ยอดมาจากคำเต็มว่ายอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร

ชีวิตของยอด

โสภณ เปียสนิท

.......................................

 

พ่อต้องการให้ผมเก่งตั้งแต่เล็ก ชีวิตประสบความสำเร็จจึงตั้งชื่อผมว่า “ยอด” มาจากคำเต็มว่ายอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร เรียกว่าตั้งชื่อเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน แต่ถ้าหากว่า ความยอดเยี่ยมของชีวิตมาจากการตั้งชื่อ ผมคงมีชีวิตที่ดีและสงบสุขมากกว่านี้

 

แต่จะว่าไปแล้ว แค่จบปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล ได้ด้วยเกรดที่พอผ่านเกณฑ์ได้อย่างเต็มกลืนก็ถือว่าดีพอสำหรับผมแล้วมองย้อนกลับหลังไปหกปีกว่าๆ ที่เล่าเรียนอยู่ ณ สถานศึกษาแห่งนี้ มีทั้งสุขและทุกข์ให้จดจำ

 

เมื่อปีพุทธศักราช 2540 แม่พาผมสมัครเข้าเรียนสาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ ระดับ ปวส. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ใช้เวลาเรียนแค่สองปีก็จบ แม่หวังว่าผมจะจบการศึกษาอย่างรวดเร็ว และนำวิชาความรู้ไปใช้หาเลี้ยงตัวเองได้ โดยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่น่าเสียดาย เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่แม่หวัง

 

เป็นเพราะนิสัยขี้เหงาของผมเอง ผมเป็นคนรักเพื่อน ชอบบริการเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนหญิงเพื่อนชาย แต่เพื่อนหญิงผมจะบริการเป็นพิเศษหน่อย อย่าว่าผมเลยครับ ก็เพื่อนหญิงแก้เหงาได้มากกว่าเพื่อนชาย ความรู้สึกนี้ได้มาจากการสังเกตความรู้สึกส่วนลึกของผมเอง

 

จำไม่ได้ว่าความขี้เหงาของผมเกิดมาตั้งแต่เมื่อใด จำได้แต่ว่า พ่อกับแม่แยกหย่าร้างกันเมื่อผมอายุเพียง 8 ขวบ แม่แต่งงานใหม่กับช่างก่อสร้างที่มาติดพันอยู่ปีกว่า ส่วนพ่อหายหน้าไปสองปีกว่า ผมรู้มาว่าท่านแต่งงานกับสาวใหญ่สูงอายุ ซึ่งผมได้มีโอกาสได้พบบ้างปีละครั้งสองครั้ง

 

แม้ว่าพ่อจะส่งเงินมาช่วยค่าเล่าเรียนของผมตลอดมา ผมจะได้พบพ่อปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น ดูเหมือนว่าผมจะไม่ค่อยได้คิดถึงพ่อมากนัก คงเหมือนกับพ่อที่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะยินดีพบผมบ่อยนัก ส่วนแม่เลี้ยงนั้นผมยิ่งไม่ต้องการพบหน้า สังเกตว่าท่านเองก็ไม่ต้องการให้ผมไปพบพ่อบ่อยครั้งนัก แม้ว่าผมจะอยู่บ้านเดียวกับแม่ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้คุยกันบ่อยนัก

 

เพราะแม่ไม่ว่าง มีธุระไม่ว่าจะงานค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ทั้งวัน งานเลี้ยงน้องอีกสองคน ซึ่งผมไม่ค่อยจะมีส่วนร่วมเท่าไร พ่อเลี้ยงยิ่งหนัก คือแทบไม่ต้องมองหน้ากัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ส่วนใดที่ต้องสัมพันธ์กันเลย หรือถึงมีส่วนที่ต้องสัมพันธ์กันผมก็จำไม่ค่อยได้

 

เพื่อนจึงเป็นเหมือนชีวิตของผม การทำให้เพื่อนพอใจ รักผมเห็นความสำคัญของผม เป็นความหวังลำดับต้นๆ ในชีวิตอันเปลี่ยวเหงาของผม ยามไม่มีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ผมไปนั่งริมเขื่อนมองทะเลอันเวิ้งว้างปล่อยความคิดให้ลอยล่องไปไกลสุดขอบฟ้า ฝันเอาว่าที่นั่นคงมีเพื่อนมากมายรอคอยผมอยู่ แค่นี้ก็มีความสุขได้ แน่นอนยามไม่มีเพื่อน เวลาของผมจึงหมดไปกับการได้นั่งเงียบๆ ริมทะเลหัวหินมองเส้นขอบฟ้าไปเรื่อยๆ บางทีใช้เวลาเป็นวันวัน

 

จำได้ดีว่าวันที่แม่มาส่งผมลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัย (ตอนนั้นยังมีสถานะเป็นสถาบันฯ) ท่านหยิบห่อเงินจากชายพกราวหนึ่งหมื่นห้าพันบาทด้วยมืออันชุ่มเหงื่อ ส่งให้ผมไปจ่ายเป็นค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทุกรายการ เหลืออยู่เล็กน้อยเป็นเงินงวดแรกให้ผมเก็บติดก้นกระเป๋า “ตั้งใจเรียนให้ดีนะลูก จะได้จบเร็วๆ” แม่พูดเบาๆ พยายามมองหน้าผม แต่ผมไม่อยากมองตอบ หน้าตาของผมยังคงเฉยเมย เริ่มรู้สึกรำคาญที่ถูกเทศนาสั่งสอนในที่สาธารณะ “จะเอาอะไรกันนักหนา แค่ทำหน้าที่แม่ที่ดีให้เงินลูกศึกษาเล่าเรียน” ผมนึกในใจ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ท

(บันทึกปี 2548)