ประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ แต่บรรยากาศโดยทั่วไปกลับเย็นสบาย ๆ ไปทางหนาวเย็น ถ้าเทียบกับเมืองไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังเข้าหน้าร้อนแล้ว

และแล้วผมมาอยู่ กลางกรุงโซล แล้วครับ... เขาบอกกันไว้อย่างนั้น

จตุรัสกวังฮวามุน .... (ก่อนมาผมจำได้ว่า ผมเคยเห็นในหนังซีรีย์ของที.วี.ช่องหนึ่ง จึงตื่นเต้นมาก เพราะได้เจอของจริงแล้ว) เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของกรุงโซลและเป็นโบราณสถานที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในฐานะพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวหลังจากที่มีการบูรณะถนนยุกโจ (ชื่อเดิมของเซจองโร)

ผู้คนเริ่มออกมาเดินเล่นอย่างคึกคักแล้ว เพราะมีหลายที่ที่เป็นสถานที่พักผ่อน และสังสรรค์ของชาวเมือง

 

 

แม้ว่า จะเป็นช่วงที่โรงเรียนกำลังจะเลิกเรียน และคนทำงานจะเลิกงาน แต่จราจรกลับไม่ติดขัด รถราสามารถไหลเวียน ได้อย่างคล่องตัว และรวดเร็ว

 

และที่กรุงโซล...เกาหลี เขามีวิถีชีวิตหนึ่งที่น่าสนใจจังครับ คล้ายกับบ้านเรา

ผมอยู่บนรถ ตอนนั้น กำลังติดไฟแดง ผมมองเห็นซุ้มเล็ก ๆ เรียงรายหลายซุ่มตามข้างถนน คิดในใจว่า คงเป็นร้านค้า ร้านถ่ายรูปสติกเกอร์ หรือซุ้มยาดอง

เลยเกิดอาการงงงง จึงไถ่ถามได้ความว่า เป็น "ซุ้มหมอดู" 

ลักษณะซุ้ม มีความเป็นส่วนตัว แบบระบบปิดด้วยผ้าซะด้วย ...คนละอย่างกับบ้านเราเลย

ผมเลยสรุปในใจว่า คนเกาหลีคงมีวัฒนธรรมคล้ายกับคนไทย คือ ชอบดูหมอดู

ซุ้มมากมายเหล่านี้ ถ้าเราไม่เคยดู หรือดูครั้งแรก เราจะเลือกเข้าซุ้มไหนดีนะ

แต่ผมไม่ได้เข้าไปดูหรอกครับ...

ผมถามคนเกาหลีถึงความเชื่อเรื่องดวง ส่วนใหญ่คนเกาหลีก็ให้ชอบทำนายคล้ายกับคนไทย คือ เรื่องเรียน คู่ครอง อาชีพ และการเงินการทอง

ยิ่งสำหรับการเรียนด้วยนะ เด็กนักเรียนที่นี้มีความพยายามที่จะเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐมาก จึงมีการแข่งขันกันสูงมาก

วันไหนที่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีความวุ่นวายมากที่สุดในกรุงโซล เพราะ

- พ่อและแม่ ญาติพี่น้อง จะลางานมาเฝ้าลูกหลานที่มาสอบ

- รัฐบาลให้เด็กที่มาสอบ นั่งรถโดยสารฟรี เพื่อไม่ให้เอารถส่วนตัวมาเยอะ

- พ่อและแม่มี การเล่นของ ให้ลูก คือ เอาขนมเหนียว ๆ ไปติดที่มหาวิทยาลัยที่ลูกจะสอบเข้า

- วันนั้น ทั้งวัน ห้ามเด็กที่มาสอบ กินกล้วย และซุปสาหร่าย เพราะมีความเชื่อว่า มันลื่น เมื่อลื่นแล้ว จะลื่นไหลสอบเข้าไม่ได้

 

สำหรับความคิดของผม ไม่ว่า ประเทศไหน ๆ ในโลก จะพัฒนาไปไกล ถึงขั้นนั่งจรวด ไปอีกดาวดวงหนึ่ง แต่ความเชื่อต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หรืออนาคต ยังมีอยู่ในตัวตนทุกคนบนโลกอย่างไม่สามารถขจัดออกไปได้

"ความเชื่อ" หลายอย่าง อาจจะมีการเปลี่ยนผกผัน หรือมีทิศทางเดียวกันกับความมี "เหตุผล"

แต่ตามหลักคำสอนของ "พระพุทธเจ้า"

ท่านไม่แนะนำให้พวกเราคิดไปไกล กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น

เพราะทำให้พวกเราเสียเวลา และเกิดความกังวลใจมากกว่า

สู้พวกเรา คิดอะไรใกล้ ๆ ดีไหม

สิ่งนั้นอยู่กับเราตลอดเวลา สิ่งนั่น คือ "ใจ" ของเราเอง....

 

จตุรัสกวังฮวามุน , กรุงโซล

25 กุมภาพันธ์ 2554