ดังนั้น คนไตลื้อในเชียงรุ้งจึงถูกจีนครอบงำทั้งหมด ครูบาจอมเมือง ผู้นำสงฆ์แห่งสิบสองปันนา (สถานะเทียบเท่าสมเด็จพระสังฆราชจีน-สายเถรวาท) ได้ประกาศว่า "การจะสู้กับจีนคอมมิวนิสต์นั้นต้องสู้ด้วยวัฒนธรรมไตลื้อเท่านั้น"

     พุทธศาสนาในระบบคอมมิวนิสต์อย่างจีน เข้าถือว่า นั้นคือระบบวัฒนธรรมหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้นำทางพุทธศาสนาจะเอาศาสนาให้รอดต้องอาศัยวัฒนธรรมนำหน้า กรณี มจร.พะเยา ไปทำข้อตกลงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเหมือนกันกัน ต้องใช้คำว่า "ข้อตกลงแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" ไม่ใช้คำว่า "ข้อตกลงทางพุทธศาสนา" เพราะขัดกับระเบียบ ข้อบังคับของราชการของจีน

     เมื่อผู้เขียนได้พบกับพระคำต๋อม กนฺตสีโล ผู้ซึ่งเดินทางมาจากวัดบ้านฟ้า ตำบลเมืองฮำ อำเภอเมืองเชียงรุ้ง จังหวัดสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ผู้เขียนได้ชวยคุยถึงตำบลเมืองฮำที่เคยไปนอนและไปเยี่ยมเยือนหลายครั้ง

     เมืองฮำเป็นเมืองที่ทางการจีนได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเอาไว้อย่างดี ทั้งสภาพบ้านเรือน สถาปัตยกรรม ตลอดถึงวิถีชีวิต ที่เมื่อใครไปเมืองสิบสองปันนาแล้วมักไม่พลาดในการไปเยี่ยมเยือน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในหมู่บ้าน เรียกง่าย ๆ ว่าชื้อบัตรแล้วให้เดินชมตั้งแต่หัวบ้านถึงท้ายบ้าน ซึ่งในหมู่บ้านมีทั้งอาหารการกิน ของที่ระลึก โฮมสเตย์ ฯลฯ ทุกอย่างแล้วแต่จะสรรหา

     ดังนั้น ในอำเภอเชียงรุ้ง จะประกอบไปด้วยตำบลต่าง ๆ แต่ทางโน้นเขาเรียก "เมือง"  และถ้าจะเทียบแล้วพระพุทธศาสนาในระดับตำบล (เมือง) ต่าง ๆ ของอำเภอเมืองเชียงรุ่งแล้ว พระพุทธศาสนาในตำบลเมืองฮำ และตำบลเมืองโลง จะรักษารูปแบบดังเดิมไว้ดีกว่าตัวอำเภอเมืองเชียงรุ้งอย่างมากทีเดียว  ในทัศนะผู้เขียนมาจากสาเหตุ ๓ ประการคือ

     ๑.ตัวตำบลเมืองฮำ ทางรัฐบาลท้องถิ่นได้อนุรักษ์ ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเก็บเงินค่าเข้าไปเยี่ยมชุมชนที่เดียวเที่ยวได้ทั้งตำบล

     ๒.ตัวอำเภอเชียงรุ้งเป็นชุมชนเมือง เป็นย่านเศรษฐกิจ มีผู้คนเข้ามามากโดยเฉพาะคนจีนเข้ามาทำมาหากินมาก และทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเลือนหาย และถูกกลืนไปในที่สุด (ประเด็นนี้น่าสนใจคือ คนสิบสองปันนาก็เรียกคนส่วนอื่นบนแผ่นดินใหญ่ว่าคนจีน,  คนที่บ้านนาใหม่ ก็เรียกคนหลวงพระบางว่าคนลาว, เหมือนคนล้านนาเรียกกลุ่มคนนอกพื้นที่ ๘ จังหวัดตอนบนว่าคนไทย โดยเรียกตัวเองว่าคนเมือง)

     ๓.ตัวอำเภอเชียงรุ้งเป็นแหล่งท่องเที่ยว เมื่อมีนักท่องเที่ยวหลายชาติ กิริยามารยาทของคนกลุ่มต่าง ๆ ก็ต่างกัน ซ้ำร้ายคนท้องถิ่นเองก็มีรสนิยม หรือตามกระแสของคนมาใหม่ หลายอย่างหายไป เช่น ทรงผม การแต่งกาย แม้แต่ภาษาพูดก็หาย ไม่ต้องพูดถึงภาษาเขียน ที่ต่างไปจากของเดิม ได้ข่าวว่าทางการจีนต้องการให้มีระบบการเขียนที่เหมือนกัน จึงมีการปรับรูปทรงของตัวอักษรบางตัว และให้มีการเขียนอยู่ในบรรทัดเดียวกัน (ซึ่งความจริงอักษรไตก็มีลักษณะเหมือนอักษรล้านนาและอักษรไทยที่สามารเขียนได้ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง มีตัวสะกดเยอะเยอะไปหมด) นี้เป็นความจำยอมทางด้านวัฒนธรรม แม้จะใช้ชื่อว่าเป็น "เขตปกครองตนเอง" ก็ตาม

          ดังนั้น คนไตลื้อในเชียงรุ้งจึงถูกจีนครอบงำทั้งหมด ครูบาจอมเมือง ผู้นำสงฆ์แห่งสิบสองปันนา (สถานะเทียบเท่าสมเด็จพระสังฆราชจีน-สายเถรวาท) ได้ประกาศว่า "การจะสู้กับจีนคอมมิวนิสต์นั้นต้องสู้ด้วยวัฒนธรรมไตลื้อเท่านั้น"

     เรื่องแรก ที่ท่านทำคือการปฏิรูปพุทธศาสนาในสิบสองปันนาอย่างใหญ่หลวง ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา และไม่ต้องสงสัยว่ารูปแบบและเนื้อหานั้นจะมาจากไหน ถ้าไม่ใช่ของไทย จากการที่ท่านเข้ามาศึกษาจากสำนักพระพุทธบาทตากผ้าจังหวัดลำพูน อีกส่วนหนึ่งท่านได้ส่งลูกศิษย์ให้ไปศึกษาในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของไทย เช่น เรียนที่ มจร.จังหวัดพะเยา, มจร.วังน้อย-จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, เรียนหนังสือที่จังหวัดลำพูน, เรียนบาลีที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ-กรุงเทพฯ เป็นต้น

      เรื่องที่สอง ท่านได้รณรงค์ให้มีการใช้อักษรไตลื้อ เมื่อเดินไปในตัวเมืองสิบสองปันนา มักจะเห็นตัวอักษรไตลื้อเขียนอยู่บนอักษรจีนเสมอ เช่น ข้างรถของราชการ ป้ายวัด ป้ายสถานศึกษา ป้ายที่ทำการของรัฐ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นอิทธิพลของครูบาจอมเมืองทั้งสิ้น เนื่องจากท่านเป็นพระคอมมิวนิสต์ที่ต้องเข้าไปประชุมพรรคตลอดเวลา และมีตำแหน่งในพรรคอยู่ไม่น้อย

     เรื่องที่สาม ด้านศีลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนถึงสถาปัตยกรรม ท่านได้มีนโยบายรื้อ-ฟื้นของเก่าขึ้นมาอย่างจริงจัง (บางอย่างท่านรื้อสร้างใหม่แม้จะเป็นของเก่า บางอย่างท่านฟื้นขึ้นมาแม้ว่าจะเป็นของใหม่) อันนี้สำคัญจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

     ส่วนพระที่เป็นกำลังของท่าน ซึ่งเป็นพระรุ่นแรกที่ท่านปั้นมากับมือมีอยู่ ๓ รูป ซึ่งเมื่อพิจารณาพระที่มีหัวก้าวหน้าในสิบสองปันนาขณะนี้มีอยู่ ๔ รูป รายละเอียด ดังนี้

     ๑.ครูบาหลวงจอมเมือง เดิมชื่อว่า จอม แต่เมื่อญาติโยมและทางรัฐบาลปกครองตนเองแห่งสิบสองปันนาทำพิธียกย่อง ให้เป็น "ครูบาหลวง" จึงได้ชื่อว่า "ครูบาหลวงจอม" ส่วนคำว่าเมืองอันนี้ถามแต่ละท่านที่เป็นลูกศิษย์และคนใกล้ชิดกลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน อันนี้แปลกอยู่มาก ท่านมีสถานภาพเทียบเท่าสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายนิกายเถรวาท ปกครองดูแลคณะสงฆ์สิบสองปันนาและมณฑลยูนานทั้งหมด

     ๒.ครูบาคำถิ่น เดิมชื่อว่า คำ เป็นคนบ้านถิ่น คนจึงนิยมเรียก ครูบาคำถิ่น เนื่องจากชื่อคำซ้ำกันมาก และไม่มีการใช้นามสกุลสำหรับคนสิบสองปันนา  ท่านรับผิดชอบงานรองมาจากครูบาหลวงจอมเมือง มีสถานเทียบเท่ารองครูบาหลวงจอมเมือง แต่นิสัยส่วนตัวท่านชอบปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

     ณ ปัจจุบันท่านไปตั้งสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่วัดบ้านถิ่น อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน โดยมีการริเริ่มงานขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาในหลายประการซึ่งมีแนวปฏิบัติมาจากเมืองไทยแทบทั้งสิ้น เช่น การบวชภาคฤดูร้อน ซึ่งจุดนี้น่าคิดว่าคนจีนบวชเป็นจำนวนมาก แต่คนไตลื้อกับมองอีกมิติหนึ่งว่าอายุมากแล้ว แก่แล้วไม่นิยมอย่างคนจีน แต่กลับนิยมบวชมาตั้งแต่เด็กมากกว่า วัฒนธรรมเหมือนไทยล้านนา (บวชลูกแก้ว) ณ วัดบ้านเกิดของใครของมัน

     ในปี ๒๕๕๔ นี้เอง ที่ทางสิบสองปันนาได้มีการฟื้นฟูวันวิสาขบูชาขึ้นมา โดยมีพิธีกรรมต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ไหว้พระสวดมนต์ เทศนาธรรม ปฏิบัติธรรม เวียนเทียน การให้ทาน นัยว่าเพื่อให้เป็นต้นแบบให้กับวัดต่าง ๆ ในสิบสองปันนา มาศึกษาดูงานแล้วนำไปทำต่อ

     ๓.พระมหาแสง เป็นพระหนุ่มที่เข้ามาศึกษาในเมืองไทย จนได้เปรียญ แล้วกลับไปเป็นกำลังให้กับครูบาหลวงจอมเมือง ปัจจุบันถูกส่งให้ไปอยู่ที่คุณหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนาน เพื่อไปรับผิดชอบดูแลการศึกษาสงฆ์ที่นั้น ซึ่งภาระนั้นต้องดูแลการศึกษาให้กับพระนิกายเถรวาท นิกายมหายาน และพระสายธิเบต ที่มาเรียนร่วมกัน

     ๔.พระแสง เป็นพระที่มีความคล่องตัวในการติดต่อประสานงาน ซึ่งครูบาหลวงจอมเมืองมักมอบหมายให้ดูแลแขกบ้านแขกเมืองที่มาติดต่อและทำภารกิจที่สิบสองปันนา ซึ่งการทำงานของท่านทำให้ทีมงานของผู้เขียนประทับใจมาแล้วหลายครั้ง

     ดังนั้น เราจะเห็นว่าพระคอมมิวนิสต์เหล่านี้ ได้จุดประกาศฝัน เพื่อผลักดันพระพุทธศาสนา ให้มีความเจริญก้าวหน้า อันจะเป็นมาลาสำหรับชีวิต เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของคนอีกหลาย ๆ คนต่อไป