ถึงแม้ใครจะโกหกใครได้ดีเสมอมา แต่รับรองกับใจตนเอง ไม่มีใครโกหกตัวเองหรอกค่ะ

  การเข้าใจ และไม่เข้าใจ เป็นเหตุผลของคนสองคน ที่สามารถประสานรอยร้าว หรือสร้างความแตกหักต่อกันได้ การเข้าใจ ก็คือการยอมปรับคลื่นหัวใจ ให้ตรง ชัด กับสิ่งที่รู้เห็นอยู่เบื้องหน้า ไร้อารมณ์มาตกแต่งให้ภาพนั้นผิดเพี้ยน เป็นการทำได้ยาก เพราะเมื่อเราเปิดทุกทวารในการรับรู้ ยังจะมีที่เหลือให้สิ่งที่เป็นจริง ได้มีที่อาศัยอยู่ในใจเราอีกหรือ

 ดังนี้หลายครั้งหลายครา คำว่า "เข้าใจดี"  จึงเป็นวลีติดปาก เพื่อตัดบทเสียมากกว่า ซึ่งแท้จริงแล้ว อาจไม่มีโอกาสเข้าไปในใจของใครเลยก็ว่าได้

 ถ้าเลือกจะเข้าใจใครอย่างแท้จริง จึงต้องเริ่มจากการ ปิดปาก เปิดใจ หยุดเพ่งจุดผิดที่ทั้งเห็นและได้ยิน เพราะนี่จะเป็นอุปสรรคในการเข้าไปในใจคน ทดสอบว่า มอง หรือได้ยินเรื่องนั้นๆแล้ว มีอารมณ์ขึ้นมาทันทีหรือไม่ ถ้าผ่านบททดสอบเบื้องต้น ก็แสดงว่าการเดินทางเข้าสู่ใจผู้อื่นได้เริ่มขึ้นแล้ว

 แต่ต้องยอมรับว่า การเข้าใจใครอย่างลึกซึ้ง ตามเป็นจริงนั้น ต้องอดทนอย่างมาก และการที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่น่าจะทำได้ดี เรียกว่า มาพบกันสายไปหน่อย จึงต้องมีความแม่นในข้อมูล  และแหล่งที่เชื่อถือได้ จะให้ดี ก็ต้องลงไปคลุกคลีเสียเลย จึงจะประจักษ์ข้อเท็จจริง

  ดูขั้นตอนจะยืดยาวไปหน่อย แต่ก็เป็นความสำเร็จที่งดงาม ถ้าได้เข้าใจใครสักคนอย่างแท้จริง

   แต่ช่างน่าอัศจรรย์ การเข้าใจ คือเข้าถึงใจใครจริงๆ กลับได้ประโยชน์ ราวกับพบเจอลายแทงขุมทรัพย์ทีเดียว เป็นแผนที่ที่ใช้เดินในการศึกษา ต่อยอดต่างๆได้ตลอดสาย คิดจะทำการใหญ่เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็ต้องเริ่มต้นการเข้าใจกันก่อนนี่แหละค่ะ

  หากมันยากเกินไป ก็ลองฝึกเข้าใจตัวเองก่อนก็ได้ค่ะ ดูซิว่า วันนี้ทำไม่ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน แล้วทำอย่างไร จึงหลุดวงจรที่เกิดขึ้นมาได้ จนใจมีอิสระ ไม่เอามาผูกจิตให้เป็นพันธนาการต่อไป

  ถึงแม้ใครจะโกหกใครได้ดีเสมอมา แต่รับรองกับใจตนเอง ไม่มีใครโกหกตัวเองหรอกค่ะ

   บันทึกสั้นๆ ขอให้สุขสันต์วันอาทิตย์นะคะ