วันที่ 7 มิถุนายน 2554

 

เกือบห้าโมงเย็นแล้ว พี่ ๆ เริ่มแยกย้ายกลับบ้าน บรรยากาศของสถานีอนามัยเงียบเหงาเล็กน้อย คงมีผมกับน้องคนงานเท่านั้นที่ยังไม่กลับบ้าน

 

ผมกำลังสะสางงานบนโต๊ะที่กองสุมอยู่...อย่างตั้งใจ แต่ก็ได้ยินแว่ว ๆ ว่า มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาตัวอาคารอนามัย  สักพัก...ก็ได้ยินเสียงของคนถามน้องคนงานว่า

 

"หมอเขาจะทำให้ไหมนะ ?

"รอถามหมอก่อนนะคุณยาย" เสียงน้องคนงานตอบ

 

ผมก็งงงวย เพราะหมอต้องบริการให้ผู้รับบริการอยู่แล้ว ทำไมต้องถามด้วย ผมจึงเดินออกจากห้องด้วยความสงสัย  พบคุณยายคนหนึ่งนั่งอยู่เก้าอี้ยาวข้างนอก ผมเห็นห่อผ้าขนหนู เหมือนตัวเด็กเล็ก ๆ  และยายเริ่มเปิดผ้าออกช้า ๆ สิ่งที่อยู่ในนั่น คือ "ลูกหมู" ตัวแดง ๆ เล็ก ๆ กำลังครวญครางเบา ๆ

 

คุณยาย "ละออง" ภายหลังที่ผมได้รู้ชื่อ บอกกับผมว่า ลูกหมูอายุเพิ่งได้ 10 กว่าวัน ถูกแม่ของมันเหยียบจนเป็นแผล ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร และปอดทะลักออกมา หลังจากที่คุณยายเข้าไปดูแม่หมูและลูกหมูในคอก

 

ถึงผมไม่ได้มีความรู้เรื่องสัตวแพทย์ หรือปศุสัตว์เลย แต่ก็พบว่า มีคนที่นำสัตว์ต่าง ๆ มาให้ผมรักษาเสมอ ๆ เช่น นก  ไก่ สุนัข  แมว และ วัว เป็นต้น

 

แม้อาจจะเกินหน้าที่ไปหน่อย แต่ผมก็อดสงสารสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ (ดูสายตาลูกหมูที่อ้อนผมเสียจริง) และชาวบ้านก็ล้วนผูกพันกัน เมื่อเขามาหาเราก็แสดงว่า ต้องอยากให้ผมช่วยเหลือ ผมนึกในใจว่า เมื่อผมตั้งใจทำแล้ว และทำไปด้วยความเมตตา ทั้งต่อคนและสิ่งมีชีวิต น่าจะเป็นสิ่งที่ผมพึงกระทำอย่างยิ่ง แม้จะผิดหลักวิชาการไปบ้างก็ตาม

 

 

ผมใช้ปากคีบดันปอดกลับเข้าในโพรงกระดูก และเริ่มเย็บแผลให้ลูกหมูน้อย แต่อาจจะโหดร้ายไปบ้าง ที่ไม่ได้ฉีดยาชา เพราะไม่มั่นใจว่า จะใช้ขนาดเท่าไหร่ เพราะลูกหมูน้ำหนักเพียงกิโลกรัมกว่า ๆ

 

ผมเย็บแผลแบบหลอม ๆ เพียง 2 เข็ม ครับ และปิดแผลด้วยก๊อซ ให้ยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบชนิดน้ำเชื่อมแบบเด็กทาน โดยให้กินครั้งละ 0.1 ซี.ซี. และให้คำแนะนำคุณยายว่า ให้นำลูกหมูมาล้างแผลทุกวัน  แยกลูกหมูออกจากแม่หมูเพราะกลัวแม่ และพี่น้องหมูจะทำให้แผลอักเสบ และครบ 7 วัน ให้หมอตัดไหมครับ

 

ขณะเขียนบันทึก ณ เวลานี้ ผมภาวนาว่า ให้ลูกหมูรอดปลอดภัย และมาตัดไหมตามนัด เพราะห่วงว่า ปอดออกมานอกผิวหนังอย่างนั้น กลัวเขาทนพิษบาดแผลไม่ไหว

 

ผมพูดกับคุณยายครั้งสุดท้ายว่า...

"คุณยายครับ ถ้าอาการของลูกหมูเป็นอย่างไร ? กรุณามาบอกผมด้วยนะครับ"