จึงฝากผู้รู้ได้ช่วยกันตรวจทานแก้ไขและตกลงกันให้ได้ว่าจะใช้ปี พ.ศ.ไหนกันแน่ต่อไป สำหรับในหนังสือเล่มนี้จะไม่พยายามชี้ในเรื่องของประเด็นปี พ.ศ. ของการสถาปนา แต่จะพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของพะเยาให้ได้แง่มุมที่เป็นการเมืองการปกครอง เท่านั้น

จุดอ่อนเรื่องทัศนะในเรื่อง ปี พ.ศ.การสถาปนาเมืองพะเยา

 

     ในการเขียนครั้งนี้ผู้เขียนได้พยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องปี พ.ศ. ในการสถาปนาเมืองพะเยาทั้งในเอกสารตำรา และสอบถามท่านผู้รู้ต่าง ๆ แต่กับได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันอยู่มาก ทั้งในทัศนะของแต่ละฝ่าย เช่น ตำนานฝ่ายพะเยา, ตำนานฝ่ายเชียงใหม่, ตำนานฝ่ายเชียงแสน (เชียงราย), และพงศาวดาร  เป็นต้น  ดังนั้นปี พ.ศ. –ชื่อ – จำนวนการครองราชย์  มีความคลาดเคลื่อนและสับสนกันอยู่มาก ไม่สามารถหาข้อยุติลงได้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างทัศนะต่าง ๆ โดยเรียงลำดับจากปี พ.ศ. ที่ย้อนเวลาไปมากที่สุดก่อน แล้วตามด้วยการย้อนเวลาน้อยกว่าตามลำดับ ดังนี้

     ๑.ศักดิ์ชัย  สายสิงห์  ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับอายุของพระพุทธรูปหินทรายว่า….จากตำนานและพงศาวดารที่กล่าวถึงเมืองพะเยาว่ามีมาแล้วตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่  ๑๗  คือ เชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยขุน(ศรี)จอมธรรม ประมาณปี  พ.ศ. ๑๖๓๙  [1]

     -คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุระบุว่า…ราวจุลศักราช  ๔๕๘  หรือพุทธศักราช  ๑๖๓๙  พญาลาวเงินผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสน) ได้ส่งราชบุตรนามขุนจอมธรรม ราชบุตรองค์น้อยไปครองเมืองฝ่ายใต้ตั้งอยู่เชิงเขาชมภูหรือดอยด้วนใกล้แม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิง เรียกเมืองในนั้นว่า ภูกามยาวหรืองเมืองพยาว [2]

     ๒.มติฝ่ายวัดลี ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมรูปของพ่อขุนศรีจอมธรรม ได้ระบุเอาไว้ใต้ฐานพระบรมรูปว่าสถาปนาเมืองพะเยา ในปี พ.ศ. ๑๖๔๐

     ๓.อินทร์  สุใจและคณะ   ระบุว่าขุนจอมผาเรือง (ศรีจอมธรรม) ครองเมืองได้นาน  ๑๗  ปี แล้วทรงสิ้นพระชนม์เมื่อ  ๖๐  พระชันษา  ในปี พ.ศ. ๑๖๕๙    [3]   นั้นก็หมายความว่าขุนศรีจอมธรรม หรือขุนจอมผาเรือง สถาปนาเมืองพะเยาในปี  ๑๖๔๒

     ๔.จิตร  ภูมิศักดิ์  ระบุว่าในขณะที่ขุนเจืองครองพะเยา  ขุนชินผู้เป็นลุงขอให้ไปช่วยรับศึกแกวประกัน (เวียดนามเหนือ) ขุนเจืองตีทัพแกวประกันแตกแล้วยกทัพไปยึดอาณาจักรล้านช้าง  จากนั้นจึงยกไปปราบเมืองแกวประกัน  พ.ศ. ๑๖๗๗ [4]  นั้นก็หมายความว่าเมืองพะเยาได้สถาปนามาก่อนหน้านี้มาแล้วหลายสิบปี

     ๕.สุจิตต์  วงษ์เทศ  ระบุว่า เมืองพะเยามีพัฒนาการมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่  ๑๘  (ก่อน พ.ศ. ๑๗๐๐) ต่อมาจึงเป็นศูนย์กลางของแคว้นพะเยา  นับเป็นรัฐอิสระร่วมสมัยกับอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรเชียงแสน-เชียงรายสมัยพุทธศตวรรษที่  ๑๙  ( หลัง พ.ศ.๑๘๐๐) [5] 

     ๖.พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ)  ระบุว่าในปี พ.ศ. ๑๗๑๑  ขุนเงินสั่งให้อำมาตย์ราชบริพาร เข้าไปสำรวจเมืองร้างทางหัวเมืองฝ่ายใต้  ณ  เขาชมพู (ดอยด้วน) แล้วอพยพผู้คนเข้าไป และได้สร้างกำแพงเมืองพร้อมประตูเมือง  ๘  แห่ง ในปี  พ.ศ. ๑๗๑๗  [6]

     ๗.พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) ระบุเมื่อปี  ศกราช  ๓๔๘  ตัว  ขุนเงินทราบข่าวเมืองร้าง จึงส่งคนไปสำรวจพร้อมกับแบ่งราชสมบัติออกเป็นสองส่วนโดยมอบให้กับขุนชินครองหิรัญเงินยาง  แล้วนำเสด็จขุนศรีจอมธรรมไปสร้างเมืองใหม่  [7]

     ๘.ตำนานเมืองเชียงใหม่ ระบุ ว่าขุนศรีจอมธรรมทรงครองพะเยา  ๑๘  ปี และสิ้นพระชนม์เมื่อ  ๕๙  พระชันษา  (ไม่ระบุปี  พ.ศ.)

     ๙.บางมติระบุพระองค์ทรงครองพะเยา  ๒๔  ปี  สิ้นพระชนม์เมื่อ  ๔๙  พระชันษา 

     ในเรื่องความคลาดเคลื่อนของจำนวนปี  พ.ศ.   หรือ ตัวเลขการนับนี้    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ)  ปราชญ์ล้านนา / เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ / ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๖ / ผู้อำนวยการหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ ได้ให้แง่คิดเพิ่มเติมว่าทัศนะต่าง ๆ นั้นไม่มีใครผิดใครถูก ต่างฝ่ายก็ต่างมีหลักฐาน  ฉะนั้นต้องมีการตกลงทำความเข้าใจร่วมกันว่าจะใช้ตัวเลขไหน  พ.ศ. อะไร  เพราะความเป็นจริงแล้วการสืบค้นต้นตอประวัติศาสตร์ของเมืองพะเยาที่เริ่มต้นสถาปนามาถึงปัจจุบัน  ( พ.ศ. ๒๕๔๘) รวม  ๙๐๐  กว่าปี แต่ขาดการประติดประต่อไปถึง  ๕๐๐  ปี กล่าวคือเชียงใหม่ยึดครอง  ๒๒๒  ปี, อยู่ภายใต้พม่าอีก  ๒๑๖  ปี, เป็นเมืองทิ้งร้างว่างเปล่าอีก  ๕๖  ปี  แม้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐสยามอีก  ๑๐๐  กว่าปี ข้อมูลที่เอ่ยถึงพะเยาก็น้อยเต็มที  สรุปแล้วประวัติศาสตร์เมืองพะเยาขาดตอนจากจุดเริ่มต้นของการสถาปนาถึงปัจจุบันเกือบ  ๖๐๐  ปี

     ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะชี้ให้ชัดว่าการสถาปนาเมืองพะเยาขึ้นในปี  พ.ศ.อะไร ต่างฝ่ายก็ต่างยืนยันในทัศนะของตน แม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อเองก็ได้ศึกษาค้นคว้า และทำการปริวรรตประวัติศาสตร์เมืองพะเยาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและยาวนานถึง  ๖๐  ปีจนมีผลงานทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งของล้านนาและพะเยาถึง  ๓๐  เล่ม เก็บรวบรมศิลาจารึกอีกจำนวนมาก  เป็นผู้ผลักดันการสร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์และหอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ พะเยา รวมไปถึงสถาบันระดับอุดมศึกษาอีกหลายแห่ง  ก็พบความคลาดเคลื่อนของปี พ.ศ. อยู่มิใช่น้อย

     จึงฝากผู้รู้ได้ช่วยกันตรวจทานแก้ไขและตกลงกันให้ได้ว่าจะใช้ปี พ.ศ.ไหนกันแน่ต่อไป  สำหรับในหนังสือเล่มนี้จะไม่พยายามชี้ในเรื่องของประเด็นปี  พ.ศ. ของการสถาปนา  แต่จะพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของพะเยาให้ได้แง่มุมที่เป็นการเมืองการปกครอง เท่านั้น

 



[1] ศักดิ์ชัย  สายสิงห์. “ การศึกษารูปแบบพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ”.  ประวัติ ศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙), หน้า  ๒๗๔.

[2] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔), หน้า  ๑๗.

[3] อินทร์  สุใจ และคณะ. ประวัติศาสตร์   “ไทยใต้โขง ”.   พิมพ์ครั้งที่  ๔  ( เชียงราย  :  ส. การพิมพ์,  ๒๕๓๑). หน้า  ๑๙.

[4] จิตร  ภูมิศักดิ์ และคณะ. เสียมกุกกองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๕). หน้า  ๒๓.

[5] สุจิตต์  วงษ์เทศ. “ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา”. ประวัติ ศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙), หน้า  ๓๖.

[6] พระธรรมวิมลโมลี(ปวง ธมฺมปญฺโญ). ความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยาและประวัติพระยายุทธิศเสถียร เมืองสองแคว. (เชียงราย : หจก.เชียงรายไพศาลการพิมพ์, ๒๕๔๓). หน้า   ๑.

[7] พระธรรมวิมลโมลี(ปวง ธมฺมปญฺโญ). “ ประวัติพญาเจืองจากคัมภีร์ใบลานล้านนา”. ประวัติ ศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙), หน้า  ๓๔๙–๓๕๐.