.ศ.—หรือประมาณ พ.ศ.--  (ไม่สามารถจะเอาหลักฐานได้เพราะมีแต่เดิม)

                ๔.ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  (ขอใหม่) เมื่อวันที่  ๔  กรกฏาคม  ๒๕๒๙  มีเนื้อที่กว้าง  ๔๐  เมตร  ยาว  ๘๐  เมตร  [2]

 

ที่ดินของวัดและที่ธรณีสงฆ์

                ที่ดินของวัดศรีโคมคำ เดิมมีพื้นที่อยู่จำนวนมากแต่ เพราะการตัดขยายถนน, มอบเป็นที่สร้างสาธารณประโยชน์   เช่น โรงเรียนเทศบาล  ๕, จมอยู่ในกว้านพะเยาอีก  ที่หลืออยู่  ณ  ปัจจุบัน (ตามเอกสารโฉนดที่ดิน  ณ  วันที่  ๒๒  พฤษภาคม  ๒๕๔๘)  วัดศรีโคมคำมีโฉนดที่ดินจำนวน  ๗  แปลง  รวมทั้งหมด  ๒๐๒  ไร่  ๑  งาน  ๐๕  ตารางวา  [3]  โดยแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วนคือ

 

     ส่วนที่  ๑  ที่ดินบริเวณที่ตั้งวัดศรีโคมคำ โฉนดเลขที่  ๒๒๙๐  มีเนื้อที่จำนวนทั้งหมด  ๗๔  ไร่ –งาน  ๐๘  ตารางวา  ออกให้  ณ  วันที่  ๒๖  กุมภาพันธ์  ๒๕๒๓ โดยมีอาณาเขต ดังต่อไปนี้

                ทิศด้านเหนือ                        จรดถนนพหลโยธิน

                ทิศด้านใต้                              จรดกว้านพะเยา

                ทิศด้านตะวันออก               จรดถนนพหลโยธิน

                ทิศด้านตะวันตก  จรดกว้านพะเยา

     ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญ ๆ ประกอบไปด้วยวัดศรีโคมคำ, มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา และหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ

 

ส่วนที่  ๒  ที่ดินธรณีสงฆ์ [4] ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน  ๖  แปลงด้วยกันรวม  ๑๒๘  ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วย

                แปลงที่  ๑  โฉนดที่ดินเลขที่  ๒๖๐  มีเนื้อที่จำนวน  ๑๘  ไร่  ๑  งาน  ๑๘ 

ตารางวา  ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  ออกให้  ณ  วันที่  ๓  เมษายน  ๒๕๐๔

                แปลงที่  ๒  โฉนดที่ดินเลขที่  ๒๒  มีเนื้อที่จำนวน -  ไร่  ๓  งาน  ๕๓  ตารางวา  ตั้งอยู่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  เป็นที่ที่ทางวัดชื้อและโอนมาเป็นของวัดเมื่อวันที่  ๒๐  พฤศจิกายน  ๒๕๑๑

                แปลงที่  ๓  โฉนดที่ดินเลขที่  ๑๘๔๓๕  มีเนื้อที่จำนวน  ๘๒  ไร่  ๑  งาน  ๖๙  ตารางวา  ตั้งอยู่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  ออกให้  ณ  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๕๒๗

                แปลงที่  ๔  โฉนดที่ดินเลขที่  ๑๘๔๓๖  มีเนื้อที่จำนวน  ๑๘  ไร่  ๑  งาน  ๖๖  ตารางวา  ตั้งอยู่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  ออกให้  ณ  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๕๒๗

                แปลงที่  ๕  โฉนดที่ดินเลขที่  ๑๘๔๓๗  มีเนื้อที่จำนวน  ๕  ไร่  ๒  งาน  ๓๐  ตารางวา  ตั้งอยู่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  ออกให้  ณ  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๕๒๗

                แปลงที่  ๖  โฉนดที่ดินเลขที่  ๑๘๔๓๘  มีเนื้อที่จำนวน  ๓  ไร่  ๑  งาน  ๙๙  ตารางวา  ตั้งอยู่ตำบลเวียง  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  ออกให้  ณ  วันที่  ๘  มีนาคม  ๒๕๒๗

                ข้อสังเกต            วัดศรีโคมคำ  เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดเขตแดนถึง  ๓  ตำบล  คือตำบลเวียง  ตำบลต๋อม  และตำบลท่าวังทอง  เมื่อการแบ่งเขตตำบลใหม่เขตตำบลในโฉนดที่ดินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้  ในหนังสือเล่มนี้ขอยืนยันตามโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้

 

ลำดับเจ้าอาวาส

                ลำดับเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำแห่งนี้เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจะได้แบ่งช่วงระยะเวลาออกเป็น  ๓  ยุคด้วยกัน กล่าวคือ

 

ยุคที่หนึ่ง              ยุค  ๒๐๖๗

                        อันเป็นยุคของการเริ่มต้นของวัดแม้พญาเมืองตู้และพญาเมืองแก้วจะพระราชทานคนถึง  ๒๐ ครอบครัวให้ดูแลรักษาองค์พระเจ้าตนหลวงแต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นเจ้าอาวาสในช่วงนั้น

 

ยุคที่สอง               ยุคพะเยาเมืองร้างนาน  ๕๖  ปี

                        ซึ่งทั้งตำนานและประวัติช่วงนี้ไม่ชัดเจน  มาโพล่อีกที่จนมาถึง ปี  ๒๓๘๗  คนพะเยาเริ่มกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ และมีตำนานที่ส่งมาจากกรุงเวียงจันทร์ ประเทศลาว  โดยผู้คัดลอกออกเผยแผ่คือพระธรรมปาละ  และถือว่าพระเถระองค์นี้คือเจ้าอาวาสองค์แรก เท่าที่จะหาหลักฐานได้  ต่อมาจุลศักราชได้  ๑๒๑๙  หรือ พ.ศ.๒๔๐๐  พระกัปปินะ มาเป็นเจ้าอาวาส  [5]

 

ยุคที่สาม               ยุคครูบาศรีวิชัยบูรณะพระวิหาร 

                        ในยุคนี้เป็นยุคที่ปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน โดยเรียงลำดับเจ้าอาวาส  ดังนี้

                พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา  เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นเจ้าอาวาส ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๘๗

                ครูบาปัญญา  ปญฺโญ          เป็นเจ้าอาวาสในระหว่างปี  พ.ศ.๒๔๘๘-๒๕๐๖

                ครูบาแก้ว  คนฺธวํโส           เป็นเจ้าอาวาสในระหว่างปี  พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๙

 

ยุคที่สี่    ยุคแห่งการพัฒนา

                ในยุคนี้เป็นการพัฒนาวัดอย่างต่อเนื่องจนสามารถเป็นศูนย์กลางในหลาย ๆ ด้าน  เช่น ด้านการบริหารปกครอง, ด้านการศึกษา  ฯลฯ

                พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง  ธมฺมปญฺโญ)  เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยาสมัยขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระโสภณธรรมมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีอุโมงค์คำ (วัดสูง) เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี  พ.ศ.๒๕๐๙  และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสในวันที่  ๒๕  พฤษภาคม  ๒๕๑๑  จนถึงปัจจุบัน


 

[1] ดูเพิ่มเติมในนิทานพื้นบ้านเมืองพะเยา  พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมฺโม  หน้า  ๔๖-๔๗    : ๒๕๔๗

[2] พระธรรมวิมลโมลี  วัดศรีโคมคำ (พระเจ้าตนหลวง)  หน้า  ๑๕  ;  ๒๕๔๓

[3] ตามคำบอกเล่าของพระธรรมวิมลโมลีบอกว่าที่วัดได้จมอยู่ในกว้านพะเยาอีกมากกว่า  ๑๐๐  ไร่  และที่พระธาตุจอมทองอีกจำนวนมาก

[4] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๑๓ 

[5] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๑๙