เดินทางไปจังหวัดน่าน หลังจากไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเกิดปีกระต่าย แล้ว จังหวัดน่านมีสถานที่ท่องเทียวหลายแห่งที่น่าสนใจค่ะ บันทึกนี้พาไปปีนบันไดขึ้นเขา ๓๐๓ ขั้น ที่ตั้งของพระธาตุเขาน้อย

          เมื่อรถมาถึงบริเวณทางขึ้นบันได มีที่จอดพักรถสำหรับคนอยากเดินชมวิวทิวทัศน์ระหว่างทางขึ้นบันได  หรือจะขับรถขึ้นเขาไปถึงบริเวณวัดข้างบนเลยก็สะดวก  ครูกอไก่ เกิดอยากเดินขึ้นบันได โดยลืมนึกถึงสังขารวัย สว ของตัวเอง โอ้โห ทำเอาหอบแฮ่กๆ กว่าจะเดินถึงข้างบน หยุดพักหลายครั้ง

       เห็นลิบๆ สองแม่ลูก ยืนพักก่อน เหนื่อยมาก ปวดขาแทบยกไม่ขึ้น

     ถึงซะที ไม่ต้องนับเพราะหอบจนไม่มีแรงนับ  มีป้ายเขียนบอกไว้ค่ะ 

   เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ลมพัดเย็นสบายหายเหนื่อย เมื่อขึ้นมาถีงข้างบนค่ะ

    ตามประวัติ  พระธาตุองค์นี้ สร้างโดยมเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่  ๒๐  เจ้าผู้ครองนครน่าน อีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุ โดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๔๕๔ โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง

  กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓  ด้วยความเป็นวัดที่อยู่บนเขาสูง จึงเป็นจุดชมทิวทัศน์  ที่สวยงาม  อยู่ตรงลานปูน พระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่  คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรีศรีเมืองน่าน สร้างเมื่อปี  พ.ศ.๒๕๔๒  ถีอเป็นจุดเดียวที่เห็นเมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขา น้อยใหญ่ ตั้งทะมึนโอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้เราเห็นชัด ถึงลักษณะการตั้งเมือง ของทางภาคเหนือ ที่มักเลือกทำเลที่ตั้ง บนที่ราบลุ่ม และหุบเขาด้วย

      เข้าไปกราบพระข้างในโบสถ์ และร่วมทำบุญ เขียนข้อความ(อธิษฐาน)บันทึกลงบนผืนผ้า ผืนยาว

ลูกสาวคนเล็กเขียนเป็นภาษาอังกฤษ  ได้ยินนักท่องเที่ยวท่านหนึ่งพูดกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่า โห เขียนเป็นภาษาอังกฤษ พระจะอ่านออกไหมนี่ เราเลยยิ้มๆ พร้อมคิดตอบว่า สมัยนี้พระเก่งภาษาอังกฤษกันแล้วค่ะ

          ความสวยงามของต้นลีลาวดี บรรยากาศวัดแบบล้านนา ดูมีเสน่ห์

                    ขันเงินขันทอง สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูปค่ะ

              มองลงไปจะเห็นบรรยากาศของตัวเมืองน่านค่ะ

                    ตันนี้อยู่บริเวณวัด ออกดอกสวยและแปลกดี ดอกอะไร

 ได้ รู้จักชื่อดอกนี้ว่า ดอกสาละ จากครูป.๑(เพื่อนGTK ที่น่ารัก)  เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ จึงไปสืบข้อมูลจากกูเกิ้ล ได้ความว่า

        สาละ ชาวอินเดียเรียกว่า ซาล (Sal) เป็นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน โดยที่พุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายา เมื่อใกล้กำหนดจะให้พระสูติการก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไป ยังกรุงเทวทหนคร อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ (ที่การคลอดบุตรฝ่ายหญิง จะต้องกลับไปคลอดที่บ้าน พ่อ-แม่ ของฝ่ายหญิง) ในระหว่างทางพระนางได้ทรงหยุดพักบริเวณป่าแห่งหนึ่ง ใต้ร่มต้นสาละ เขตตำบลลุมพินีสถาน คงจะเป็นด้วยทรงถูกกระทบกระเทือนจากการเดินทางไกล หรือจะ เป็นด้วยอำนาจบุญญาธิการของพระราชโอรส (คือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา) พระนางทรงเจ็บพระครรภ์ ผู้ตามเสด็จก็คงจัดเตรียมกั้นเป็นฉากห้อง เพื่อใช้เป็นสถานที่พระสูติการภายใต้ร่มของต้นสาละนั้น สำหรับในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัตินั้น ก็โดยที่พระพุทธองค์ได้เสด็จ ไปถึงยังเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ได้ประทับในบริเวณสาลวโณทยาน ภายใต้ร่มต้นสาละคู่หนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาก จึงรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดที่บรรทมเอนพระวรกาย ลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ แล้วเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานภายใต้ต้นสาละนั่นเอง

     ขาลงขึ้นรถลงไป จะให้เดินลง เข็ดล่ะ อิอิ ใครที่ชอบเดินออกกำลังกาย มาที่นี่ไม่ผิดหวังค่ะ

                  ขอบคุณที่มาเยือนบันทึกนี้ค่ะ