ในประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียนไม่อยากให้คนไทยมองการบวชของพระภิกษุสามเณรเป็นแบบโอปาติกะ คือบวชแล้วเป็นภาวะของพระทันทีทันใดเลย (ผุดขึ้นมาเป็นเลย) แต่อยากจะให้คนไทยดูความเป็นสมณภาวะที่พัฒนาการ มากกว่า

     หลายปีมานี้ ผู้เขียนมักจะถูกถามในลักษณะที่ว่า อาจารย์คะ ทำไม พระภิกษุสามเณรจึงเรียนทางโลก เป็นเดรัจฉานวิชาหรือเปล่าคะ? อาจารย์ครับ ทำไมพระภิกษุสามเณรจึง...?

     ไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีการถามในลักษณะนี้อีกครั้ง? ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง โดยอ้างมติเถรสมาคม เมื่อกว่า ๒๐ ปีที่แล้ว ที่ให้พระภิกษุสามเณรเรียนได้เฉพาะคณะศึกษาศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ทำไมพระภิกษุสามเณรถึงเรียนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ต่อไปคงจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ฯลฯ อะไรประมาณนั้น

     ทุกคำถามล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่น่าคิด และน่าทบทวนประเด็นปัญหาทั้งนั้น? ซึ่งพระเองควรมีคำตอบให้กับสังคม ไม่ควรนิ่ง และไม่ควรตอบแบบท้าทาย แต่ใช้หลักการ

     เมื่อผู้เขียนไปเปิดดูพระไตรปิฎก เทียบเคียงแล้ว จึงทำให้ผู้เขียนมีทัศนะ ว่า "เดรัจฉานวิชา" หมายถึงวิชาที่ต่ำทรามเหมือนสัตว์เดรัจฉาน เป็นวิชาที่ไม่ประเทืองปัญญา เป็นวิชาที่ใช้แล้วอาจทำให้ชาวโลกตำหนิว่าไม่เหมาะสม แต่การเรียนคอมพิวเตอร์ การเรียนพิมพ์ดีต การเรียนรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ไม่น่าจะเป็นเดรัจฉานวิชา เนื่องจากว่าวิชาการเหล่านี้เป็นการประยุกต์พุทธศาสนาเข้าสู่สังคมอีกมิติหนึ่ง จะถือว่าเป็นพัฒนาการการเผยแผ่พุทธศาสนา จะนับว่าเป็นนวัตถกรรมของพุทธศาสตร์แห่งยุคสมัยก็ได้

     ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนมองเห็นมิติแห่งการพัฒนา ๓ แนวทางคือ 

     ๑)เป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาในลักษณะขยายเขตพื้นที่ออกไปสู่บริบททางสังคมด้านต่าง ๆ ไม่คับแคบเฉพาะในบริบทของศาสนา

     ๒)เป็นพัฒนาการของพุทธศาสตร์ที่สามารถประยุกต์เข้ากับศาสตร์ต่าง ๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน จนเกิดความหลากหลาย

     ๓)เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ร่วมสมัยที่สามารถท้าทาย และทดลองพิสูจน์ได้ ไม่ใช่มีแค่วิทยาศาสตร์เพียงศาสตร์เดียว

     ประเด็นต่อมา จำนวนประชากรพระภิกษุสามเณรน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีคนทำสถิติไว้ว่า ในยุครัชกาลที่ ๕ ประชากรมี หลายสิบล้านคน แต่จำนวนพระภิกษุสามเณรที่คาดเอาไว้คือ ๓ แสน ในยุคประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี ประชากรพระภิกษุสามเณรก็ ๓ แสน พอมาปัจจุบันประชากรไทยเกือน ๗๐ ล้านคน ประชากรพระภิกษุสามเณรก็ ๓ แสน (มีการคาดการณ์ว่าอาจมีไม่ถึงด้วยซ้ำ)

     แม้แต่สามเณรในภาคเหนือตอนบนกับภาคอีสาน ก่อนนี้ สามเณร ๒ รูป/ภิกษุ ๑ รูป แต่ ณ ปัจจุบันเป็น ๑/๑ รูป นั้นหมายความว่า ศาสนทายาทลดลงอย่างน่าวิตกกังวลยิ่ง ความหมายของผู้เขียนคือเป็นการดึงศาสนทายาทเหล่านี้ให้บวชนานขึ้น จาก ๓ เดือนหรือ ๑ ปี ก็จะอยู่ในพุทธศาสนาเป็น ๔-๕ ปี หรือมากกว่านั้น

     ในประเด็นนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ไทย จึงมีคณะที่ให้พระภิกษุสามเณรเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โท และเอก คือ คณะพุทธศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ โดยมีสาขาวิชาเอกแตกย่อยออกไปอีกมาก ส่วนหนึ่งก็เพื่อดึงบุคลากรเอาไว้ในศาสนาให้นานขึ้น

     ในทัศนะผู้เขียนแล้ว บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดหลักสูตรต่าง ๆ ออกมา ท่านคงเจตนาดีต่อสถานการณ์ทางพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมิใช่น้อย กล่าวคือ

     ๑.ทำไมพระภิกษุสามเณร จึงเรียนคณะสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาวิชาการปกครอง (รัฐศาสตร์) ?  ซึ่งสาขาวิชานี้เป็นเรื่องทางโลก โดยเฉพาะการบ้านการเมืองพระภิกษุสามเณรไม่ควรไปยุ่ง

     หากเรามองให้ดีวัดในประเทศไทย ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด (สถิติว่าร้างกว่า ๑๐,๐๐๐ วัด) ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการคนอันเนื่องมาจากในกลุ่มของพระภิกษุสามเณรเองก็มีทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง การบริหารทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา ซึ่งการบริหารจัดการดังกล่าวก็ต้องใช้ คน เงิน เครื่องมือ และการจัดการ เพื่อให้มีความก้าวหน้า

     แม้แต่การวางแผนแม่บทเพื่อพัฒนาวัด การจัดสวน การประสานงาน การออกแบบแผนผังอาคาร ศาลา ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่อาศัยการบริหารจัดการทั้งสิ้น

     ๒.ทำไมพระภิกษุสามเณร จึงเรียนคณะครุศาสตร์ เป็นการแย่งอาชีพครูหรือไม่? ผู้เขียนกับมองว่า ความเป็นพระเณร ล้วนแล้วแต่มีภาพของครูติดตัวอยู่เสมอ แม้การตีความเพื่ออธิบายธรรมก็ล้วนอาศัยทักษะของความเป็นครูในการถ่ายทอด หากพระไม่เรียนความเป็นครูแล้ว การจะอธิบาย ก็จะไม่เป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีทักษะ ไม่รู้ว่าผู้ฟังเป็นใคร ควรใช้หัวข้อธรรมอะไรให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น ๆ อันจะทำให้ญาติโยมดูหมิ่นในภูมิรู้ได้

     แม้ในอดีตพระเองก็เป็นครู สถานที่เรียนหนังสือก็คือวัด เมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงมีนโยบายแยกวัดออกจากโรงเรียน ความเป็นพระกับความเป็นครู ความเป็นวัดกับความเป็นโรงเรียน ไม่มีเนื้อหาดังอดีต คงเหลือไว้แต่สัญลักษณ์ เช่น เรียกพระว่า "พระครู" และเรียกโรงเรียนว่า "โรงเรียนวัด" และเห็นข่าวว่าจะให้มีการตัดคำว่าวัดออก เช่น โรงเรียนวัดบวร ก็จะเหลือโรงเรียนบวร โรงเรียนวัด... ก็จะเหลือแต่คำว่าโรงเรียนเท่านั้น และทางรัฐบาลคงไม่คิดตัดคำว่า "วัด"  ออกจากโรงเรียนวัดสังเวชฯ หรอกนะ?

     ๓.ทำไมพระภิกษุสามเณร จึงเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เป็นการเรียนภาษาต่างประเทศ ทำไมไม่เรียนเฉพาะภาษาบาลี? ผู้เขียนกับมองว่า ภาษาเป็นตัวสื่อให้รู้ความหมายกันทั่วโลก ถ้าไม่อย่างนั้นประเทศไทยคงไม่ได้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก โดยผ่านการจัดวันวิสาขาโลกที่ชาวพุทธกว่า ๖๐ ประเทศเข้ามาร่วมพิธีในเมืองไทย

     ในประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียนไม่อยากให้คนไทยมองการบวชของพระภิกษุสามเณรเป็นแบบโอปปาติกะ คือบวชแล้วเป็นภาวะของพระทันทีทันใดเลย (ผุดขึ้นมาเป็นเลย) แต่อยากจะให้คนไทยดูความเป็นสมณภาวะที่พัฒนาการ มากกว่า (จากคนเป็นมนุษย์ จากมนุษย์เป็นผู้มีศีล....เป็นอริยบุคคล...ไปตามลำดับ)

     กว่าที่เราจะได้คนอย่างพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส) พระหรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทะ) พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ) ฯลฯ เราต้องหล่อหลอมคนกี่ล้านคน จึงจะให้มีให้เป็นอย่างท่านเหล่านั้นได้