Management Information System

มีโจ๊ก (joke) ขำขำที่พวกเรามักพูดถึงเกี่ยวกับระบบ MIS (เอ็ม ไอ เอส) ของคณะวิทยาศาสตร์ คือ ชื่อระบบ MIS ของคณะวิทยาศาสตร์ในยุคเริ่มต้นนั้น มันถูกตั้งชื่อไว้ว่า MISS หรือ Management Information System of Science ซึ่งคำว่า MISS ในภาษาอังกฤษมันก็มีคำแปลที่ล่อแหลมว่า "พลาด ขาด หายไป" ดังนั้นระบบ MIS ของเราจึงไม่เคยจะใช้การได้ดีซักที ....อันนั้นก็เป็นเรื่องตลกร้ายที่ไม่เพียงจะเป็นการยั่วล้อเอากับความเป็นไปในคณะ แต่ยังเป็นตลกร้ายที่กำลังบอกว่าคนทำงานก็หลงทางเองด้วย

หลังการวิเคราะห์ชื่อว่ามันไม่เสริมฮวงจุ้ยแล้ว จึงมีการเปลี่ยนชื่อระบบ MISS ให้เป็น Sci-MIS ซึ่งก็เหมือนจะดูดีขึ้น มีการพัฒนาระบบงานขึ้นหลายอย่างและคงต้องจัดว่าเป็นยุคแห่งฐานข้อมูลออนไลน์ (หรืออย่างที่เรียกว่า internet) แตกต่างจาก MISS เดิม ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นบน Microsoft Access และเข้าถึงได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อสายกันอยู่เท่านั้น (หรืออาจเรียกว่า intranet)

อย่างไรก็ตาม Sci-MIS ยุคนี้ก็ยังพัฒนาขึ้นบนฐานคิดของ MISS เดิม ประกอบกับการพัฒนาไม่ได้มีการทำอย่างต่อเนื่อง ยุคของข้อมูลใน Sci-MIS จึงมีฐานข้อมูลทั้งแบบ Internet และ Intranet ปะปนกันไป ระบบที่มีการพัฒนาขึ้นไปเป็น internet ที่เห็นกันเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้แก่ บุคลากร วิจัย แต่ฐานข้อมูลงบประมาณ ภาระงาน ยังคงเป็นแบบ intranet อยู่

เอาล่ะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในการประชุมของคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ครั้งหนึ่ง ก็เกิดมีข้อเสนอและกลายเป็นสิ่งที่คณะ(คณะคือใคร?)จะต้องดำเนินการ นั่นก็คือ การวิเคราะห์ระบบข้อมูลของคณะวิทยาศาสตร์กันใหม่ และจากการโต้ตอบ/การหารือ/การอภิปรายกันต่างๆ นานา ทั้งในที่พึงโคจรและอโคจร ทั้งแบบต่างกรรมต่างวาระกันไปนั้น ก็คิดว่าหากใครสักคนอยากจะได้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า MIS ที่ชัดเจน ก็คงจะต้องขอพึ่งคำอธิบายที่ว่า

"หลักการเบื้องต้นในการจัดทำ MIS ไม่ได้กำหนดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ของการรายงาน KQI/KPI แต่เพื่อต้องการจัดระบบการบริหารจัดการภายในคณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระบบการไหลเวียนข้อมูลเป็นตัวสะท้อนภาพความซ้ำซ้อนของการทำงานและเปลี่ยนไปสู่การเชื่อมโยงระบบการทำงานเข้าไว้ด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ดังนั้นหากจะพิจารณาเพียงว่าระบบฐานข้อมูลนี้ตอบโจทย์ KQI/KPI ได้หรือไม่ อาจจะไม่เพียงพอต่อการพัฒนาระบบการทำงานแบบยั่งยืนของคณะในระยะยาว"