จากการที่ได้บันทึกเรื่อง ผมไม่รักษา... อย่ามาบังคับผมนะ

...

ชายไทยวัยรุ่น อายุ 16 ปี ผลการวินิจฉัย Non Seminoma germcell tumor & lung metastasis เคยได้รับยาเคมีบำบัด BEP regimen สูตร 5 วัน  รับยามา 3 ครั้ง

ครั้งแรกได้ยาครบ 5 วัน

ครั้งที่2 ได้ยาเคมี 3 วันขอกลับบ้าน

ครั้งที่ 3 มาโรงพยาบาล 24-27/5/54 ขณะให้น้ำเกลือก่อนรับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยดึงน้ำเกลือออกและหนีออกจากโรงพยาบาล ปฏิเสธการรักษา ไม่ขอรับยาเคมีบำบัด แพทย์เจ้าของไข้ ขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ ได้ยาคลายเครียดและไม่สมัครใจอยู่รักษาขอกลับบ้าน

 

ครั้งนี้มาโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 4

รับยาเคมีบำบัดได้ 2 วัน  เริ่มบ่นเบื่อไม่อยากรักษา อยากกลับบ้านอีก

เช้าวันที่ 5 มิถุนายน 2554

หลังจากดิฉันรับเวรจากน้องพยาบาลเวรดึกว่า....

น้อง..ไม่อยากรักษาจะขอกลับบ้าน เมื่อวานนี้จิตแพทย์มาประเมินผู้ป่วย บอกว่าให้ระวัง เพราะน้องมีแนวคิดและบอกว่าจะฆ่าตัวตาย สีหน้าเศร้า ความรู้สึกหมดหวัง ผู้ป่วยบอกว่า รู้สึกอยากตาย อยากผูกคอตาย ยังไม่ได้เตรียมการณ์ ความรู้สึกวนเวียนอยู่ในหัวตลอด ไม่แน่ใจว่าจะควบคุมตัวเองได้ไหม บ่นคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ไม่อยากคุย ไม่อยากกิน

พยาบาล  อนุญาตให้แม่เฝ้าได้ 24 ชัวโมง ระวังอุปกรณ์ที่จะใช้เป็นอาวุธ ย้ายเตียงมาใกล้เคาน์เตอร์พยาบาล

แม่ของน้องเดินมาถามดิฉันว่า....

จะขอรักษาแบ่งเป็นเดือนละ 2 ครั้งได้ไหม ครั้งละ 2-3 วัน เผื่อน้องจะรับไหว

ดิฉันจึงแนะนำว่า

ถ้าอาจารย์แพทย์มาเยี่ยม เดี๋ยวเราลองไปคุยดูดีไหม แต่การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะต้องรักษาตามสูตรและเวลาที่กำหนดอยู่แล้วนะคะ

 

เมื่อทีมแพทย์มาเยี่ยมน้องที่เตียง ดิฉันจึงไปร่วมปรึกษาด้วย

อาจารย์แพทย์จึงถามน้องว่า...

เป็นยังไงบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม หมอจะได้ช่วยดูแลให้ดีขึ้นได้

 

คนไข้ ไม่ตอบ

ดิฉันจึงถามน้องว่า.. เหนื่อยใช่ไหม

คนไข้ ..พยักหน้า

ดิฉันจึงถามต่อไปอีก... เหนื่อยตรงไหนบ้างจ๊ะ

คนไข้บอก ...เหนื่อยใจ

อาจารย์แพทย์ ..

น้อง..โรคนี้มีโอกาสหาย 80%  จะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าคนปกติ ถ้าไม่รักษาก้อนที่ปอดจะโตขึ้นภายใน 1 ปี แล้วจะทรมานมาก จะหายใจไม่อิ่ม แล้วก็จะเสียชีวิตในที่สุด

น้องบอกว่า 

มีชีวิตอีก...1 ปี ก็ดีแล้ว แล้วหันหน้าไปบอกแม่ว่า ..ไม่ต้องพูดอะไรอีก เตรียมกลับบ้าน

 

อาจารย์แพทย์ ...

หมอจะดูแลให้หนูหายเหนื่อยแล้วค่อยรับยาก็ได้นะ

น้องบอกว่า ไม่รักษา

หมอก็ใจเย็นอธิบายไปอีกหลายอย่าง จนในที่สุด..

อาจารย์แพทย์บอกว่า....

ถ้าไม่รักษา หมอจะให้ทั้งน้องและแม่..เซ็นไม่สมัครอยู่ แล้วจะเขียนใบส่งตัวไปรักษาที่ รพ ใกล้บ้าน ถ้าน้องรู้สึกไม่สบาย ให้นำจดหมายนี้ไปให้หมอ รพ ใกล้บ้านรักษาต่อ

หลังจากนั้น อาจารย์แพทย์จึงบอกให้แพทย์ประจำบ้าน ขอคำปรึกษาจิตแพทย์และทีม palliative care

 

ทีมจิตแพทย์มาประเมินซ้ำ

ผู้ป่วยยังปฏิเสธการรักษา

 

ทีม palliative care มาคุย

ผู้ป่วยยังยืนยันและปฏิเสธการรักษา

หมอแนะนำว่า

หมอจะให้เบอร์โทรไว้ ถ้าเปลี่ยนใจมารักษา โทรมาหาหมอก่อนแล้วหมอจะประสานการรักษาให้ ถ้าน้องหายใจหอบ หายใจไม่อิ่มให้กลับมา รพ ได้นะคะ แล้วหมอจะดูแลให้ แต่หมอก็ไม่อยากให้น้องถึงเวลานั้น ...

ในที่สุดน้องก็ขอกลับบ้านไป...

ฉันยังจำใบหน้าที่เศร้าหมองของน้องได้ ฉันพยายามเข้าใจน้องว่า เขาคงจะทรมานในใจเขาจริงๆ ครอบครัวอาจเยียวยาเขาได้ ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยเขายังกลับบ้าน

 

จากประวัติของน้อง ....

พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่น้องอายุ 4 ขวบ ตอนนี้อยู่กับพ่อและแม่เลี้ยง มีพี่น้อง 5 คน น้องเป็นคนที่ 3/5 พ่อเป็นทหารไม่ได้อยู่ที่บ้าน ต้องอกไปรบแถวสุรินทร์  น้องต้องอยู่กับแม่เลี้ยง ซึ่งบ่นเก่ง ชอบแยกตัว ไม่สุงสิงกับใคร   ส่วนแม่จริงแต่งงานใหม่ แต่ช่วงน้องป่วยแม่ก็กลับมาดูแลตลอด และเลิกกับสามีใหม่แล้ว

 

จากหลายปัจจัย อาจทำให้น้องรู้สึกไม่อยากมีชีวิต

น้องบอกคำเดียวว่า

อยากกลับบ้าน  มีชีวิตอีก 1 ปี ก็ดีแล้ว กลับบ้านดีกว่า

ดิฉันได้แต่หวังว่า

น้องคงจะมีความสุขได้ที่บ้าน......

 

แก้ว บันทึก