สิ่งที่เราถนัดและทำได้ดีที่สุดนั่นเองคือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ (อย่างเรา)

๗ มิถุนายน ๒๕๕๔

   วันนี้ผมหยิบหนังสือ "ไกวัลยธรรม" ขึ้นมาอ่าน เขียนโดย หลวงพ่อพุทธทาส (พุทธทาส ภิกขุ) ย่อความโดย ภิกขุ ฉ.ช.วิมุตตยานันทะ  โดยตั้งใจว่าจะอ่านให้จบ หนังสือเล่มนี้ผมได้มาเมื่อประมาณปี ๒๕๔๑-๒๕๔๓ จำไม่ได้ว่าได้รับแจกหรือว่าซื้อ น่าจะซื้อตามคำแนะนำของอาจารย์ ดร.ทวีวัฒน์มากกว่า และอ่านไปบ้างเล็กน้อย (บางหัวข้อ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเล็กน้อยมากจริงๆ ครั้นหยิบขึ้นมาอ่านอีก เมื่อหลายวันก่อนก็เปิดอ่านเช่นก้ัน แต่เลือกอ่านอีกตามเคย มาคราวนี้ตั้งใจใหม่ เริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรก มีข้อความสะดุดใจมากมาย วันนี้ขอเริ่มจากคำนำก่อน 

   คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่สอง) โดย ภิกขุ ฉ.ช.วิุมุตตยานันทะ

  (ย่อหน้าที่ สาม) "ตอนที่ข้าพเจ้าจำเป็นที่ต้องทำงานก่อสร้างอยู่ที่วัดเจดีย์งาม อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะทำ เพราะเคยทำมามากแล้วตอนที่เป็นแม่บ้านสวนโมกข์ฯ ญาติโยมทางบ้านเจดีย์งามได้ไปเยี่ยมสวนโมกข์ฯ หลวงพ่อได้สั่งฝากให้ช่วยไปบอกข้าพเจ้าว่า "คุณเหลิมทั้งโง่ ทั้งบ้า ไปทำงานก่อสร้าง ใครๆ ก็ทำได้ ควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า เอามีดโกนไปผ่าฟืน จะใช้ได้ที่ไหน" หลวงพ่อยังแนะนำอีกว่า ถ้าจะทำประโยชน์ให้ยิ่งกว่า ควรกลับไปอยู่สวนโมกข์ฯ หรือไม่ก็ไปอยู่วัดชลประทานฯ เหตุการณ์นี้เิกิดเมื่อ ๒๐ ปีมาแล้ว ยังไม่มีโอกาสได้กลับสวนโมกข์ฯสักที พบกับพระอาจารย์โพธิ์ทุกที ท่านชวนทุกทีให้กลับมาช่วยงานที่สวนโมกข์ฯ จนกระทั่งขี้เกียจชวน ในที่สุดหลวงพ่อปัญญาฯจับตัวไปวัดชลประทานฯเสียก่อน ภายหลังที่ได้ชักชวนแล้วหลายครั้ง บัดนี้ ถึงคราวที่จะต้องกลับสวนโมกข์ฯ อีกครั้ง ได้แต่คิดยังไม่ีมีโอกาสได้ทำเลย จนกระทั่งหลวงพ่อป่วยหนัก"

  หมายเหตุ เนื้อความนี้ เป็นเนื้อความนำมาจากหนังสือ "ไกวัลธรรม" เขียนโดย พุทธทาส ภิกขุ ย่อความโดย ภิกขุ ฉ.ช.วิมุตตยานันทะ พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๗ (พฤษภาคม) แม่พิมพ์โดย เพชรฟิล์ม พิมพ์ที่ บริษัท พิมพ์ดี จำกัด หน้า ๑๓-๑๔

  ประโยคที่กระตุกความคิดของผมคือประโยค "คุณเหลิมทั้งโง่ ทั้งบ้า ไปทำงานก่อสร้าง ใครๆ ก็ทำได้ ควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า เอามีดโกนไปผ่าฟืน จะใช้ได้ที่ไหน" 

  ผมยอมรับว่า ข้อความแต่ละข้อความหรือประโยคของข้อความแต่ละประโยคนั้น แต่ละคนอ่าน แต่ละคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับผม ผมมองอย่างหนึ่ง นาย ก. อาจมองอีกอย่างหนึ่ง นาย ข.ก็อีกอย่างหนึ่ง สำหรับข้อความเด็ดหรือประโยคเด็ดที่เด่นในความคิดผมมากที่สุดคือ "เอามีดโกนไปผ่าฟืน" (มันจะใช้ได้หรือ / มันใช้ได้ที่ไหน (นัยภาษาไทยภาคใต้) ส่วนประโยคอื่นก็แทงใจอยู่คือ "ไปทำงานก่อสร้าง ใครๆ ก็ทำได้" และ "ควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า" 

  ส่วนผมคิดอะไรในข้อความหรือประโยคเหล่านั้น จะยังไม่เขียนในวันนี้ก่อน (ยอมรับว่า อาจลืมความคิดได้หากไม่เขียนไว้)

๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๘.๓๘ น.

  สายนี้ ผมมาต่อเรื่องที่เีขียนไว้เมื่อวาน ตอนเช้าของวันนี้ ระหว่างไปส่งคู่ชีวิต ผมได้นั่งคิดถึงเรื่องที่เขียนนี้ด้วย ในประโยคว่า "เอามีดโกนไปผ่าฟืน" เดิมทีผมคิดเพียง "มีดโกนคือมันสมอง" แต่วันนี้มีความคิดเพิ่มเติมเล็กๆ ดังจะได้เรียบเรียงความคิดของผมเองต่อไปนี้

  ก. เอามีดโกนผ่าฟืน หากเราคิดโดยภาษาทั่วไป มีดโกนคือมีดโกน คือมีดสำหรับนำไปโกนผม โกนหนวด เกลาขน ฯลฯ สมัยก่อนเราอาจใช้มีดของช่างกัลบกที่คมกริบนั้นปาดคอได้ทีเดียว เท่าที่ผมเห็นมีดสำหรับโกนผมนั้น เดิมทีเป็นมีดพับเก็บได้ มีคมด้านเดียวและคมมาก ต่อมา (เท่าที่เห็น) เป็นใบมีด คมด้านเดียวเช่นกัน ใบมีดนี้มีที่จับสำหรับสอดเข้ากับด้ามอีกทีหนึ่ง ด้ามนั้นสำหรับพับเก็บได้เช่นกัน ต่อมา เป็นใบมีดแบบสองคม ที่นิยมมากคือ ตราขนนก เรียกว่า หากพระภิกษุสามเณรนำไปโกนผม สามารถนำไปโกนได้หลายหัว (ศีรษะ) ทีเดียว แต่ปัจจุบันนี้คงไม่กล้าโกนแบบหลายหัวแล้ว ด้วยเกรงการติดเชื้อทางเลือด ใบมีดชนิดนี้ต้องวางทาบกับที่รับใบมีดก่อนเชื่อมต่อกับด้านอีกทีหนึ่ง เอกลักษณ์ของใบมีดชนิดนี้คือ มีสองคม ส่วนปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่านั้น เช่นเครื่องโกนหนวด เครื่องตัดผม เป็นต้น สำหรับประโยคว่า "เอามีดโกนไปผ่าฟืน" น่าจะหมายถึง ใบมีดสำหรับโกนผมแบบคมเดียวและแบบสองคม ทั้งคมเดียวและสองคม โดยเฉพาะใบมีดสองคมนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาไปผ่าฟืนได้ การฝ่าฟืนเพื่อนำไปเป็นเชื้อไฟหรือนำไปเผาให้เป็นถ่านนั้น เราต้องฝ่าให้ท่อนฟืนแยกซีกออกจากกัน หากเราเคยดูการ์ตูนเรื่องเณรน้อยเจ้าปัญญา เราจะเห็นวิธีการผ่าฟืนแบบญี่ปุ่น นั้นคือการเอาท่อนฟืนตั้งขึ้น แล้วเงื้อขวานก่อนสับลงไปที่ฟืน การที่ซีกของฟืนจะแยกออกจากกันนั้น นอกจากคมของขวานแล้ว ยังต้องอาศัยแรงคนและน้ำหนักของขวานด้วย สำหรับมีดโกนนั้น เมื่อเทียบน้ำหนักกับขวานช่างแตกต่างกันอย่างยิ่ง จึงเป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะเอามีดโกนไปใช้แทนขวานเพื่อนำไปผ่าฟืน ซึ่งถ้อยคำนี้ ผมคิดเองว่า ไม่เหมาะเลยที่ผู้เขียนคำนำ (ท่านอาจารย์ ฉ.ช.วิมุตตยานันทะ) ซึ่งมีความสามารถอย่างหนึ่งแต่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอีกอย่างหนึ่งที่ว่านี้ คือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวของท่าน(อาจารย์ ฉ.ช.)

  อีกนัยหนึ่งที่น่าคิดคือ มีดโกน น่าจะเทียบได้กับปัญญาหรือมันสมองที่ปราดเปรื่อง การผ่าฟืนหรืองานบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้สมองมากนัก เพราะงานบางงานเหมาะกับการใ้ช้กำลังหรือพลังทางกายมากกว่า ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายหากเราจะเอาผู้มีปัญญาปราดเปรื่องไปทำงานเกี่ยวกับการใช้พละกำลังทางกาย

  ดังนั้น จากความคิดนี้ ทำให้ผมคิดเพิ่มเติมว่า อย่าเข้าใจว่างานทุกคนเหมาะกับคนทุกคน แต่ละคนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ขอให้พิจารณาเอตทัคคะที่พุทธองค์ยกย่องเหล่าอรหันตสาวกเป็นตัวอย่าง ซึ่งน่าจะสรุปได้ว่า หยิบคนให้เหมาะกับงาน

  ส่วนคำว่า "มันใช้ได้ที่ไหน" เป็นนัยภาษาไทยทางภาคใต้ เช่น มันใช้ได้เหอ, หาใช้ได้ไม่, ใช้ไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ถูกใช้ให้ไปทำอะไร เช่นประโยคว่า ใช้ให้ไปซื้อขนมเปียกปูนใบเตย คำว่า "มันใช้ได้ที่ไหน" น่าจะมันนัยคำพูดว่า ไม่เอาเรื่องเอาราว, เปล่าประโยชน์, ไม่เหมาะ เป็นต้น หรือหากจะแสดงกิริยาทางกายคือการสั่นศีรษะซ้ายขวา พร้อมกับทำหน้าตาแบบหมดสิ้นหวัง หมดอาลัย ถอยอาลัย

  ข. "ไปทำงานก่อสร้าง ใครๆก็ทำได้" ในข้อความนี้ผมคิดว่า คนที่มีพลังทางกาย ซึ่งคนทั่วไปมีกำลังทางกายเป็นฐานชีวิตอยู่แล้ว บางคนอาจมองว่า การทำงานก่อสร้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้องวัดคุณภาพได้ ซึ่งต้องใช้มันสมองไม่ใช่น้อยเหมือนกัน แต่ว่า หากจะบอกว่ายากก็เกินไป เพราะปัจจุบันนี้ เครื่องใช้ไม้สอย โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร ทำให้การทำงานก่อสร้างง่ายกว่าสมัยก่อนอย่างมาก แต่ว่า ถ้อยคำนั้น น่าจะหมายถึงกิริยาของคนทั่วไป เราจะเห็นว่า การสร้างบ้านไม้สักหลังหนึ่ง หรือกุฏิสักหลังหนึ่งนั้น "ลงแขก" ไม่นาน เป้าหมายที่วางไว้นั้นจะสำเร็จสมประสงค์คือ "เป็นที่อาศัยเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ" เด็กชายต้อยก็สามารถไปช่วยงานก่อสร้างได้ โยมแม้นอายุ ๖๕ ก็สามารถไปช่วยงานก่อสร้างได้ โดยเฉพาะการสร้างวัดที่เกิดจากศรัทธา แต่มันมีงานบางอย่างที่เด็กชายต้อยกับโยมแม้นทำไม่ได้ งานที่ว่านั้นอย่างหนึ่งน่าจะเหมาะกับท่านอาจารย์ผู้เขียนคำนำมากกว่าการทำงานก่อสร้าง

   ในข้อนี้ ทำให้ผมได้ความคิด เราต้องมองตัวเราให้ออก เรามองตัวเราไม่ออก ก็ต้องใช้คนใกล้ชิดมองมาที่ตัวเรา เพื่อจะดูว่าเรามีความสามารถหรือถนัดในด้านใดมากที่สุด เพราะบางทีเราไม่รู้ตัวว่าเราถนัดเรื่องอะไร หรือทำเรื่องอะไรได้ดีที่สุด เรื่องนี้ก็ทำได้ เรื่องนั้นก็ทำได้ เรียกว่า ทำได้ทุกเรื่อง ปัญหาคือ อะไรที่ทำแล้วดีที่สุดต่างหาก นั้นคือสิ่งเหมาะสมที่ติดตัวบุคคลนั้นมา 

   ค. "ควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า" ซึ่งเป็นข้อความสรุป "งานก่อสร้าง ใครๆก็ทำได้" อีกทีหนึ่ง หากเทีียบข้อความว่า "งานก่อสร้างใครๆก็ทำได้" น่าจะเทีียบได้กับปัญหาเชิงอภิปรัชญา เช่น อะไรคือความจริงสูงสุด ส่วนข้อความว่า "ควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า" น่าจะเทียบได้กับปัญหาทางจริยศาสตร์ เช่น เราจะเข้าถึงความจริงสูงสุดนั้นได้อย่างไร ประโยคว่า "งานก่อสร้างใครๆก็ทำได้" ย่อมหมายถึง "สิ่งที่ไม่ใช่งานก่อสร้างบางอย่างใครๆก็ทำไม่ได้" และหมายถึง "สิ่งที่ไม่ใช่งานก่อสร้างบางอย่าง บางคนทำไม่ได้" ดังนั้น "บางคนจึงควรทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ดีกว่า" 

   ในข้อนี้ ทำให้ผมคิดว่า อะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมองเห็น แต่ถ้าจะเห็นได้จริงๆคือ สิ่งที่เราถนัดและทำได้ดีที่สุดนั่นเองคือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ (อย่างเรา)

  ปัญหาที่ผมต้องคิดเพิ่มเติมคือ

  ก. อะไรคือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้

  ข. อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดและถนัดที่สุด

  ค. เพราะฉะนั้น มีบางสิ่งที่เราทำได้ดีโดยที่คนอื่นทำไม่ได้เท่าเรา

ขอบคุณครับ ๐๙.๓๑ น.