การที่เราจะเข้าความรู้สึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นกับตัวเองค่ะ

          การที่จะเข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้นหรือเข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อได้เจอเหตุการณ์นั้นกับตัวเอง  เหตุการณ์ได้เกิดตอนที่เริ่มสอนใหม่ ๆ และก็ทุกครั้งที่เปิดเทอมใหม่ค่ะ ก็คือผู้ปกครองของนักเรียนตอนที่พาลูกมาเรียนครั้งแรกค่ะมักที่จะบอกกับผู้เขียนว่า คุณครูคะฝากลูกด้วยนะคะ และจะบอกเกี่ยวกับตัวลูกเช่นอุปนิสัยใจคอ พัฒนาการในด้านต่างๆ ชอบอะไรไม่ชอบอะไร อย่างละเอียดเลยละค่ะหลังจากพาลูกมาส่งโรงเรียนและอยู่กับคุณครูประมาณ 2  ชั่วโมง ก็จะโทรศัพท์มาหาคุณครู คุณครูคะ น้องเป็นอย่างไรบ้างคะเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ไหมหยุดร้องไห้หรือยังในช่วงบ่ายนะคะ โทรมาอีกครั้งน้องนอนกลางวันไหมคะ นอนหลับไหมคะวันนี้ทานข้าวได้เยอะไหมคะอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะซึ่งจริง ๆแล้วก็เป็นหน้าที่ที่ครูจะต้องรายงานให้แก่ผู้ปกครองทราบตอนนั้นในความรู้สึกคุณแม่เป็นห่วงลูกมากเลยนะคะเนี้ย (คิดอยู่ในใจค่ะ ) แต่พอมาตอนนี้ตัวเองได้เป็นคุณแม่และให้ลูกอยู่กับคุณยายบางครั้งก็จะรับมาอยู่ด้วย แต่ในช่วงที่อยู่กับคุณยายก็จะโทรศัพท์ถามในเรื่องต่าง ๆ เช่นการทานข้าว พัฒนาการในด้านต่าง ๆ อุปนิสัยใจคอ งอแงกับคุณยายหรือเปล่าวันนี้คุณยายพาไปไหนทำอะไรบ้างจะคอยถามอยู่เรื่อย ๆ พอว่างจากการทำงานตอนเย็นเลิกงานนึกขึ้นได้ก็จะโทรศัพท์ถามตลอดค่ะ

         ก็เลยทำให้เข้าใจในความรู้สึกของผู้ปกครองของนักเรียนค่ะว่าสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการก็คือความไว้วางใจที่ฝากลูกไว้กับครูเพราะฉนั้นแล้วคุณครูนอกจากจะให้ความรู้แล้วยังจะต้องให้ความรักและคอยชี้แนะในสิ่งที่ดีงามอีกด้วยค่ะ เข้าใจในความรู้สึกของผู้ที่เป็นพ่อแม่ และก็รู้สึกว่ารักพ่อแม่ของตัวเองมากขึ้นค่ะก่อนหน้านี้ก็รักอยู่แล้วนะคะ  

 ( และก่อนหน้านี้ก็รักนักเรียนอยู่แล้วเช่นกันค่ะ )  

         ตอนนี้เปิดเทอมแล้วค่ะก็ยังมีหนูน้อยที่ร้องไห้อยู่บ้างค่ะต้องรอให้หนูน้อยไว้วางใจในตัวคุณครูและเริ่มเปิดใจรับคุณครูค่ะ

 

 

 

รูปนักเรียนรุ่นพี่ค่ะตอนที่อยู่ชั้นอนุบาล 3 ค่ะ

 

 

 

รูปลูกสาวค่ะชื่อว่าน้องพุฒิค่ะรูปนี้ตอนอายุ 10 เดือนค่ะ