ภาคตำนาน ในภาคตำนานนี้ข้าพเจ้าขอแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือตำนานฉบับเดิมซึ่งเป็นการปริวรรตมาจากธรรมเมือง หรือคัมภีร์พื้นเมือง โดยผู้เขียนใช้อักษรล้านนาในการเขียนตำนานพระเจ้าตนหลวง ไม่ระบุผู้เขียนเพียงแต่เป็นการคัดลอกสืบ ๆ ต่อกันมา ในการนี้พระธรรมวิมลโมลี เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ได้ปริวรรตเอาไว้และถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา จัดทำโดยสำนักพิมพ์มติชน ปี ๒๕๓๘ หน้า ๔๐๕-๔๑๐ อีกสำนวนหนึ่งเป็นการแต่งเติมของผู้เขียนเองที่ต้องการอธิบายความให้เข้าใจง่ายตามยุคตามสมัยและเพิ่มอรรถรสในการดำเนินเรื่องเพื่อนำเข้าสู่บทต่าง ๆ ต่อไป ตำนานฉบับดังเดิม [1] (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปริวรรต จากธรรมพื้นเมืองเหนือ) นะโม ตัสสัตถุ ที่นี้จักกล่าวเป็นตำนานพระชินธาตุมุนีราชถะปันนา เมื่อพระพุทธเจ้าทรมานในพระเชตะวันอารามยังเมืองสาวัตถี เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ปัญญาสัพพัญญูเป็นพระได้แล้ว ๒๕ พรรษาในคืนหนึ่งพระพุทธเจ้านอนในคันธะกุฎีในเชตะวันอารามยามจะใกล้รุ่งจึงร่ำเปิงว่า บัดนี้อายุได้ ๖๐ ปีเข้ามานี้แล้ว เมื่ออายุได้ ๘๐ ปี ก็จะนิพพานไปแล้ว ควรกูอธิษฐานธาตุให้ย่อยเป็น ๓ ประการ ให้คนและเทวดาแจกไว้ให้เป็นที่นบไหว้บูชาเสมอเหมือนแทนตนพุทธองค์กูเมื่อยังทรมานนี้เถิด เหตุพุทธอายุน้อยนัก สัตว์ทั้งหลายยังไม่ได้ไหว้พร้อมเมื่อ พระพุทธเจ้าทั้งหลายอันล่วงแล้วแต่ก่อนได้อธิษฐานธาตุให้ย่อยแล้วได้ไปถะปันนาไว้ที่ใด กูก็จะไปทำนายถะปันนาธาตุอย่างนั้นไว้ในฐานะที่นั้นเถิด พระพุทธเจ้าร่ำเปิงว่า ควรกูเสด็จไปโปรดบันนะสัตว์ทั้งหลาย และทำนายถะปันนาตั้งศาสนาไว้ในมัชฌิมเทศ และปะจันตเทศทั้งหลายและเมื่อนั้นพระพุทธเจ้าตนประกอบด้วยมหากรุณา กันออกพรรษาแล้วก็พาอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ๓ ตน คือ เจ้าโสณะเถร เจ้าอุตตระเถร เจ้ารัตตะเถร กับมหาอานันทะถ้วน ๔ เป็นบริวาร มีพระอินทร์เป็นผู้กางฉัตรไปตามพระพุทธเจ้า ยังมีพญาตนหนึ่งเป็นเจ้าเมืองกุสินาราชื่อพญาอโศก ถือเกือกกับไม้เท้าไปตามหลังพระพุทธเจ้าไปตามอุปฐาก พระก็ลีลาออกจากป่าเชตะวันอารามในวันเดือนเกี๋ยงแรมค่ำหนึ่งพระก็เสด็จจากเมืองสาวัตถีมาโดยลำดับ ก็มาสู่ชัยภูมิเอาข้าวบิณฑบาตแห่งแม่ครัวแล้ว พระก็เลียบขึ้นมาตามฝั่งแม่ระมิงค์ก็ขึ้นมารอดลำพูนก็ไว้เกศาธาตุหั้นแล้วมาสุเทพ แล้วมาบุปผาราม แล้วมายังยางพังคะแล้วมาเชียงดาว แล้วไปตับเตา ไปลบฝาง แล้วไปฉันข้าวแม่คง แล้วพระก็เลียบฝั่งแม่คงขึ้นไปแสนหวี ไปรอดเมืองวิเทหะราชก็อยู่เข้าพรรษาที่นั้น อยู่ป่าอัมปะวนาอาราม ก็เทศนาเนมิราชและสุทินนะราช และนารตะจาดกแล้ว ออกพรรษาแล้วก็มาเมืองลื้อ ไว้เกศาธาตุเมืองสิงห์ แล้วมาเมืองยอง แล้วมาเมืองพะยากไว้เกศาธาตุดอยพะยาก แล้วมาเชียงแสน ไปดอยตุง ไปปูเขา มากู่แก้ว ไปจอมกิตติ ไปสบจัน แล้วไปผาเรือไว้พระบาทที่นั้น แล้วพระก็มายืนอยู่คลุมผ้าจีวร แล้วไปนอนอยู่เหนือหินก้อนหนึ่ง พระก็เสด็จขึ้นอยู่บนจอมดอยที่นั้นก็เล็งดูโลกทั้งมวลแล้วพระก็เสด็จไปสันทรายไว้พระบาทที่นั้นแล้ว จึงเสด็จมาเมืองคงแล้วมาเมืองนายไว้พระพุทธบาทที่นั้นแล้วจึงมาหัวดอยด้วนไว้ พระบาทจิ่มยักษ์อยู่อุปฐาก แล้วไปจอมแว่ไปบ่อก่งไปปูเต้าแล้วมาเมืองพะเยายังมียักษ์ตนหนึ่งไม่ได้กินอาหารนานได้ ๗ วัน มันหันพระพุทธเจ้าก็ไล่เลยไปจนอิดก็ไม่ทัน ที่นั้นพระพุทธเจ้าก็เอาตีนย่ำก้อนหินก้อนหนึ่งไว้ทางสันตีนแล้ว กันว่ายักษ์หันว่ารอยตีนพระพุทธเจ้าแล้วมันจึงกล่าวว่า ชายผู้นี้แรงนักแท้หนอย่ำหินจนหล่มเยียวว่ากูกินมันไม่ได้จะดาย ว่าอั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็จึงให้มันหันตน แล้วก็สำแดงยมกะปาฏิหาริย์ให้ยักษ์หันแล้วมันจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า มันก็กลัวมากนัก พระพุทธเจ้าก็จึงสั่งสอนยักษ์ให้มันได้รักษาปัญจศีล ๕ แล้ว พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูรายักษ์ มึงมาเลย กูก็ไม่ทัน กูก็เท่าอยู่เดียวด่าย พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูราอานนท์ภายหน้าตีนตกดอยที่นี้ โจรทั้งหลายจักมาตั้งอยู่ภายหน้าจักได้ชื่อว่าเวียงเลยจะแหล่ ว่าอั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็ไต่สันดอยล่องมาจึงจวบขาสองผัวเมียไปฟันไร่อยู่หั้น ขาทั้งสองไม่มีสังขาวก็ไม่ห่อผู้ผัวกล่าวว่าดูราย่า เราไม่มีสังจักทานสักอันนี้หนอ ว่าอั้นแล้วจึงกล่าวว่า ปูรายังพอทานกา ผู้เมียกล่าวว่าเออปูราก็ยังพอทาน และสองขาก็จึงเอาปูไปทานจิ่มพระพุทธเจ้าหั้นและ ขาทั้งสองกล่าวว่า ตัวข้าก็เฒ่าแก่แล้วเขี้ยวก็หล่อนเสียทั้งสองแล้ว ขอพระพุทธเจ้า เอาครกหินนี้ไปตำหมากกิน เป็นดังตัวข้าทั้งสองนี้เถิดว่าอั้นแล้วขาทั้งสองก็ให้ครกหินเป็นทานแก่พระพุทธเจ้าหั้นและ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูราอานนท์ขาเฒ่าแก่ทั้งสองพูดกันว่า ปูรายังปอทานกาว่าอั้นแล้วก็ให้ปูเป็นทานแก่พระตถาคตสันนี้ ภายหน้าฐานะที่นี้จักได้ชื่อว่าปูปอจะและ ภายลูนจักได้ชื่อว่าปูป๋อจะและ ขาทั้งสองให้ครกหินเป็นทานแก่พระตถาคตว่าสันนี้ ภายหน้าเมืองวันนี้เยียะอันใดจักสมฤทธีด้วยหินมากนักจักและ ว่าอั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จขึ้นสู่บนจอมดอย จวบช่างทองผู้หนึ่งตีทองขายกินอยู่บนดอยที่นั้นหั้นและ ช่างทองก็มีศรัทธาเลื่อมใส ก็ให้ยังเข้าบิณฑบาต และปัจจัยอันควรฉันกับข้าวทานแก่พระพุทธเจ้าหั้นและ พระพุทธเจ้ารับเอาแล้วก็ฉันข้าว จึงกล่าวว่า ดูราอานนท์ฐานะที่นี้ดีนักควรตั้งศาสนาแห่งหนึ่งและว่าอั้นแล้ว เจ้าอานนท์จึงขอธาตุซึ่งพระพุทธเจ้า พระจึงเอามือเบื้องขวาลูบหัวได้ผมเส้นหนึ่งให้แก่เจ้าอานนท์ เจ้าอานนท์รับเอาแล้วให้แก่พญาอโศก พญาอโศกรับเอาแล้วให้แก่ช่างทอง ช่างทองจึงเอาบอกไม้รวกมารับหั้นและ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ให้เอาธาตุพระตถาคตเข้าไว้ในดอยที่นี้เถิด พญาอโศก พญาอินทร์จึงเอาใส่ในขะอูบแก้ว แล้วใส่อูบคำ แล้วใส่อูบเงิน แล้วใส่อูบหิน แล้วจึงเอาลงใส่ในถ้ำลึก ๗๐ วา พญาอินทร์ก็เจาะตามผะติสทิพย์ส่องไว้ แล้วใส่ยนต์ทิพย์ไว้ ต่อเต้าห้าพันพรรษาและ พระพุทธเจ้าจึงสั่งไว้ว่า เมื่อใดพระตถาคตนิพพานแล้ว จงเอาธาตุแขนซ้ายแห่งพระตถาคตมาไว้ในถ้ำที่นี้เถิด ภายลุนจุนฑเถรจักมาเข้านิพพานในถ้ำที่นี้ บ่เนา วิกาละเทวดาจักตามผะติสทิพย์ ๔ ดวง ใส่สลุงทิพย์ตั้งไว้ ๔ แจ่ง แท่นบูชาต๋ามส่องไว้ไม่ดับตลอดห้าพันพรรษาจะและ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่าดูราอานนท์ เราได้มาจวบช่างทองยังบนดอยที่นี้ภายหน้าฐานะที่นี้จะได้ชื่อว่าจอมทองจะและ พระพุทธเจ้าทำนายแล้วจึงกล่าวว่า ดูราอานนท์ เรามาฉันข้าวที่นี้ ช่างทองก็ไม่ให้ทานน้ำแก่เรา และหาน้ำจักดื่มไม่ได้ อานนท์จึงลงไปขอน้ำจิ่มพญานาค ภานใต้ตีนดอยกลางทุ่งโน้นมาเถิด เมื่อนั้นเจ้าอานนท์ก็เอาฝาบาตรพระพุทธเจ้าลงสู่สระหนอง อันมีภายใต้ตีนดอยกลางทุ่งหั้นและ ยังมีพญานาคตัวหนึ่งเคยมาเล่นในสระหนองที่นั้นทุกเมื่อและ เจ้าอานนท์ไม่หันพญานาค ก็ปรารภเพื่อว่าจักเอาน้ำหั้นและ พญานาคกล่าวว่าท่านจักมาลักเอาน้ำกูสังวาจาอั้นแล้ว เมื่อนั้นพญานาคตัวชื่อว่าธุมะสิกขี มีหนอนเป็นควัน ก็เนรมิตหงอนทั้งมวลให้เป็นควันแล้วก็ปกคลุมสระหนองทั้งมวลหั้นและ เจ้าอานนท์เอาน้ำไม่ได้ก็หนีเมื่อไหว้สา บอกกล่าวเหตุทั้งมวลแก่พระพุทธเจ้าหั้น และเมื่อนั้นพระพุทธเจ้าส่องอดีตญาณคืนเมืองหลังดู ก็รู้ว่าสระหนองที่นั้นพระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะจรเดินเทศไปโผดบันนะสัตว์ทั้งหลาย ก็ได้มาฉันข้าวที่นั้นจุตนและ พระพุทธเจ้าก็ซ้ำส่องอนาคตญาณไปภายหน้าแถมเล่า ก็รู้ว่าศาสนาแห่งตนจักไปตั้งอยู่กลางสระหนองที่นั้น ย่อมเมื่อดาเกิ่งข้อนเสี้ยงศาสนาห้าพัน พรรษาดั่งอั้น พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงมาสู่สระหนองที่นั้นหั้นและเมื่อนั้นพญานาคก็เนรมิตหงอนขึ้นเป็นควันปกคลุมสระหนองไว้หั้นและ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูราพญานาค ท่านไม่รู้จักกูกา พญานาคกล่าวว่าท่านมีชื่อว่าดังฤาจา พระพุทธเจ้ากล่าวว่า กูชื่อว่าพระพุทธเจ้าและ เมื่อพระเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ มาฉันข้าวที่นี้ท่านก็ได้เอาหินก้อนหนึ่ง แต่เมืองพญานาคโน้นออกมาให้พระเจ้าสามคนนั้น นั่งฉันข้าวที่นี้จุตนนั้นด่าย พญานาคกล่าวว่า มีแท้และ พระเจ้าสามตนนั้นก็ใหญ่แท้นาเหตุใตเจ้าข้าป้อยใหญ่เท่าพระเจ้าสามตนนั้นจา เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าก็เนรมิตตนให้ใหญ่เท่าพระเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ นั่งอยู่ ๓๒ ศอก เจ้าก็กระทำยะมะปาฏิหาริย์ย่ำหัวหน้าพญานาคให้สุดจมลงไปในสระหนองที่นั้นหั้นและ เมื่อนั้นพญานาคมันก็รู้จักว่า เป็นพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้ไม่สงสัยจึงลงไปสู่เมืองนาคอันเป็นที่อยู่แห่งตน แล้วก็จึงเอาหินก้อนที่พระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ นั่งฉันข้าวนั้นเอาขึ้นมา ให้พระพุทธเจ้านั่งในน้ำหั้นและ เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าก็นั่งเหนือหินก้อนนั้นดื่มน้ำ อันเจ้าอานนท์หากตัวถองให้นั้นแล้วกันว่าพระพุทธเจ้าฉันน้ำประมวลแล้ว เจ้าอานนท์จึงไหว้พระพุทธเจ้าว่า ภันเตภะคะวา ข้าแด่พระพุทธเจ้าเจ่นพระเจ้ากะกุสันธะ โกนาคะมะนะ กัสสปะ ก็ได้มาฉันข้าว จุตนส่วนว่าพระพุทธเจ้าก็ได้มาดื่มน้ำที่นี้ ในฐานะที่นี้ก็ควรพระพุทธเจ้าตั้งศาสนาแห่งหนึ่งละว่าอั้น แล้วพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่าดูราอานนท์ พระเจ้าสามตนนั้นก็ได้มาฉันข้าวที่นี้แท้และ เท่าว่าข้อนอายุแล้วจึงมา แม้นว่าพระตถาคะตะข้อนอายุแล้วจึงมาส่วนภูมิสถานที่นี่ก็เป็นสระหนองหลวงใหญ่กว้างลึกนักไม่ควรตั้งศาสนาเตื่อ เมื่อใดพระตถาคะตะนิพพานไปแล้ว ไว้ศาสนาห้าพันพรรษา จักดาเกิ่งข้อนไปแล้วดั่งอั้น สองขาผัวเมียอันได้ให้ปูเป็นทานแก่พระตถาคะตะนั้น หากจักได้มาตั้งศาสนาในสระหนองที่นี้หมื่นจะและ เมื่ออั้นสระหนองอันนี้หากจักมูลไปจะและ ว่าอั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็จึงจักสั่งพญาอินทร์ พญานาคว่า ดูราพญาอินทร์ และพญานาคเหย เมื่อใดพระตถาคะตะนิพพานไปแล้วไว้ศาสนาห้าพันพรรษาจักดาเกิ่งข้อนไปแล้วดั่งอั้น ส่วนว่าสองขาผัวเมียอันได้ให้ปูเป็นทานแก่พระตถาคะตะนั้น จักได้มาเกิดที่นี้ แล้วจักเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านในสระหนองที่นี้ขายเลี้ยงชีวิตจะและ เมื่อดั่งอั้นให้ท่านได้เอาคำแต่เมืองนาคโน้นออกมาไว้ท่ามกลางสระหนองที่นี่แล้วท่านจงสำแดงให้สองขาได้หันคำอันนั้นเถิดสองขาก็จักเอาคำนั้นมาริร่ำสร้างแป๋งยังสารูปแห่งพระตถาคะตะ ใหญ่เท่าพระเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ ไว้ท่ามกลางในสระหนองที่นี้ แล้วก็จักก้านกุงรุ่งเรืองมากนักต่อเต้าเสี้ยงศาสนาห้าพันพรรษานั้นจะและ สองขาผัวเมียก็จักมาสร้างให้เป็นอารามใหญ่จักปรากฏได้ชื่อว่า วัดศรีโคมคำ จักปรากฏไปทั่วทิศานุทิศต่าง ๆ จักเป็นที่ไหว้สาสักการบูชาแด่คนและเทวดาทั้งหลาย คนและเทวดาทั้งหลายได้มาอุปฐากสักการบูชาเสมอเหมือนดั่งได้ไหว้และหันพระองค์ตนแห่งพระตถาคะตะ เมื่อยังทรมานอยู่นี้จะแหละ กันว่าพระพุทธเจ้าสั่งพญาอินทร์ และพญานาคไว้ดั่งนี้แล้วก็ลุกยืนตีนย่ำหินก้อนนั้นให้เป็นรอยพระบาทให้พญานาคเอาเมือรักษาไว้อุปฐากที่เมืองนาคโน้นวันนั้นจะแหละ เพราะว่าหินก้อนนั้นพระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะเจ้าหากได้ย่ำรอยพระบาทไว้จุตน ส่วนพระเจ้าโคตมะก็ได้ย่ำซ้อนรอยพระพุทธเจ้า ๓ ตนนั้น ภายหน้าพระเมตตรัยเจ้าก็จักมาย่ำหินก้อนแถบนั้น เพราะว่าหินก้อนนั้นพญานาคยังรักษาไว้ตราบถึงกาละบัดนี้ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูราอานนท์เรามาฉันข้าวยังบ้านช่างทองที่บนดอยโน้นก็ไม่ได้ดื่มน้ำ มาที่นี้พญานาคก็ไม่ให้น้ำ พระตถคะตะ ปราบแป้แล้ก็จึงได้ฉันภายหน้าเมืองอันนี้หาแม่น้ำใหญ่ไม่ได้ จักเขียมน้ำเมื่อฤดูร้อนจะแหละ กั้นว่าพระพุทธเจ้าทำนายสันนี้แล้วก็เสด็จไปดอยน้อย ไปแจ่โหว้ ไปม่อนจำศีล ไปปูขวาง ไปจอมไค้ ไปจอมแจ้ง ไปขิงแกง ไปสบแหวน แจ่แห้ง ช่อแฮ ขวยปู๋ ปูตั๊บ แหลมลี้ ไปร่องอ้อ ไปเสด็จ ขว้ำหม้อ ลำปาง จอมทอง เมืองหอด ไปดอยเกิ้ง เมืองงัม เมืองตื่น เมืองเมย เมืองยวม เมืองทะล่าง เมืองสะโตง เมืองสะแลบ เมืองตะโก้ง ไปเมืองกุสินารา โปรดบันนะสัตว์ทั้งหลายด้วยลำดับไปแล้ว ก็เสด็จเมืออยู่ป่าเชตะวันดังเก่าวันนั้นและ และลุนนั้นมา สองขาผัวเมียอันได้ให้ปูเป็นทานแก่พระพุทธเจ้าวันนั้นเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดหลายชาตินัก ชาติหนึ่งไปเกิดเมืองฝางโน้น เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วพุทธศักราชได้ ๑๙๘๑ ปี วันนั้นสองขาผัวเมียตายจากเมืองฝางได้มาเกิดเมืองพะเยาที่นี้ ผู้ผัวเกิดปีเปิกสะง้าจุลศักราชได้ ๘๐๐ ตัว ศาสนาล่วงไปแล้ว พุทธศักราชได้ ๑๙๘๑ ปี ลำดับมาถึงปีเมืองเม็ด อายุผู้ผัวได้ ๕๐ ตั๊ด อายุผู้เมียได้ ๔๗ ปี (ปีเกิดของสองเถ้า คือผู้ผัวเกิดปีเปิกสง้า จุลศักราชได้ ๘๐๐ ปี พุทธศักราชได้ ๑๙๘๑ , ผู้เมียเกิดปีล้วงเล้า จุลศักราช ๘๐๓ ปี พุทธศักราชได้ ๑๙๘๔) เรือนสองขาผัวเมียอยู่ทางหนเหนือไกลที่พระเจ้าอยู่ ๒๐ วา เอากันเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านขายกินเลี้ยงชีวิตอยู่ที่นั่นก็มีและชีวิตกันถึงปีเม็ด จุลศักราชได้ ๘๔๙ ตัวศาสนาล่วงไปแล้ว พุทธศักราช ๒๐๓๐ ปีในวันเดือน ๘ เป็ง ยามตู๊ดจว๊ายเมื่อคืน พญานาคก็รำเปิงว่าพระพุทธเจ้าได้สั่งไว้ว่า เมื่อใดพระตถาคะตะนิพพานไปแล้วไว้ศาสนาห้าพันพรรษา และจักดาเกิ่นข้อนไปแล้วดั่งอั้น ให้กูได้เอาคำออกไปสำแดงให้แก่สองขาผัวเมียให้ได้หัน และกล่าวคำทั้งมวลให้สองขาผัวเมียได้สร้างยังพระพุทธรูปเจ้าเถิด สัพพัญญูพระพุทธเจ้าก็ได้สั่งกูไว้ว่าสันนี้และ บัดนี้สัพพัญญูพระพุทธเจ้าก็นิพพานไปได้ ๒๐๓๐ ปีแล้ว ขาทั้งสองอันหล้างจัดได้สร้างยังพระพุทธรูปก็เกิดมาที่นี้ แล้วควรกูออกไปเถิด ว่าแล้วพญานาคก็เอาแท่งคำแท่งหนึ่ง น้ำหนักสี่แสนสองหมื่นห้าร้อย แต่เมืองนาคโน้นออกมาไว้ท่ามกลางสระหนองที่นั้น แล้วก็เนรมิตตนให้เป็นชายผู้หนึ่ง แล้วนุ่งเสื้อผ้าขาว แล้วก็ขึ้นมาสู่เรือนขาสองเฒ่าเมื่อกลางคืน แล้วก็กล่าวกำทั้งมวลด้วยดั่งพระพุทธเจ้า หากได้สั่งไว้นั้นจุประการแก่ขาผัวเมียแล้วก็ชักเอาแขนผู้ผัวลงไปสู่สระหนองที่นั้น ให้หันคำอันนั้น แล้วก็เนรมิตตนให้เป็นพระพุทธรูปเจ้าใหญ่เท่าพระเจ้ากกุสันธะ โกนาคะมะนะ กัสสปะ นั่งอยู่สูง ๓๒ ศอก แล้วก็ซ้ำเนรมิตตนให้เป็นพญานาคเอาก้อนหินก้อนพระพุทธเจ้านั่งนั้น ออกมาสำแดงให้หันแล้วก็หนีสู่เมืองนาคโน้นวันนั้นแหละ คนทั้งหลายกล่าวว่าหันนาคออกยังกว้านและยังดอยว่าอั้น ก็คือหากได้พญานาคตัวนั้นแหละ ออกมาผ่อคนทั้งหลายยังคบยำนับถือบูชาให้ทานเป็นดั่งฤาจาว่าอั้น ก็จึงมาเลียบเล็งผ่อกอยดูไม่ขาด ส่วนว่าคนทั้งสองผัวเมียกันว่าได้ยินกำพญานาคมากล่าวขียาอาการทั้งมวลว่าให้ได้สร้างยังพระพุทธเจ้าว่าอั้นก็มีใจชื่นชมยินดีมากนัก ก็เอาคำอันนั้นมาสู่เรือนแห่งตนแล้ว จึงถมสระมุจลินทร์คือว่าหนองเอี้ยงที่นั้นให้เปียงนานได้ ๒ ปีป๋าย ๗ เดือน ก็จึงเปียงสองขาเอากันปั้นดินและอิฐคือดินกี่ได้แสนหนึ่งยิ่งลำบากใจ๋นัก ก็จึงจ้างเขาปั้นได้ดินกี่สามแสน จ้างเสี้ยงคำห้าร้อย และทั้งมวลได้ดินกี่สี่แสน กาลนั้นเจ้าเมืองยอดได้เป็นกษัตริย์เสวยเมืองเชียงใหม่ให้เจ้าเมืองยี่กินพะเยา กันถึงจุลศักราชได้ ๘๕๓ ตัว ศาสนาล่วงไปแล้วพุทธศักราชได้ ๒๐๓๔ ปี ในปีล้วงไก๊ เดือน ๘ เป็ง เม็งวัน ๔ ไต เมืองเหม้ายามก่อนงายสองขาผัวเมียได้แรกก่อพระมหาพุทธรูปเจ้าตนหลวงวันนั้นและ ก่อมาได้ ๔ ปี ถึงปีดับเหม้า เจ้าเมืองยี่เมืองพะเยาก็ตายปีนั้น พระเมืองยอดเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็ตายปีนั้นและ ในปีดับเหม้าเดือน ๑๒ เป็ง เม็งวันอาทิตย์ไตเปิกยี พระเมืองแก้วได้นั่งแท่นแก้วเป็นมหากษัตริย์เสวยเมืองเชียงใหม่แล้วจึงให้เจ้าหัวเคียนกินเมืองพะเยา ในปีระวายสี กินเมืองได้ ๒๐ ปีตาย และพระเมืองแก้วจึงให้พระเมืองตู้ลูกเจ้าหัวเคียนกินเมืองพะเยาในปีเปิกยีสองขาผัวเมีย แรกก่อพระมหาพุทธรูปเจ้าตนหลวงแต่ปีล้วงไก๊ แต่เมื่ออายุผู้ผัวได้ ๕๔ ปี อายุผู้เมียได้ ๕๑ ปี กันมาถึงจุลศักราชได้ ๘๘๖ ตัว ศาสนาล่วงไปแล้วพุทธศักราชได้ ๒๐๖๗ ปี ในปีกาบสัน เดือน ๘ เป็งยามก่อนงายจึงก่อแล้ว และนับแต่ปีล้วงไก๊คือปีแรกก่อหัวทีมา ถึงปีก่อแล้วคือปีกาบสัน นานได้ ๓๓ ปีใส่สะตาย ใส่รัก ใส่หาง ติดคำแล้วประมวลเสี้ยงหางหนึ่งหมื่น เสี้ยงรักสามแสน เสี้ยงปูนสองล้านสองพัน เสี้ยงน้ำอ้อยล้านป๋ายหมื่น ซื้อเสี้ยงคำร้อยหนึ่ง และในคำสี่แสนสองหมื่นห้าร้อยนั้นจ้างทั้งมวลคำยังเหลืออยู่สองพัน จึงจ้างเขาตีใส่กอม ปอกุ้มหัวลงรอดคางเบื้องหนึ่งและ ยามแป๋งขะเบตหน้านั้นพญาอินทร์ก็ลงมาช่วยแป๋งขะเบตหน้าให้งาม ลักขณะพระเจ้ามีสันนี้ และโมฬีใหญ่ ๒๐ กำสูง ๓ ศอก หัวกลม ๖ วา เกษามี ๑,๕๐๐ เส้น ส่ำหนึ่ง ๔ กำ ส่ำหนึ่ง ๓ กำ ส่ำหนึ่ง ๒ กำ ส่ำหนึ่ง ๑ กำ หน้ายาว ๒ วา กว้าง ๒ วา คิ้วยาว ๓ ศอกคืบ หว่างคิ้วกว้างศอกหนึ่ง ตายาว ๓ ศอก กว้างคืบหนึ่ง ดังยาว ๓ ศอกคืบใหญ่ ๖ กำ ปากยาว ๔ ศอก กว้าง ๓ คืบ หูยาว ๑ วาอก กว้างศอกคืบ คอยาว ๒ ศอก กลม ๓ วา บ่ายาว ๓ ศอกคืบ ดูกด้ามมีดยาว ๔ วาอก แต่อกถึงคาง ๒ วา แต่นมถึงแหล่ ๒ วา แต่สะดือถึงอก ๒ วาอก หว่างอกกว้าง ๒ วา แขนยาว ๔ วา กลม ๒๙ กำ แม่มือใหญ่ ๙ กำยาววาหนึ่ง เอวกลม ๗ วา ฝ่าตีนยาว ๒ วา กว้าง ๓ ศอก หว่างหัวเข่ากว้าง ๗ วา หัวใจใหญ่ ๖ กำ แต่ที่นั่งถึงโมฬี ๘ วาอก ชาตาพระเจ้ามีสันนี้และในปีล้วงไก๊ เดือน ๘ เป็ง เม็งวัน ๔ ไตเมืองเหม้า ยามก่อนงายได้ปกแกนพระมหาพุทธรูปเจ้า ในวัดศรีโคมคำพะเยาวันนั้นและ ลักขณาอยู่เมถุน ๑ กับ ๔ อยู่ประสบ ๒ อยู่ประจิต ๓ อยู่กันย์ ๗ อยู่ดุล ๖ อยู่เมษ ราหูอยู่กุมภ์และ กันสร้างพุทธรูปเจ้าแล้ว พญาเมืองตู้ตนเป็นเจ้าเมืองพะเยา จึงนำเอาโกฐากมหานาบุญอันได้สร้างพระพุทธรูปเจ้า เมื่อกราบพิทูลถวายถึงพระมหากษัตริย์พระแก้วเมืองเชียงใหม่ เล่าแต่ต้นถึงปลายให้อาชญาได้ตรัสจุประการ พระเมืองแก้วเจ้าก็มีหทัยะโสมนัส มีราชศรัทธาประสาทะมากนัก ก็จึงป๋งคำในเหล้มออกสามพันเงินหกพัน มาป๋งสร้างพระวิหารหลวงนานได้ ๒ [2] ปี จึงแล้ว กันสร้างพระวิหารแล้ว ถึงจุลศักราชได้ ๘๘๘ ตัว ศาสนาล่วงไปแล้วพุทธศักราชได้ ๒๐๖๙ ปี ในปีรวายเสร็จ เดือน ๘ เป็งก็ได้เบิกบายรวายศรีอบรมยังพระพุทธรูปเจ้าฉลองทานกระทำบุญแล้วบรมวลและพระเมืองแก้วเจ้าท่านก็มาปั๋นเขตวัดด้านเหนือเอาตีนดอยจอมทองเป็นเขต ด้านใต้ตั้งหน้าวัดอุ่นหล้าตัดไปทางหนวันออกพันวา ด้านวันตกห้าร้อยวา เพื่อจักให้โสตุชะนะบริษัทให้ตรัสรู้ยังโบราณจารีต แต่สันคติแห่งมหากษัตราธิราชอันเป็นปฐะมะก่อแรกสร้างยังมหาพุทธรูปเจ้า อันให้บรมวลแล้วตามพุทธกิจ อันได้ทำนายถะปันนาไว้ เพื่อจักให้อภัยแก่สัตว์เนื้อนกทั้งหลาย อันเข้ามาอาศัยในอันตะพุทธเขต เหตุไม่ให้คนทั้งหลายได้กระทำร้ายยังต้นไม้และสัตว์เนื้อนกทั้งหลาย อันมีในระวงโขงเขตที่ที่นั้นและ นาทุ่งหน้าวัดนั้นก็ถึงแก่พระเจ้าเสี้ยงและ พระเมืองแก้วท่านก็ซ้ำบังเกิดโสมนัสอภิรมย์ชมชื่นยินดีปีติปราโมทย์ โดยโอกัปปะนะราชศรัทธาในมหาพุทธรูปเจ้ามากนักก็จึงป๋งคนในออก ๑๐ ครัว พระเมืองตู้ก็ ๑๐ ครัวทั้งมวลเป็น ๒๐ หลังคาเรือน ถวายทานไว้ปฏิบัติรักษาอุปฐากยังมหาพุทธเจ้าไม่ให้หม่นหมองให้เป็นที่ไหว้สาสักการบูชาแก่คน และเทวดาทั้งหลายไปภายหน้าตราบต่อเต๊าห้าพันพรรษาและ ส่วนว่าสองขาผัวเมียกัน แล้วกิจการก่อสร้างพระเจ้าแล้วก็กระทำบุญรักษาศีลให้ทานเป็นนิจกาลไปทุกวันไจ้ ๆ ไม่ได้ขาดตราบต่อเต๊าอายุได้ ๑๒๐ กันเสี้ยงเขตอายุจุติจากเมืองคนแล้ว ก็เอาตนเมือเกิดเมืองฟ้าโน้นวันนั้นและ ถัดนั้นมาสิงห์กุตตะอามาตย์ได้ตัดตุงผืนหนึ่งไปบูชาพระเจ้าตนหลวง ถึงเมื่อยามจักตายวางจิตบ่จ่างได้ไปตกนรก พญายมราชจึงสำแดงตุงผืนนั้นให้หันแล้วจึงกล่าวว่า ท่านยังได้หยาดน้ำมาถึงเราวันนั้นด่าย ว่าอั้น แล้วพญายมราชจึงให้มันขึ้นเมื่อเกิดเมืองฟ้าโน้น ลุนนั้นมายังมีพรานป่าผู้นั้นชื่อว่าปะสะพราน เป็นมาแต่เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี มันได้ฆ่าสัตว์ทุกวันไม่ขาด ตราบต่อเต๊าอายุมันได้ ๕๘ ปี เมื่อจักตายปีนั้นมันไปป่า ไปหันเขากางตุงบูชาไว้ที่พระเจ้าตนหลวงมันหันลมพัดตุงฝูงนั้นเป็นอันงามมากนัก มันหันงามแก่ตามันมารอดบ้านจึงไปซื้อผ้ามาตัดตุงผืนหนึ่งไปบูชาพระเจ้าตนหลวง กันมันตายก็ไปตกนรกเหตุได้ฆ่าสัตว์นัก พญายมราชไม่ได้พิจารณาก็เอามันชัดตกนรก หางตุงผืนนั้นก็มาเกี้ยวชักเอามันออกมาถ้วน ๒ ที ๓ ที พญายมราชจึงพิจารณาดูแล้ว ก็จึงให้มันเมือเกิดเมืองฟ้าโน้นวันนั้นและ ถัดนั้นมารอดจุลศักราชได้ ๙๐๘ ตัวในปีรวายสง้าเดือน ๘ เป็งยังมีชาวเมืองฝางคนหนึ่งชื่อว่าขะหนานกุมมาร มีตุงขาวผืนหนึ่งมาบูชาพระเจ้าตนหลวงเวนแล้ว เกนแล้ว เอาขึ้นกางภายบนลวดหยวดตกตายตุงผืนนั้นก็ปรากฏให้มันหัน แล้วก็กำหางตุงผืนนั้นขึ้นเมือเกิดเมืองฟ้าโน้นวันนั้นและ ยามนั้นเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ก็มาไหว้พระเกตุแก้วจุฬามณีมากนัก มันก็ขึ้นเมือปรากฏในข่วงพระเกตุแก้วจุฬามณีหั้นและ พญาอินทร์หันเครื่องประดับมันงามเหลือกว่าเทวดาทั้งหลาย จึงถามดู มันก็กล่าวตามอันมีจุอัน พญาอินทร์จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าองค์นั้นวิเศษ ศักดิ์สิทธิ์มากนัก พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรมานหากได้ทำนายไว้ และเมื่อก่อสร้างหัวทีวันนั้นเราก็ยังได้ลงไปช่วยแป๋งขะเบตหน้าให้งามเท่าพระเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ อายุแห่งท่านไม่หล้างเสี้ยงสักเตื่อ จงให้ท่านได้คืนเมือเกิดเมืองคน แล้วท่านจงกระทำบุญมากนักกว่าเก่าเถิด ว่าอั้นแล้วมันก็กลับหายไปจากที่นั้น คือมาเกิดเป็นคนดั่งเก่าวันนั้นแหละ มันตกเวลายามก่อนงาย ถึงเวลายามเถลค่ำคืนมาเป็นคนวันนั้น มูลละแห่งสระมุจลินทร์หนองเอี้ยงที่นั้นมีสันนี้และปางเมื่อพระพุทธเจ้าได้เกิดเป็นนกเอี้ยงคำ ก็ได้อาศัยอยู่โก๋นไม้สักต้นหนึ่งที่ยังบนดอยจอมทอง แล้วเคยบินลงมากินมาอาบน้ำในสระหนองที่นั้นไม่ขาดสายยังมีวันหนึ่ง อาบแล้วกินแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งที่ริมใกล้โก๋นแห่งตน ไซ้ขนไซ้ปีกอยู่หั้น ยังมีแหลวตัวหนึ่งมาตีกินวันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ามาฉันข้าวที่บนดอยจอมทอง ก็เทศนาแก่เจ้าอานนท์ว่าตั๊ดนี้แม่นที่ป่าสุสาน คือป่าช้าพระตถาคะตะแห่งหนึ่งและว่าอั้นเหตุนั้นจึงเรียกว่าสระหนองเอี้ยง เพื่ออั้นแหละ พุทธโฆสเถรเจ้าจึงขอดบาลีไว้ว่า สาริกามะตาโลหะปะพัตตัง ดังนี้และ จำเนียรแต่นั้นมาลำดับท้าวพญาสืบ ๆ มาหลายเจ่นนัก ส่วนว่าชาววัดข้าราชทาน ๒๐ ครัวนั้นก็อยู่ปฏิบัติรักษาอุปฐากสืบ ๆ กันมา ตราบต่อเต๊ามาถึงเจ่นเจ้าฟ้ามังตราเมืองหงษาวดี ได้ปราบลานนาไทยก่อน และเจ้าฟ้ามังตรามีเดชะนัก ไปเอาเมืองอโยธยาและเมืองจันทร์ในปีกัดไก๊วันนั้น กวาดเอาลาวเมือไว้เมืองหงษาวดีได้ ๑๘๓,๐๐๐ ครัว วันนั้นถัดนั้นมารอดปีล้วงไส้ เจ้าฟ้ามังตรา ตายแล้วมาถึงปีเปิกเส็ดลาวมาอยู่เมืองหงษาวดีพื้นเจ้าฟ้าอิเม หนีมารอดเมืองลำพูนแล้วกวาดเอาคนเมืองนอกทั้งมวลมีเมืองลำพูนเป็นต้น มารอดเมืองพะเยาเดือน ๘ แล้วกวาดเอาชาวเมืองพะเยา และชาววัดพระเจ้าตนหลวงทั้ง ๒๐ ครัวนั้น หนีเมือไว้เมืองจันทบุรีโน้นเสี้ยงไม่เหลือสักคนและ ชาววัดได้พากันพื้นตำนานหนีไปตกอยู่เมืองจันทบุรีโน้นนานนัก ลูนนั้นมาส่วนว่าผู้ชายทั้งหลายอันเป็นชาววัด ที่อันได้หนีไปตกอยู่เมืองจันทบุรีนั้นจึงได้สืบถามหายังพระพุทธเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา ก็จึงได้รู้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าตนหลวงหม่นหมองศรี เหตุว่าไม่มีชาววัดอยู่ปฏิบัติรักษาอุปฐากและหาพื้นตำนานไม่ได้ไม่มีใครรู้สักคนว่าอั้น เหตุนั้น ผู้ข้าทั้งหลาย จึงได้พร้อมกันเขียนหนังสือพื้นตำนานแล้วได้ใช้ให้หมื่นอุตตมาชาวเมืองเชียงของ เอาออกมาให้ปรากฏแก่คฤหัสถ์ นักบวชเจ้าทั้งหลายในเมืองพะเยาที่นั้น มหาเถรเจ้าธรรมปาละได้รีสจารแป๋งจารึกไว้กับวัดศรีโคมคำ เมืองพะเยา ตราบต่อเต๊าห้าพรรษา กล่าวตำนานพระมหาพุทธรูปเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา ก็แล้วเท่านี้ก่อนแหล่ [1] พระธรรมวิมลโมลี ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๔๐๕-๔๑๐ [2] ในตำนานพระเจ้าตนหลวงหน้า ๔๐๙ ระบุ ๓ ปี เมื่อคำนวนดูปี พ.ศ.ได้ ๒ ปี