คุณหมอวิธาน ฐานะวุฑฒ์ ได้เล่าเรื่องของ "คุณยายโต้ง" ไว้ในหนังสือ "มหัศจรรย์แห่งการเขียน : เขียนเพื่อเยียวยา เขียนเพิ่มพลังชีวิต" เอาไว้อย่างน่าสนใจ
โดยเน้นไปที่ประเด็น "การเขียนแบบไม่ต้องเขียน" ไว้ดังนี้ครับ
จุดเริ่มต้น
... ประมาณกรกฎาคม 2551 คุณพัฒนา แสงเรียง เพื่อนร่วมทีมของเราท่านหนึ่งได้มีโอกาสไปทำเวิร์กช็อป "หัวใจใหม่-ชีวิตใหม่" ให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลุ่มหนึ่ง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือได้เป็นเจ้าภาพจัดงานให้และมีพยาบาลที่เกี่ยวข้องร่วมทีมไปด้วยหลายท่าน
"เวิร์กช็อปหัวใจใหม่-ชีวิตใหม่" แบบนี้ คุณพัฒนาใช้เวลาสามวันสองคืน เป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยโรคเรื้อรังกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ "ไม่ได้ใช้การสอน" "ไม่ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ"
แต่เพียงเป็นการรับฟังเรื่องราวของผู้เข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หลาย ๆ ท่านอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และพยาบาลเหล่านี้ได้ผ่านการฝึกฝน "เรื่องการฟัง" มาแล้วเป็นอย่างดี
และพวกเรายังใช้ "การเขียน" เข้ามาช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเยียวยาอีกด้วย โดยที่คุณพัฒนาให้ผู้เข้าร่วมแต่ละท่านมี "สมุดบันทึก" ประจำตัว ไม่ได้เอาไว้จดความรู้ แต่มีไว้เพื่อบันทึกเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ กับพวกเขาเหล่านั้น เช่น ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคืออะไร และรู้สึกอย่างไร
คุณยายโต้ง
คุณยายโต้งเป็นหญิงชาวม้งสูงอายุที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คุณพัฒนาจึงได้ขอให้พยาบาลท่านหนึ่งช่วยดูแล ช่วยเขียนบันทึกให้แทน โดยให้คุณยายท่านนี้บอกเล่าออกมา คุณยายโต้งท่านนี้อายุประมาณ 70 กว่าปี เป็นเบาหวานมาหลายปี สามีเสียชีวิตไปประมาณ 7 - 8 ปีแล้ว
คุณยายโต้งยังเล่าว่าที่ยายเข้ามารับการอบรมเรื่องเบาหวานนี้ ยายเข้ามาหลายครั้งแล้ว "เพราะรู้สึกสงสารหมอ" กลัวจะไม่มีคนมาฟังหมอ แต่ที่ผ่าน ๆ มาหลาย ๆ ครั้งนั้น ยังฟังไม่รู้เรื่องหรอก หมอชอบพูดเป็นภาษาปะกิต ให้กินอะไร ไม่ให้กินอะไร ยายไม่รู้เรื่องหรอก แต่ยายสงสารหมอที่อุตส่าห์มาช่วยสอนยายและคนอื่น ๆ
ชีวิตยายไม่มีความหมายอะไรเลย ตั้งแต่สามีเสียชีวิตไปเมื่อ 7 ปีก่อน "หัวใจของยายก็แตกสลายเหมือนกับเส้นด้ายของผ้าซิ่นที่ขาดวิ่น และค่อย ๆ หลุดแยกจากกันไปทีละเส้น ๆ" เมื่อกี้คุณหมอถามยายว่า ยายเห็นอะไร รู้สึกอะไร ยายไม่เห็นจะรู้สึกอะไร นอกจากความทุกข์และความมืด เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกแห่งความเหงาโลกแห่งความมืด
คุณยายโต้งนั่งเหยียดขาเล่าเรื่องให้พยาบาลท่านหนึ่งฟัง และคุณพยาบาลมีหน้าที่ช่วยคุณยายโต้งจดลงไปในสมุดบันทึกของคุณยาย สักพักหนึ่ง คุณยายโต้งก็พบว่า มีน้ำตาของพยาบาลท่านนั้นหยดแหมะลงไปที่ขาของยาย ทีละหยด ๆ คุณยายม้งก็ตกใจว่า คุณหมอขา ยายขอโทษ ยายทำอะไรให้คุณหมอเสียใจเหรอ จากนั้นคุณยายก็โอบกอดและปลอบโยนพยาบาลท่านนั้น
ปรากฎว่า เรื่องราวที่คุณยายโต้งได้เล่าถึงสามีของเธอไปนั้น ได้ส่งผลกระทบไปถึงเรื่องราวของพยาบาลท่านนี้ ผู้ซึ่งกำลังคิดจะหย่ากับสามี พยาบาลท่านนี้เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม อยู่โรงพยาบาลก็ใส่ชุดขาว กลับไปบ้านก็ถือศีลใส่ชุดขาว นุ่งขาว ห่มขาวอยู่เป็นประจำ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด และกำลังรู้สึกว่า สามีเป็นอุปสรรคของการบรรลุธรรม
เรื่องราวความรักของคุณยายโต้งที่มีต่อสามีทำให้พยาบาลท่านนี้ เพิ่งนึกได้ในตอนนั้นว่า เอ๊ะ ในห้องพระนั้นดอกไม้ถูกเปลี่ยนทุกวันโดยสามี หนังสือธรรมะต่าง ๆ นั้นสามีก็เป็นคนจัดหามาให้อ่าน ก็เพิ่งระลึกได้ถึงความรักที่สามีมีให้กับตัวของเธอ สนับสนุนเธอทุกทาง
วันรุ่งขึ้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อคุณพัฒนาตั้งคำถามเดิมให้กับผู้เข้าร่วมเขียนว่า ตอนนี้กำลังเห็นอะไร ตอนนี้กำลังรู้สึกอะไรอยู่นั้น ปรากฎว่า คุณยายโต้งเล่าว่า ไม่รู้เป็นอะไรวันนี้ยายเห็นท้องฟ้าสวยงามจัง ยางเพิ่งได้ยินว่า เสียงนกร้อง ตอนนี้มันไพเราะเหลือเกิน ยายเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า แท้ที่จริงยายยังมีหลานตัวเล็ก ๆ อีกคนที่คอยดูแลยายเป็นห่วง รักยาย และยังไม่อยากให้ยายตาย
เรื่องของคุณยายโต้งนี้ได้ชี้เห็นถึง "กระบวนการเยียวยา" ที่สามารถ "เกิดขึ้นได้จากตัวทุกคนเอง" ขอเพียงแต่ให้เรา "มีเวลา" ที่จะได้ "กลับเข้าไปดู" ตัวเองจริง ๆ ว่า อืมม ขณะนี้ "อะไรกำลังเกิดขึ้นกับตัวเรา"
ถ้าเรามองเห็น-รู้สึกและยอมรับทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นได้เมื่อไรการเยียวยาก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ในทันที
คุณยายโต้งแม้จะไม่ได้เขียนบันทึกด้วยตัวของเธอเอง แต่การเล่าเรื่องของเธอออกมาอย่างตรงไปตรงมากับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ได้ช่วยสมานแผลช่วยเยียวยาบาดแผลลึก ๆ ที่เกาะกินจิตใจของเธอจนเจ็บป่วยมาเป็นเวลา 7 - 8 ปี
การเขียน
ในขณะที่ "การเขียน" บันทึกเรื่องราวของคุณยายโต้งยังส่งผลไปถึง "คุณพยาบาล" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกวันนี้คุณยายโต้งเปลี่ยนแปลงไป คุณพัฒนาเล่าให้ฟังว่าเวลาเพียงหนึ่งเดือนผ่านไป พวกเขานัดพบกันอีก หลาย ๆ คนจำคุณยายโต้งไม่ได้ จากสภาพซอมซ่อ คุณยายโต้งกลับกลายเป็นคนสดใส หวีผม หวีเผ้า แต่งตัวสะอาดหมดจด
เมื่อคน ๆ หนึ่ง เริ่มเห็นว่า "ชีวิตของตัวเองมีความหมาย" เขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เอง
"การเขียน" ด้วยโจทย์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้เราสามารถ "มองเห็นความหมายแห่งชีวิต" ของตัวเราเองได้ครับ
.............................................................................................................
คือ ผมอ่านเรื่องเล่าของคุณหมอวิธานในตอนนี้ ผมประทับใจมาก จึงอยากจะขออนุญาตนำมาแบ่งปันท่านทั้งหลายใน G2K บ้าง
เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสเห็น "ความมหัศจรรย์ของการเขียน" ว่ามันมีพลังมากมายเพียงไหน
อยากให้ท่านได้มีโอกาส "เขียน" บันทึกไปเรื่อย ๆ ครับ
อย่างน้อยเพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านเองอย่างแน่นอนครับ
บุญรักษา คนดีทุกท่านครับ ;)...
.............................................................................................................
ขอบคุณหนังสือดี ๆ จาก
วิธาน ฐานะวุฑฒ์, นพ. มหัศจรรย์แห่งการเขียน : เขียนเพื่อเยียวยา เขียนเพิ่มพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : ศยาม, 2554.
ป.ล. ดึกแล้ว แซวไม่ออก แวะมา ราตรีสวัสดิ์ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
อ.วัตคะ
ขอแลกเปลี่ยนด้วยคนว่า การเขียนเป็นการช่วยเยียวยาได้จริงๆ เพราะมันเหมือนกับการว่า เรากำลังเป็นผู้มองในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้การเขียนบรรยายเป็นเครื่องมือค่ะ
อ.หมอสกลก็เลยเขียนเอาไว้เหมือนกัน เกี่ยวกับเรื่องการเขียนเพื่อการเยียวยา ลองดูจากบันทึกนี้นะค่ะ http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/422657
เอามาฝากไว้ เผื่อมีผู้อ่านอยากตามไปอ่านเพิ่มเติมค่ะ
ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์นพลักษณ์ ๙ Sila Phu-Chaya ที่ได้ให้เกียรติผมด้วยความสม่ำเสมอครับ ... ผมเป็นเพียงนักอ่านที่ "เขียนไม่เป็น" อาศัยความรู้ความสามารถจากนักคิดนักเขียนท่านอื่นเท่านั้นเองครับ ... ยามเมื่อผมได้อ่านแล้วก็อดที่จะแบ่งปัน "หน้าหนังสือ" สักแผ่น ให้มวลมิตรที่หวังดีต่อผมได้อ่านบ้าง
การทำความดีเพียงนิด สามารถพลิกชีวิตให้งดงามมากขึ้น จริง ๆ ครับ เพียงแต่คงต้องใช้ "เวลา" เป็นครรลองของการเดินทางในธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณยามดึกของท่านอาจารย์ และยามค่ำของผมเองครับ ;)...
น้อง มะปรางเปรี้ยว ;)...
มีคำโปรยจากปกหลังของหนังสือ "มหัศจรรย์แห่งการเขียน" มาฝากหนูครับ
"... อย่างง่ายที่สุดสำหรับการเขียน ที่ผมอยากจะแนะนำ ก็คือ เขียนสิ่งที่กำลังคิด กำลังรู้สึก กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ อยู่กับท่าน ณ เวลานั้น ๆ เพราะเมื่อได้เห็นและได้รู้สึก เราก็จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร ..." (วิธาน ฐานะวุฑฒ์)
ขอบคุณสำหรับการต่อยอดความรู้ที่ส่งมาให้นะครับ รับด้วยใจ แต่ตาปิด (แล้ว) ;)...
เป็นคำจำกัดความที่ดีมากๆ ค่ะ
อยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้ซะแล้ว อ.วัต มีให้หนูยืมป่าวค่ะ ^^
สวัสดีค่ะอาจารย์
โห ! น้อง มะปรางเปรี้ยว มีการขอยืมกันข้ามจังหวัดเลยอ่ะ ;)...
หลับเถอะครับ ท่านอาจารย์นพลักษณ์ ๙ Sila Phu-Chaya ;)
ขอให้มองผ่าน ๆ มันไปครับ
แหม คุณหมอ ทพญ.ธิรัมภา ครับ ผมจะตอบแทนผู้เขียน คือ คุณหมอวิธาน ไม่ได้
แต่ตอบเองตามความคิดเห็นส่วนตัวจากสมองอันน้อยนิดนะครับ ;)
"... การเขียนแต่ละครั้งต้องกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมก่อนครับว่า สิ่งที่อยากให้เขาเขียนนั้น อยากจะออกมาในแง่มุมไหน และจะใช้สิ่งใดมากระตุ้น สำหรับผม การสอนคน (หมายถึงนักศึกษา) ผมใช้วีดิทัศน์ที่สามารถประเมินค่าได้ตามสภาพจริง แล้วให้นักศึกษาเขียน หลังจากตามด้วยสรุปความ หรือ ต่อยอดให้เขาได้เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการให้ได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ..."
สงสัยจะตอบไม่ตรงใจคุณหมออ่ะนะครับ แต่ง่าย ๆ คือ จะทำอะไรกับใคร ก็ต้องวิเคราะห์เขาเหล่านั้นเสียก่อน
แว่บ ๆ ไปแล้วครับ ดูเหมือนมีเหตุผล แต่ไม่มีใช่ไหมครับเนี่ย ;)...
อาจารย์ขา...ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
1. หนูจะไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
2. เขียน เขียน เขียน และเขียน
3. ทบทวนตัวเองก่อนเขียน...หาแง่มุม (อยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์จังเลย...จะได้มีคนวัดให้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม)
4. "จะทำอะไรกับใคร ก็ต้องวิเคราะห์เขาเหล่านั้นเสียก่อน"
แปลว่า ต้องรู้ว่าจะเขียนให้ใครอ่าน...และ/หรือต้อง "รู้" ตัวเองก่อน
คืนนี้ต้องหลับด้วยความมึนงงแน่เลย
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วนึกถึงเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์ครับท่านอาจารย์... ตอน ภาคีนกฟินิกส์ (ศ.สเนปได้สอนคาถา "พินิจใจ" ให้กับแฮรี่ครับผม)
ผลของคาถานี้คือ เมื่อเรารู้เท่าทันความคิดตัวเอง เราก็จะมีสติ เมื่อต้องมองไปในหนทางข้างหน้า ก็จะมองได้อย่างเป็นจริง
ทำให้ยอมรับปัจจุบันและอยู่กับมันอย่างเป็นสุขครับผม
อาทิตย์อรุณสวัสดิ์ฟ้าครึ้มๆ จากเจียงฮายค่ะอ.เสือ
สบายดีนะเจ้า เริ่มเปิดเทอมไหมอีกแล้วไหมคะ
แวะมาเยียวยาใจ ด้วยการอ่าน แบบว่าการงานปะเล่อปะเต๋อ บ่ได้มีเวลาเขียน
ชอบหนังสือเรื่องมหัศจรรย์ฯ เล่มนี้ตวย ส่งกำลังใจกับทั้งภารกิจรอง และหลักเจ้า
คุณหมอ ทพญ.ธิรัมภา ครับ ...
การหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านให้จบ เป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ อิ อิ
โอ้ นี่ผมเบียดเบียนคุณหมอหรือเปล่าเนี่ย ทำให้คุณหมองง ๆ มึน ๆ ;)
"การวิเคราะห์ผู้เรียน/ผู้เข้ารับการอบรม" เป็นขั้นตอนแรกสุดของกระบวนการออกแบบการเรียนรู้เกือบทั้งหมดที่มีนักการศึกษาคิดขึ้นมาครับ
ผมจึงเสนอขั้นตอนนี้ไว้ให้คุณหมอก่อน เพื่อตอบคำถามที่คุณหมอถามมา
เครื่องมือที่เหมาะสม ต้องอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้จัดกระบวนการว่า เครื่องมือน่าจะได้ผล แต่ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก เราก็ทำได้แต่คาดหวัง แต่อาจจะไม่สมใจก็ได้นะครับ
ที่กล่าวมานี้ คุณหมอไปหาหนังสืออ่านนะครับ อิ อิ ;)...
ขอบคุณมากครับ พี่ คิม นพวรรณ ;)...
ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ ท่านอาจารย์ หนานวัฒน์ ;)...
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ คุณ Poo โดยเฉพาะ "ภารกิจหลัก" เนี่ยแหละ อิ อิ
ขออภัยนะครับ พี่พยาบาล ✿อุ้มบุญ ✿ ;)...
คงเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิตินะครับ