การจัดอันดับมหาวิทยาลัยขงบางหน่วยงานนอกจากมีการจัดอันดับในภาพรวม (Overall Ranking) แล้วยังมีการจัดอันดับแยกตามสาขาวิชา (Ranking by Subjects) อีกด้วย เช่น Times Higher Education World University Rankings ซึ่งได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยในภาพรวม และยังแบ่งการจัดอันดับตามสาขาวิชาทั้งหมด 6 สาขาวิชาได้แก่ Engineering and Technology, Life Sciences, Clinical, Pre-clinical and Health, Physical Sciences, Social Sciences และ Art and Humanities
ส่วน QS World University Ranking นั้นนอกจากการจัดอันดับในภาพรวมก็ได้แบ่งการจัดอันดับตามสาขาวิชาทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ Engineering and Technology, Life Science and Medicine, Social Science and Management, Natural Sciences และ Art and Humanities เป็นต้น ทั้งนี้เพราะบางมหาวิทยาลัยนั้นอาจเปิดหลักสูตรที่ไม่ครอบคลุมทุกสาขาวิชาดังนั้นถึงแม้ในภาพรวมจะติดอันดับ แต่พอมาดูการจัดอันดับตามสาขาแล้วอาจไม่มีชื่อมหาวิทยาลัยนั้นๆก็ได้ เช่น ในการจัดอันดับภาพรวม (Overall Ranking)โดย Times Higher Education World University Rankings ปี 2011 พบว่า California Institute of Technology อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกแต่เมื่อมาดูในสาขา (Ranking by Subject) Clinical, Pre-clinical and Health ไม่มีชื่อของ California Institute of Technology ติดอันดับเลยเนื่องจากสถาบันไม่มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาดังกล่าว เป็นต้น หรือบางมหาวิทยาลัยอาจมีความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษมากกว่าสาขาอื่น ก็จะพบว่าบางมหาวิทยาลัยเมื่อดูอันดับในภาพรวมอาจอยู่ในอันดับที่ดี แต่พอไปดูอันดับตามสาขาวิชาอาจพบว่า บางสาขาวิชามหาวิทยาลัยอาจได้อันดับที่ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ใน QS Asian University Ranking พบว่า The Hong Kong University of Science and Technology ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 ในภาพรวม แต่เมื่อไปดูอันดับในสาขาวิชา Engineering and Technology จะพบว่า The Hong Kong University of Science and Technology ได้อันดับที่ 7 เป็นต้น
นอกจากนี้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยบางชิ้น ถูกดำเนินการโดยและเผยแพร่องค์กรเอกชน ซึ่งเป็นธรรมดาที่องค์กรนั้นๆต้องมีการแสวงหารายได้และกำไรจากการดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่พบเป็นประจำก็คือการเปิดให้สถาบันการศึกษาเข้าไปลงโฆษณาประชาสัมพันธ์หลักสูตรหรือมหาวิทยาลัยในเวบไซต์หรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นกิจการเดียวกันของหน่วยงานโดยมีการจ่ายค่าโฆษณาให้กับหน่วยงานเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน อย่างเช่นใน เวบไซต์หรือสิ่งพิมพ์ของ Times และ QS Quacquarelli Symonds ก็เปิดให้มีการโฆษณาของสถาบันการศึกษาที่สนใจลงโฆษณาได้ หรือบางทีหน่วยงานที่เป็นผู้จัดทำอันดับมหาวิทยาลัยก็จะมีการจัดประชุม สัมนาวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งมีการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยไปเช่าพื้นที่ภายในงานเพื่อประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยด้วย จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำดังกล่าวจะส่งผลต่อความยุติธรรมและมีการลำเอียงในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้วยหรือไม่ เพราะอาจเป็นได้ว่าทางหน่วยงานที่จัดอันดับ อาจมีการจัดอันดับเพื่อเข้าข้างสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่ยอมซื้อหรือเช่าพื้นที่โฆษณาในเวบไซต์ สิ่งพิมพ์หรือการจัดประชุมสัมนาต่างๆที่ทางหน่วยงานจัดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของตัวชี้วัดและค่าน้ำหนักคะแนนเพื่อก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์ในการจัดอันดับที่เอื้อต่อบางสถาบันโดยเฉพาะสถาบันที่ยอมจ่ายเงินค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งตอบแทนให้แก่หน่วยงานที่จัดอันดับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของหน่วยงานที่อิงกับประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งยอมส่งผลต่อความเหมาะสม ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลในการจัดอันดับด้วย เช่นการจัดอันดับที่ทำขึ้นโดย QS Quacquarelli Symonds ซึ่งได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียปี 2011 คือ QS Asian University Ranking 2011 โดยใช้เกณฑ์ การให้นำหนักคะแนนและตัวชี้วัดดังนี้
1. Research Quality คือคุณภาพงานวิจัยโดยมีค่าน้ำหนักคะแนนร้อยละ 60 แบ่งเป็น
- Asian Academic Peer Review คือคุณภาพงานวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ (Peer Review) ได้แก่ อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยทั่วทั้งเอเชีย ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 30 โดยนอกจากนี้ยังรวมกับคะแนนจาก
- Papers per Faculty สัดส่วนจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ต่ออาจารย์ ค่าน้ำหนักประเมิน ร้อยละ 15
- Citations per Paper 15%สัดส่วนการอ้างอิงต่อผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 15
2. Teaching Quality - Student Faculty Ratio คุณภาพการสอน ประเมินจากสัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 20
3. Graduate Employability - Asian Employer Review คุณภาพบัณฑิตที่ได้งาน ได้รับการประเมินจากผู้จ้างงานในเอเชีย ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 10
4. International ความเป็นนานาชาติ โดยมีค่าน้ำหนักคะแนนร้อยละ 10 แบ่งเป็น
- สัดส่วนของอาจารย์ชาวต่างประเทศ (International Faculty) ค่าน้ำหนักประเมิน ร้อยละ 2.5
-สัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติ (International Students) ค่าน้ำหนักประเมิน ร้อยละ 2.5
-จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ (Inbound Exchange Students) ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 2.5
-จำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปยังต่างประเทศ (Outbound Exchange Students) ค่าน้ำหนักประเมินร้อยละ 2.5
โดยผลการจัดอันดับในภาพรวมและแต่ละสาขาแสดงตามตาราง
|
University Name |
Overall |
Engineering and Technology |
Life Science and Medicine |
Social Science and Management |
Natural Sciences |
Art and Humanities |
|
The Hong Kong University of Science and Technology |
1 |
7 |
15 |
11 |
15 |
48 |
|
University of Hong Kong |
2 |
18 |
5 |
4 |
14 |
5 |
|
National University Of Singapore |
3 |
3 |
2 |
1 |
4 |
2 |
|
The University of Tokyo |
4 |
1 |
1 |
2 |
1 |
1 |
|
The Chinese University of Hong Kong |
5 |
28 |
11 |
9 |
20 |
9 |
เมื่อเปรียบเทียบผลการจัดอันดับในตารางจะพบว่าในการจัดอันดับแยกตามสาขาวิชา (Ranking by Subjects)นั้น มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ของประเทศญี่ปุ่นนั้นได้อันดับหนึ่งใน 4 สาขาจากทั้งหมด 5 สาขา คือ Engineering and Technology, Life Science and Medicine, Natural Sciences และ Art and Humanities ส่วนสาขา Social Science and Management นั้นมหาวิทยาลัยโตเกียวได้อันดับที่สอง แต่พอในภาพรวม (Overall Ranking) กลับพบว่ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้อันดับที่สี่ โดยที่มหาวิทยาลัยที่ได้อันดับหนึ่งสองและสามนั้นคือ The Hong Kong University of Science and Technology, University of Hong Kong และ National University Of Singapore ตามลำดับ ซึ่งอันดับตามรายสาขาวิชานั้นแต่ละมหาวิทยาลัยได้อันดับที่ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยโตเกียวแทบทั้งหมด มีเพียงมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University Of Singapore) ที่ได้อันดับที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยโตเกียวคือได้อันดับที่หนึ่งในสาขา Social Science and Management ดังนั้นจะพบว่าผลการจัดอันดับในภาพย่อยกับภาพรวมนั้นขัดแย้งกันอย่างมาก และเมื่อเข้าไปดูในเวบไซต์ของ QS Quacquarelli Symonds ที่เผยแพร่ผลการจัดอันดับ QS Asian University Ranking 2011 ก็จะพบว่ามีสองมหาวิทยาลัยที่ติดหนึ่งในห้าอันดับแรกได้ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยในเวบไซต์ดังกล่าวด้วย คือ University of Hong Kong และ National University Of Singapore ซึ่งทั้งคู่ได้อันดับที่ต่ำกว่า The University of Tokyo ในการจัดอันดับตามสาขาวิชา (Ranking by Subjects) แต่ได้อันดับที่ดีกว่า The University of Tokyo ในการจัดอันดับในภาพรวม (Overall Ranking)
ส่วนของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับใน 100 อันดับแรกของระดับเอเชียแยกตามภาพรวมและสาขาตามตาราง
|
University Name |
Overall |
Engineering and Technology |
Life Science and Medicine |
Social Science and Management |
Natural Sciences |
Art and Humanities |
|
มหาวิทยาลัยมหิดล |
34 |
- |
12 |
59 |
42 |
38 |
|
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
47 |
29 |
13 |
16 |
21 |
11 |
|
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
67 |
66 |
50 |
57 |
54 |
47 |
|
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
88 |
- |
90 |
30 |
- |
30 |
|
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
95 |
76 |
53 |
94 |
70 |
84 |
- หมายถึงไม่ติดใน 100 อันดับแรก
ผลการจัดอันดับแยกตามสาขาวิชาทั้ง 5 สาขาพบว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อันดับที่สูงที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยในประเทศไทยด้วยกันในสี่สาขาวิชาคือ Engineering and Technology, Social Science and Management, Natural Sciences และ Art and Humanities ส่วนสาขา Life Science and Medicine นั้นมหาวิทยาลัยมหิดลได้อันดับสูงที่สุด แต่ในภาพรวมพบว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีอันดับที่ดีกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่น่าสนใจก็คืออันดับในสาขา Life Science and Medicine นั้นจุฬาลงกรณ์อยู่ในอันดับที่ 13 ส่วนมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในอันดับที่ 12 ซึ่งห่างกันเพียงแค่อันดับเดียวเท่านั้น แต่คะแนนที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้จากสาขา Life Science and Medicine เพียงสาขาเดียวจะทำให้มีคะแนนรวมที่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในอันดับที่ดีกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชียวหรือ หากวิเคราะห์จากตัวชี้วัดและค่าน้ำหนักคะแนนที่เน้นในด้าน Research Quality แสดงให้เห็นว่า ผลงานวิจัยในส่วนของ Life Science and Medicine นั้นต้องมีจำนวนหรือคุณภาพที่มากกว่าจำนวนงานวิจัยในทุกสาขาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมกัน จึงจะสามารถขึ้นสู่อันดับที่ดีกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้
ซึ่งเมื่อมาดูคะแนนในแต่ละตัวชี้วัดตามที่ QS Asian University Ranking 2011 ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับซึ่งเปรียบเทียบระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลตามตาราง
|
University Name |
Overall Ranking |
Academic Peer Review 30% |
Citation per Faculty 15% |
Citation per Paper 15% |
Employer Review 10% |
Student Faculty ratio 20% |
International Faculty 2.5% |
International Students 2.5% |
|
มหาวิทยาลัยมหิดล |
34 |
89.00 |
89.8 |
93.70 |
85.90 |
93.20 |
32.60 |
22.10 |
|
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
47 |
99.09 |
60.00 |
67.00 |
97.30 |
64.59 |
35.00 |
8.10 |
การเปลี่ยนแลงตัวชี้วัดหรือค่าน้ำหนัดคะแนนมีผลต่อคะแนนโดยรวมอย่างมากแสดงให้เห็นว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลันนั้นมีความอ่อนไหวต่อการให้ค่าน้ำหนักคะแนนในแต่ละตัวชี้วัดมาก เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงค่าน้ำหนักในตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งก็จะส่งผลต่อคะแนนรวมและอันดับของมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดและการให้น้ำหนักคะแนนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจกับหน่วยงานที่จัดอันดับก็จะทำให้มีผลต่อความน่าเชื่อถือของการจัดอันดับ
ในประเทศไทยมีการแสดงความคิดเห็นและพูดถึงผลการจัดอันดับของแต่ละหน่วยงานกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการนำเอาผลการจัดอันดับมาเผยแพร่ตามสื่อต่างในประเทศทั้งหนังสือพิมพ์ เวบไซต์ต่างๆ รวมถึงการเผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยเอง จากการสำรวจคร่าวๆพบว่า ในกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยทราบผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของแต่ละหน่วยงาน ก็จะมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกมาแถลงหรือให้ข้อมูลกับสื่อ เพื่อให้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์ ดังนั้นผลการจัดอันดับจะถูกนำมาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งผลดีแก่ภาพลักษณ์ให้แก่มหาวิทยาลัยนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจในตัวมหาวิทยาลัย จากประชาชนและผู้ที่สนใจ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ซึ่งท้ายที่สุดก็เชื่อว่าผลการสำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความนิยมในการสมัครเข้าเรียนจากผู้ที่กำลังมองหาแหล่งศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยพบว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ติดอันดับจะดำเนินในรูปแบบที่คล้ายกันแทบทั้งหมด โดยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนออกมาว่านอกจากการนำเอาข้อมูลจากผลการจัดอันดับมาใช้ประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยแล้ว ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้นำเอาผลการจัดอันดับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยเชิงนโยบายและการปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะอันที่จริงแล้วแม้ว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของแต่ละหน่วยงานจะขาดความถูกต้องเหมาะสมไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ในการนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยเลย เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ผู้บริหารทราบว่านอกจากวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้แล้ว หากต้องการพัฒนาให้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างผลผลิตอันได้แก่องค์ความรู้และบัณฑิตที่สามารถแข่งขันได้ในระดับชาติและระดับโลกแล้ว ในการจัดการศึกษาระดับโลกนั้นต้องคำนึงถึงตัวชี้วัดอะไรบ้าง และควรเน้นตัวชี้วัดใดเป็นพิเศษ และที่สำคัญคือต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการจัดอันดับมาหวิทยาลัยของแต่ละหน่วยงานให้ดีและรู้จักใช้ประโยชน์จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในการนำไปประยุกต์ในเชิงนโยบายในการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างเหมาะสม โดยไม่ลืมบริบทของมหาวิทยาลัยของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้เพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคต ประเทศไทยเองก็ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดวิธีการจัดอันดับที่เหมาะสม เพื่อให้มีผลการจัดอันดับที่สะท้อนถึงความจริงมากที่สุด และที่สำคัญคือต้องสะท้อนถึงบริบทของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันออกได้ด้วย
References
1.สุวิมล ว่องวาณิช และนงลักษณ์ วิรัชชัย.(2542).การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศในเอเชีย ปี 2540-2542.
2.สุวิมล ว่องวาณิช.(2549).การจัดอันดับ/ระดับมหาวิทยาลัยและการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก. เอกสารประชุมวิชาการของที่ปรชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย.
3.http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2011
4.http://www.timeshighereducation.co.uk/world-university-rankings/
5.www.4icu.org
6.www.webometric.info
7.www.guardian.co.uk
8.วิจารณ์ พานิช การจัดอันดับมหาวิทยาลัย www.gotoknow.org
9.www.usnews.com
10.www.scimagoir.com